จับตาชม! Mazda จดเครื่องหมายการค้า “SKYACTIV-Z HEV” ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เตรียมลุยตลาดปี 2027

จับตาชม! Mazda จดเครื่องหมายการค้า “SKYACTIV-Z HEV” ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เตรียมลุยตลาดปี 2027
Spread the love
Advertisement Advertisement

จับตาชม! Mazda จดเครื่องหมายการค้า “SKYACTIV-Z HEV” ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เตรียมลุยตลาดปี 2027

การก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องยนต์สันดาปสู่ระบบ Strong Hybrid ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของมาสด้า


สาวกซูม-ซูม ได้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานการค้นพบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่จากประเทศญี่ปุ่นในชื่อ “SKYACTIV-Z HEV” เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งนี่คือสัญญาณชัดเจนว่า Mazda กำลังเร่งพัฒนาขุมพลังตระกูลใหม่เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์ไอเสียที่เข้มงวดทั่วโลก

หลังจากที่ขยายไลน์อัปของ All-New CX-5 (รุ่นปี 2026) ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานด้วยเครื่องยนต์ Mild-Hybrid (e-SKYACTIV G) ขนาด 2.5 ลิตร ทางคุณ Masahiro Moro ประธานบริหารของ Mazda ได้แย้มข้อมูลสำคัญว่า เครื่องยนต์บล็อกถัดไปอย่าง SKYACTIV-Z จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำตลาดระบบ Strong Hybrid (HEV) เต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้

“SKYACTIV-Z จะเป็นขุมพลัง 4 สูบเจเนอเรชันถัดไป ที่จะเข้ามาแทนที่ตระกูล SKYACTIV-G และ SKYACTIV-X โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงที่สุด เพื่อรองรับมาตรฐานยูโร 7 (Euro 7) และข้อบังคับ LEV4 / Tier 4 ของสหรัฐอเมริกา”

เจาะลึกเทคโนโลยีล้ำสมัยใน SKYACTIV-Z

แม้ว่ารายละเอียดเชิงลึกจะยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมด แต่ข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจของเครื่องยนต์บล็อกนี้ประกอบด้วย:

  • Lambda One Combustion: ใช้ทฤษฎีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบ ช่วยควบคุมอัตราส่วนผสมระหว่างอากาศและน้ำมันได้อย่างแม่นยำ ทำให้ออกซิเจนส่วนเกินเป็นศูนย์ในช่วงรอบเครื่องยนต์ที่กำหนด
  • Super Lean Burn: ขยายช่วงการเผาไหม้แบบส่วนผสมบาง (Lean Burn) ตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงรอบสูง ทำให้ได้ค่าความร้อนสูงแต่ปล่อยมลพิษต่ำเป็นประวัติการณ์
  • 2.0L Base & Toyota Hybrid System: คาดว่าจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรทำงานร่วมกับระบบไฮบริดที่พัฒนาร่วมกับ Toyota เพื่อมอบอัตราประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม

Timeline การเปิดตัวและโมเดลที่คาดว่าจะได้รับอัปเกรด

  • ปี 2026 (ปัจจุบัน) All-New CX-5 เปิดตัวทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ 2.5L Mild-Hybrid (e-SKYACTIV G) เป็นหลัก
  • ปี 2027 (แผนงาน) เตรียมเสริมทัพขุมพลัง SKYACTIV-Z HEV (Strong Hybrid) ลงใน New CX-5 เป็นรุ่นแรก
  • ปี 2027 เป็นต้นไป คาดว่าจะขยายการติดตั้งไปยัง Next-Gen MAZDA3, CX-3 รวมถึงการนำเทคโนโลยีการเผาไหม้นี้ไปปรับใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงในอนาคต

บทสรุปทิศทางของ Mazda

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Mazda ยังไม่ทิ้งจิตวิญญาณของเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่เลือกที่จะขับเคลื่อนมันไปให้สุดทางด้วยการผสานเทคโนโลยีการเผาไหม้ขั้นสูงเข้ากับระบบส่งกำลังไฟฟ้า (HEV) ซึ่งการนำเครื่องยนต์ SKYACTIV-Z HEV มาเติมเต็มในรถยนต์พิกัดหลักอย่าง CX-5 และ MAZDA3 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแน่นอน แฟนๆ ชาวไทยคงต้องรอลุ้นการนำเข้ามาทำตลาดในบ้านเราหลังจากปี 2027 เป็นต้นไปครับ

chizai-watch 

 

 

สรุปก่อนอ่าน “Lean Asset Strategy” ของ Mazda

1. กลยุทธ์ Lean Asset Strategy

  • มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ลดต้นทุนการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จาก 2 ล้านล้านเยนเหลือ 1.5 ล้านล้านเยน หรือ 300,000 ล้านบาท
  • ใช้ความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดต้นทุนด้านแบตเตอรี่ลงครึ่งหนึ่ง
  • ผลิตรถยนต์ EV และเครื่องยนต์สันดาปภายในบนสายการผลิตเดียวกัน ลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นลง 85%
  • ลดระยะเวลาเตรียมการผลิตจำนวนมากลง 80%

2. Mazda Monozukuri Innovation

Mazda Monozukuri Innovation 1.0

  • วางแผนพัฒนาเทคโนโลยีล่วงหน้า 5-10 ปี
  • ใช้การออกแบบสถาปัตยกรรมและกระบวนการผลิตที่สามารถใช้ร่วมกันได้ (common architecture)
  • ใช้วิธีผลิตแบบ mixed-production เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

Mazda Monozukuri Innovation 2.0

  • ใช้ Model-Based Development (MBD) ควบคู่กับ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา
  • ปรับปรุงสายการผลิตด้วย AGV (Automatic Guided Vehicle) และ Unmanned Guided Vehicle
  • ปรับโครงสร้างซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. เทคโนโลยี SKYACTIV-Z

  • รองรับมาตรฐานไอเสียใหม่ เช่น Euro 7, LEV4, Tier 4
  • เทคโนโลยีการเผาไหม้ขั้นสูง ให้สมรรถนะและความประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น
  • จะเปิดตัวใน Mazda CX-5 รุ่นใหม่ ภายในปี 2027 พร้อมระบบไฮบริด
  • ใช้ได้กับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง และเครื่องยนต์โรตารี
  • ลดจำนวนรุ่นเครื่องยนต์เหลือไม่ถึงครึ่ง และรวมซอฟต์แวร์ควบคุม

4. แผนพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (Battery EV)

  • แพลตฟอร์ม EV รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในอนาคต
  • เน้นประสบการณ์การขับขี่ Jinba-ittai อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mazda
  • เปิดตัวรถ EV ที่พัฒนาเองในปี 2027 และผลิตใน ประเทศญี่ปุ่น

ฮิโรชิมา, ญี่ปุ่น – Mazda Motor Corporation (Mazda) ประกาศกลยุทธ์ “Lean Asset Strategy” ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินแผนพัฒนาไฟฟ้าหลายแนวทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisement Advertisement

Mazda มองว่าช่วงเวลาจนถึงปี 2030 เป็น “รุ่งอรุณแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้า” และภายใต้นโยบายการบริหารงานปี 2030 บริษัทจะส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านแนวทางที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย กลยุทธ์ “Lean Asset Strategy” ที่ประกาศในวันนี้ เป็นกลยุทธ์การดำเนินงานที่มุ่งเพิ่มมูลค่าของ Mazda ในฐานะผู้เล่นเฉพาะกลุ่ม (niche player) โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการพัฒนา การผลิต และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม

ผลกระทบของกลยุทธ์ “Lean Asset Strategy”

  • เงินลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1.5 ล้านล้านเยนที่ประกาศไว้ในปี 2022 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านเยนจากภาวะเงินเฟ้อ แต่ Mazda จะสามารถลดการลงทุนลงเหลือประมาณ 1.5 ล้านล้านเยนโดยใช้กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ลดการลงทุนในแบตเตอรี่ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร โดยลดต้นทุนลงทุนด้านแบตเตอรี่ลงครึ่งหนึ่งจากเดิม 750 พันล้านเยน
  • ในด้านการผลิต (Monozukuri) บริษัทนำกลยุทธ์ “Mazda Monozukuri Innovation 2.0” มาใช้ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาและการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยสามารถเพิ่มผลผลิตในการพัฒนาได้ถึง 3 เท่า ทำให้สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิม
  • สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเปิดตัวในปี 2027 Mazda คาดว่าจะลดต้นทุนการพัฒนาลง 40% และลดชั่วโมงทำงานด้านการพัฒนาลง 50% ผ่านการทำงานร่วมกันกับพันธมิตร
  • โดยการใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ในการผลิตทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในบนสายการผลิตเดียวกัน Mazda สามารถลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นลงถึง 85% และลดระยะเวลาเตรียมการผลิตจำนวนมากลง 80% เมื่อเทียบกับการสร้างโรงงานใหม่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
  • บริษัทจะเติบโตอย่างยั่งยืนโดยสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าต้นทุนของเงินทุน ด้วยการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ลงทุนอย่างรอบคอบ และมอบเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขัน

ในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Mazda ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ (joy of driving) ให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและความยืดหยุ่นด้านการบริหารจัดการ เพื่อส่งมอบความตื่นเต้นในประสบการณ์การขับขี่ให้กับลูกค้าทั่วโลก


แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ

■ “Mazda Monozukuri Innovation 1.0”

เป็นกระบวนการพัฒนาและผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mazda โดยแม้ว่าบริษัทจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่สามารถบรรลุทั้งประสิทธิภาพจากขนาด (economies of scale) และความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

  • Mazda วางแผนผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่จำเป็นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จากนั้นให้ทีมพัฒนาและทีมผลิตร่วมมือกันออกแบบโครงสร้างและกระบวนการที่สามารถใช้ร่วมกันกับผลิตภัณฑ์ในอนาคตได้ (common architecture)
  • ใช้วิธีผลิตแบบ mixed-production ที่สามารถผลิตรถหลายรูปแบบบนสายการผลิตเดียวกันโดยใช้เครื่องจักรอเนกประสงค์

■ “Mazda Monozukuri Innovation 2.0”

เป็นการพัฒนาแนวทาง “Mazda Monozukuri Innovation 1.0” ให้มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูงขึ้นในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะ

  • วางแผนพัฒนาและผลิตทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในไปพร้อมกัน
  • ในด้านการพัฒนา ขยายการใช้ Model-Based Development (MBD) จากระดับชิ้นส่วนไปสู่ระดับทั้งคันรถ โดยใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
  • ร่วมมือกับ JAMBE* และพันธมิตรอื่นๆ เพื่อขยายกระบวนการพัฒนาแบบจำลองไปยังห่วงโซ่อุปทาน ทำให้การพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ในการผลิต ใช้ “Rootless Production Equipment” เช่น AGV (Automatic Guided Vehicle) และ Unmanned Guided Vehicle ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในในสายการผลิตเดียวกัน ช่วยให้ปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น

■ SKYACTIV-Z

  • เป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่รองรับมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด เช่น Euro 7 ในยุโรป, LEV4 และ Tier 4 ในสหรัฐฯ
  • ใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้ขั้นสูงที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันและมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
  • จะเปิดตัวพร้อมระบบไฮบริดของ Mazda ใน Mazda CX-5 รุ่นถัดไป ภายในปี 2027
  • เทคโนโลยี SKYACTIV-Z ยังถูกนำไปใช้กับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง และพัฒนาเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์โรตารี
  • จำนวนรุ่นเครื่องยนต์จะถูกลดลงเหลือไม่ถึงครึ่ง และระบบควบคุมซอฟต์แวร์จะถูกรวมเป็นสองในสามของจำนวนเดิม

■ ยานยนต์ไฟฟ้า (Battery EV)

  • Mazda ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม EV โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในอนาคต และสามารถรองรับแบตเตอรี่ประเภทต่างๆ เพื่อให้สามารถพัฒนารถยนต์รุ่นที่หลากหลาย
  • รถยนต์ไฟฟ้าของ Mazda ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ “Jinba-ittai”
  • รถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาเองโดย Mazda จะเปิดตัวในปี 2027 และผลิตใน ประเทศญี่ปุ่น เพื่อจำหน่ายในตลาดทั่วโลก

Mazda ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมและรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ แม้ในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการผลิต และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

SKYACTIV Z ขุมพลัง Full HYBRID ใหม่ 2.5 ลิตร 4 สูบใหม่ รองรับถึง EURO 7

MAZDA

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้