EU อาจเลิกภาษีนำเข้า EV จีน แล้วใช้ “ราคาขั้นต่ำ” ลดการตัดราคา

EU อาจเลิกภาษี EV จีน แล้วใช้ “ราคาขั้นต่ำ” แทน ผู้ซื้อยุโรปจะเจออะไรต่อ?
หลังความตึงเครียดทางการค้าที่ลากยาวระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และจีน ประเด็น “ภาษีนำเข้า EV จีน” กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปเดินหน้าใช้แนวทางที่แตกต่างจากการขึ้นกำแพงภาษีแบบเดิม นั่นคือเปิดทางให้ผู้ส่งออกจีนเสนอ “ข้อตกลงราคาขั้นต่ำ” (minimum import price / price undertaking) เพื่อให้ได้ผลเชิงปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปเทียบเท่าการเก็บภาษี แต่ลดแรงปะทะทางการค้าโดยตรงลง
เกิดอะไรขึ้น: จาก “ภาษีตอบโต้เงินอุดหนุน” สู่ “กลไกราคาขั้นต่ำ”
EU เคยประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้เงินอุดหนุน (countervailing duties) กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่ผลิตในจีน หลังการสอบสวนด้านเงินอุดหนุน โดยภาษีแตกต่างตามผู้ผลิต และมีผลในช่วงปลายปี 2024
ล่าสุด (12 มกราคม 2026) คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่เอกสารแนวทาง (guidance) เพื่อให้ผู้ส่งออกจีนยื่น “ข้อเสนอ price undertaking” ซึ่งหัวใจคือการกำหนด “ราคานำเข้าขั้นต่ำ” ที่ต้องทำให้ผลกระทบจากเงินอุดหนุนลดลงจนไม่ก่อความเสียหายต่ออุตสาหกรรมยุโรป และให้ผลเทียบเท่าการเก็บภาษี
Price Undertaking คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย)
- แนวคิดหลัก: แทนที่จะเก็บภาษีเพิ่มบนรถ EV จีนที่เข้ายุโรป EU อาจ “ยอมรับข้อตกลง” ที่ผู้ส่งออกจีนตั้งราคาขั้นต่ำในการขายเข้าสหภาพยุโรป
- ผลลัพธ์ที่ EU ต้องการ: ลดการตัดราคาแบบได้เปรียบจากเงินอุดหนุน ทำให้การแข่งขัน “ใกล้เคียงเป็นธรรม” โดยไม่ต้องยกระดับสงครามภาษี
- ผลลัพธ์ที่ผู้ส่งออกจีนต้องรับ: ต้องขายแพงขึ้น (อย่างน้อยห้ามต่ำกว่าราคาที่ตกลง) แลกกับโอกาส “หลีกเลี่ยงภาษี” ที่ตั้งไว้เดิม
เงื่อนไขสำคัญที่ EU ระบุไว้: ไม่ใช่แค่ “ตั้งราคา” แล้วจบ
แนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรประบุเกณฑ์ที่ “เข้ม” พอสมควร โดยข้อเสนอราคาขั้นต่ำต้อง:
- “ขจัดผลเสียหาย” จากเงินอุดหนุนให้ได้จริง
- ให้ “ผลเทียบเท่าภาษี” ที่ถูกกำหนดไว้เดิม
- ทำได้จริงในทางปฏิบัติ (practicable/feasible)
- ลดความเสี่ยงการ “ชดเชยข้ามรุ่น/ข้ามประเภท” (cross-compensation) เช่น กดราคาสินค้าอื่นเพื่อชดเชยการตั้งราคา EV ให้ผ่านเกณฑ์
อีกจุดที่น่าสนใจคือ EU ระบุว่าจะพิจารณา “ปัจจัยประกอบ” อย่างแผน/การลงทุนของผู้ผลิตจีนในยุโรปด้วย ซึ่งสะท้อนว่าเกมนี้ไม่ใช่แค่ราคา แต่เชื่อมกับการย้ายฐานการผลิต-ห่วงโซ่อุปทานในยุโรประยะยาว
ทำไม EU ถึงคิดทางเลือกนี้
มีแรงขับเคลื่อน 3 ด้านที่เห็นได้ชัดจากกระแสข่าวและการสื่อสารของทั้งสองฝ่าย:
- ลดแรงปะทะทางการค้า: หลัง EU ใช้มาตรการกับ EV จีน จีนตอบโต้ด้วยมาตรการ/การสอบสวนและภาษีกับสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจากยุโรป เช่น หมูและผลิตภัณฑ์นม (และยังมีความตึงเครียดต่อเนื่องในหลายสินค้า)
- ลด “ผลกระทบย้อนกลับ” ต่อแบรนด์ยุโรปที่ผลิตในจีน: โครงสร้างการผลิตโลกทำให้แบรนด์ยุโรปบางรุ่นที่ผลิตในจีนแล้วส่งกลับยุโรปได้รับผลจากมาตรการด้วย จึงมีแรงจูงใจให้หาทางออกที่ยืดหยุ่นขึ้น และเรายังเห็นตัวอย่างการ “ย้ายไลน์ผลิต” ไปยุโรปเพื่อเลี่ยงแรงเสียดทานในช่วงก่อนหน้า
- รักษาสมดุลการแข่งขันโดยไม่บิดเบือนตลาดเกินไป: ภาษีทำให้ราคาขายปลีกผันผวนและสร้างความไม่แน่นอนต่อผู้บริโภค/ดีลเลอร์ ขณะที่กลไกราคาขั้นต่ำ “คุมเพดานส่วนลด” ได้ตรงจุดกว่าในบางกรณี (แม้ผู้ซื้ออาจไม่ชอบเพราะรถถูกลงยาก)
ผู้ซื้อยุโรปจะเจออะไร: “รถจีนอาจไม่ถูกเท่าเดิม”
ถ้ากลไกราคาขั้นต่ำถูกนำมาใช้จริง ผลต่อผู้ซื้อยุโรปมีแนวโน้มเป็น 3 ชั้น:
- ชั้นที่ 1: ส่วนลดหนักๆ จะหายไป เพราะราคาต่ำกว่าขั้นต่ำไม่ได้ ทำให้การทำโปรฯ ดุเดือดแบบ “ตัดราคาเพื่อชิงส่วนแบ่ง” ทำได้จำกัด
- ชั้นที่ 2: โครงสร้างราคาใหม่จะถูก “ล็อก” ในระดับหนึ่ง ดีต่อเสถียรภาพตลาดและมูลค่าขายต่อ แต่ลดความรู้สึกคุ้มค่าของผู้ซื้อที่หวัง “EV ถูกลงเร็ว”
- ชั้นที่ 3: เกมจะย้ายไปแข่งด้านสเปก/บริการ/การเงิน เช่น การให้วารันตี บริการหลังการขาย แพ็กเกจไฟแนนซ์ หรือออปชันเพิ่ม แทนการหั่นราคา
มุมมองผู้ผลิตยุโรป vs ผู้ผลิตจีน: ใครได้อะไร
| ฝ่าย | ได้ประโยชน์ | ความเสี่ยง/ต้นทุน |
|---|---|---|
| ผู้ผลิตยุโรป (ผลิตใน EU) | แข่งราคาได้ “หายใจโล่งขึ้น” หากราคาขั้นต่ำช่วยลดแรงกดราคาในตลาด | ยังต้องเร่งลดต้นทุนและยกระดับเทคโนโลยี เพราะรถจีนอาจยัง “คุ้ม” ในมุมสเปก |
| ผู้ผลิตจีน (ส่งออกเข้า EU) | มีทางเลือก “หลีกเลี่ยงภาษี” และลดความไม่แน่นอนทางนโยบาย หากผ่านเกณฑ์ข้อเสนอ | อาจต้องตั้งราคาสูงขึ้นและถูกตรวจสอบเรื่อง cross-compensation รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ |
| ผู้ผลิตยุโรปที่ผลิตในจีน | อาจได้โครงสร้างที่คาดการณ์ได้มากกว่าภาษี หากข้อตกลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าเสถียร | หากราคาขั้นต่ำสูง อาจกระทบความสามารถแข่งขันของรุ่นที่ผลิตจีนเพื่อขายยุโรป |
คำถามสำคัญ: “นี่คือการยกเลิกภาษี” หรือ “แค่มีทางเลือกเพิ่ม”
จากสิ่งที่ประกาศล่าสุด ภาพที่ชัดคือ EU กำลัง “กำหนดกรอบ” เพื่อพิจารณาข้อเสนอราคาขั้นต่ำเป็นรายกรณี มากกว่าการประกาศยกเลิกภาษีทันทีทั้งระบบ กล่าวคือภาษีเดิมยังเป็น “baseline” แต่เปิดช่องให้บริษัทที่ยื่นข้อเสนอและผ่านเกณฑ์ ได้รับการปฏิบัติภายใต้กลไก undertaking แทน
สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์: EU อยากได้ “การลงทุนในยุโรป” มากกว่าการเผชิญหน้า
การที่ EU ระบุว่าจะพิจารณา “การลงทุนในอนาคตใน EU” เป็นหนึ่งในปัจจัยประกอบ ทำให้มองได้ว่า นโยบายนี้อาจถูกใช้เป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตจีน:
- ตั้งโรงงาน/ประกอบในยุโรป
- ลงทุนซัพพลายเชน (แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน ซอฟต์แวร์)
- สร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีในท้องถิ่น
ถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้การแข่งขันในยุโรปเข้าสู่เฟส “ผลิตในยุโรปโดยแบรนด์จีน” มากขึ้น ซึ่งต่างจากยุคส่งออกตรงจากจีน
FAQ: คำถามที่คนอ่านมักสงสัย
1) ราคาขั้นต่ำจะทำให้รถจีนแพงขึ้นแน่นอนหรือไม่?
แนวโน้มคือ “มีเพดานด้านล่าง” จึงทำให้ขายถูกกว่าระดับหนึ่งยากขึ้น แต่ราคาในโชว์รูมยังขึ้นกับการแข่งขันรุ่นต่อรุ่น ต้นทุนโลจิสติกส์ ค่าเงิน และโปรโมชันรูปแบบอื่น ๆ
2) ทำไมผู้ซื้ออาจไม่ชอบ?
เพราะกลไกราคาขั้นต่ำลดโอกาสเห็น “ราคาแตก” หรือส่วนลดหนัก ๆ ซึ่งผู้บริโภคมักได้ประโยชน์ในระยะสั้น
3) แล้ว EU กับจีนตกลงกันแล้วหรือยัง?
ล่าสุดทั้งสองฝ่ายสื่อสารไปในทิศทาง “มีกรอบแนวทาง/ขั้นตอน” และ EU ได้ออกเอกสาร guidance แล้ว แต่การยอมรับข้อเสนอจะเป็นรายกรณีตามเกณฑ์ที่กำหนด
สรุป เกมใหม่ของตลาด EV ยุโรป—ตัดราคาได้ยากขึ้น แต่การแข่งขันยังไม่จบ
การขยับจาก “ภาษี” ไปสู่ “ราคาขั้นต่ำ” คือการเปลี่ยนเครื่องมือ แต่เป้าหมายหลักของ EU ยังเหมือนเดิม: ลดผลกระทบจากเงินอุดหนุนและรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในภูมิภาค เพียงแต่เลือกวิธีที่อาจลดแรงปะทะเชิงการเมืองและเปิดพื้นที่ต่อรองเรื่องการลงทุนในยุโรปมากขึ้น ในมุมผู้บริโภคยุโรป ข่าวนี้อาจแปลว่า “รถจีนจะไม่ถูกลงง่าย” แต่ในมุมอุตสาหกรรม นี่คือสัญญาณว่าความสัมพันธ์จีน–ยุโรปกำลังหาทางลงแบบประนีประนอมมากกว่าเดิม
