TESLA–GM ปฏิวัติซัพพลายเชน! สหรัฐฯ สั่ง “ตัดจีนออก” รถอเมริกันทั้งระบบ ภายใน 2 ปี

TESLA–GM ปฏิวัติซัพพลายเชน! สหรัฐฯ สั่ง “ตัดจีนออก” รถอเมริกันทั้งระบบ ภายใน 2 ปี
Spread the love
Advertisement Advertisement

Tesla–GM เริ่มยุคใหม่! สหรัฐฯ เดินหน้า “ตัดจีนออกจากห่วงโซ่อุปทานรถยนต์” สงครามการค้า การเมืองผลักให้ค่ายรถต้องย้ายทั้งระบบ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์โลกถูกเขย่าอย่างหนักจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน การขึ้นภาษีนำเข้าที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และความเสี่ยงในการหยุดชะงักของซัพพลายเชน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่รถไฟฟ้าที่มีฐานการผลิตอยู่ในจีนเป็นหลัก

Tesla และ GM สองผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ จึงเริ่มเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ—สั่งซัพพลายเออร์ “เลิกใช้ชิ้นส่วนจากจีน” สำหรับรถที่ผลิตขายในอเมริกา

นี่ไม่ใช่แค่การย้ายซัพพลายเออร์ แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ทั้งระบบ

ทำไม Tesla ต้องเร่งตัดจีนออก?

ภาษีใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำต้นทุนพุ่งทันที

หลังประธานาธิบดี Donald Trump ขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนรอบล่าสุด ต้นทุนการผลิตของ Tesla และผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มขึ้นในทันที โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มาจากจีนซึ่งครอบคลุมแทบทุกระบบตั้งแต่แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ น้อยๆ

สิ่งนี้ทำให้ Tesla ต้องทบทวนแผนทั้งหมด เพราะ

  • ความผันผวนด้านราคาเริ่มควบคุมยาก

  • ไม่สามารถคาดการณ์ต้นทุนล่วงหน้าได้

  • กระทบต่อแผนการตั้งราคาในตลาดสหรัฐฯ

ความเสี่ยงด้านการเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในระดับโลก สหรัฐฯ และจีนมีความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Tesla ต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ “ทนทานต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด เช่น

  • ข้อพิพาทด้านเซมิคอนดักเตอร์ จีน–เนเธอร์แลนด์ ทำให้ Tesla ได้รับผลกระทบจากการที่ชิปแพ็กเกจในจีนถูกบล็อกการส่งออก

  • ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ชิ้นส่วนบางประเภทอาจถูกจำกัดโดยไม่คาดคิด

Tesla ไม่ต้องการให้การเมืองมากำหนดการผลิตอีกต่อไป นี่เป็นหนึ่งในแรงผลักสำคัญของการตัดจีนออกจากระบบ

ย้ายฐานผลิตครั้งใหญ่! Tesla ผลักซัพพลายเออร์จีนไปเม็กซิโก–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Tesla ไม่ได้ต้องการ “ทิ้งซัพพลายเออร์จีน” แต่ต้องการ “ทิ้งสถานะ Made in China” เพื่อหลบภาษีและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากจีนโดยตรง

ดังนั้น Tesla จึงแนะนำให้ซัพพลายเออร์จีน:

Advertisement Advertisement
  • ตั้งโรงงานใหม่ใน เม็กซิโก (เพื่อส่งเข้าตลาดสหรัฐฯ ผ่านข้อตกลง USMCA)

  • หรือย้ายฐานมาที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย)

เม็กซิโกกลายเป็นฐานสำคัญ เพราะ

  • ส่งออกเข้าอเมริกาได้โดยไม่โดนภาษีนำเข้า

  • ค่าแรงต่ำกว่า

  • ใกล้โรงงาน Tesla ในเท็กซัสและแคลิฟอร์เนียมากกว่า

นี่คือรูปแบบใหม่ของซัพพลายเชนโลก ผลิตโดยโรงงานจีน แต่ตั้งอยู่ “นอกจีน”

Tesla หยุดใช้แบตเตอรี่ LFP จากจีน เตรียมทำเองในเนวาดา

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ Tesla จะหยุดใช้แบตเตอรี่ LFP ที่ผลิตในจีน และจะเริ่มผลิตเองในรัฐเนวาดาภายในปีหน้า

นั่นหมายถึง

  • ลดการพึ่งพา “CATL–BYD” และซัพพลายเชนจีน

  • เพิ่มความมั่นคงด้านแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถ EV

  • ควบคุมต้นทุนและเทคโนโลยีได้มากขึ้น

Tesla กำลังสร้าง “อธิปไตยทางแบตเตอรี่” แบบที่จีนมีอยู่ในปัจจุบัน

GM ก็ทำเหมือนกัน! พร้อมกำหนดเส้นตายปี 2027

สิ่งที่น่าสนใจคือ Tesla ไม่ใช่รายเดียวที่เปลี่ยนทิศทาง GM ได้แจ้งให้ซัพพลายเออร์

  • หยุดใช้ชิ้นส่วนจากจีนทั้งหมดภายใน ปี 2027

GM ต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว และสร้างภาพลักษณ์ “รถอเมริกันแท้” ที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น หลายฝ่ายมองว่าแนวทางของ GM เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ Tesla ต้องเร่งตาม

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีผลกระทบอะไรบ้าง?

  • ราคาต้นทุนอาจสูงขึ้นในระยะสั้น ชิ้นส่วนจีนมีความได้เปรียบด้านราคาอย่างมาก การย้ายฐานผลิตไปประเทศอื่นทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นชั่วคราว
  • ผู้บริโภคอาจเห็นราคารถเพิ่มขึ้น หากต้นทุนสูงขึ้นจริง ค่ายรถอาจต้องปรับราคารถยนต์ในปีถัดไป
  • ซัพพลายเออร์จีนแห่เปิดโรงงานในเม็กซิโก–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจีนหลายรายเริ่มคุมเกม โดยตั้งโรงงานใหม่เพื่อ “หลบภาษี Made in China” แต่ยังรักษาลูกค้าเดิมอย่าง Tesla และ GM ไว้ได้
  • สหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นฐานผลิตขนาดใหญ่ของโลกอีกครั้ง หาก Tesla–GM ทำสำเร็จ โรงงานและซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ จะเติบโตขึ้นมาก

แล้วสงครามภาษีรอบนี้จะพาเราไปไหนต่อ?

ทิศทางชัดเจนว่า

  • สหรัฐฯ ต้องการแยกตนเองออกจากการพึ่งพาจีน

  • จีนเองก็ต้องการกระจายการผลิตออกนอกประเทศเพื่อลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ

  • ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในระดับ “โครงสร้าง”

Tesla และ GM เป็นเพียง “สัญญาณแรก” เท่านั้น รายอื่นๆ เช่น Ford, Stellantis, Volkswagen, Toyota ก็มีแนวโน้มทำตาม หากสถานการณ์ภาษีและภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ

 

Carscoop

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้