ปี 2025 : ฟอร์ด ขาดทุนหนัก 2.54 แสนล้านบาท ธุรกิจ EV ฉุดหนักกว่า 1.5 แสนล้านบาท

ปี 2025 : ฟอร์ด ขาดทุนหนัก 2.54 แสนล้านบาท ธุรกิจ EV ฉุดหนักกว่า 1.5 แสนล้านบาท
Spread the love
Advertisement Advertisement

Ford ขาดทุน 8.2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.54 แสนล้านบาท ในปี 2025 หนักสุดนับตั้งแต่ปี 2008 แต่รายได้ทำสถิติสูงสุด

สรุปใจความ: Ford ปิดงบปี 2025 ด้วยผลขาดทุนรวม 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 254,856 ล้านบาท (อัตรา 1 ดอลลาร์ = 31.08 บาท) หนักสุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2008 โดยตัวฉุดหลักมาจากการขาดทุนฝั่งรถไฟฟ้า (Model e) และต้นทุนภาษีนำเข้า/ภาษีชิ้นส่วนในสหรัฐ แม้บริษัทจะทำ รายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก็ตาม

ตัวเลขใหญ่ที่สะท้อน “ปีแห่งแรงกดดัน” ของ Ford

Ford ประกาศผลประกอบการปีปฏิทิน 2025 ด้วยภาพที่ “สองด้าน” ชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือ รายได้รวมทำสถิติใหม่ แต่อีกฝั่งคือ กำไร/ขาดทุนถูกบั่นทอนหนัก จากต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า และแรงเสียดทานด้านนโยบายการค้าในสหรัฐ

  • ขาดทุนรวมทั้งปี: 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 254,856 ล้านบาท
  • ขาดทุนฝั่ง EV (Model e) ระดับ EBIT: 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 149,184 ล้านบาท
  • บันทึกด้อยค่าการลงทุน EV (ประกาศก่อนหน้า): 19.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 605,060 ล้านบาท
  • ภาระต้นทุนจากภาษีปี 2025: 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 62,160 ล้านบาท
  • ต้นทุนภาษี “เพิ่มจากคาด” หลังเปลี่ยนนโยบาย ธ.ค. 2025: 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 27,972 ล้านบาท
  • รายได้รวมทั้งปี (Record Revenue): 187.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 5,821,284 ล้านบาท

หมายเหตุ: การแปลงค่าเงินบาทใช้อัตราที่คุณให้มา 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 31.08 บาท และปัดเศษเพื่ออ่านง่าย

EV ยัง “เผาเงิน” หนัก Model e ขาดทุนเกือบ 1.5 แสนล้านบาท

หัวใจของประเด็นอยู่ที่แผนก Model e ซึ่งเป็นธุรกิจรถไฟฟ้าของ Ford ที่ยังขาดทุนระดับ EBIT สูงถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์ (149,184 ล้านบาท) ในปี 2025 สะท้อนว่า “การสร้างสเกล” และ “การทำกำไรต่อคัน” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ แม้ตลาด EV จะเติบโตต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ Ford ยังยืนยันว่าจะบันทึก ด้อยค่าการลงทุน EV มูลค่า 19.5 พันล้านดอลลาร์ (605,060 ล้านบาท) ซึ่งมักเกิดจากการประเมินมูลค่าโครงการ/สินทรัพย์/แผนลงทุนใหม่ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในตลาดที่แข่งขันสูงขึ้น

  • Ford เริ่มลงทุนและขยายธุรกิจ EV อย่างจริงจังราวปี 2021 ประกาศบันทึกด้อยค่าการลงทุน EV ช่วงปลายปี 2024 ผลกระทบถูกสะท้อนหนักในงบ ปี 2025 ดังนั้นถ้านับช่วงตั้งแต่เริ่มรอบการลงทุน EV ใหญ่ → ถึงการบันทึกด้อยค่า ประมาณ 3–4 ปี (2021 → 2024/2025)

ผลตามมาคือการปรับแผนผลิตภัณฑ์ EV หลายอย่าง รวมถึงการ ชะลอ/เลื่อน รถไฟฟ้าบางรุ่น และปรับทิศทางไปหาแนวทางที่ “คุมต้นทุนได้ง่ายกว่า” ในระยะสั้น

ภาษีนำเข้าและภาษีชิ้นส่วน ต้นทุนเพิ่มรวมเกือบ 9 หมื่นล้านบาท

อีกแรงกระแทกสำคัญคือ นโยบายภาษีนำเข้าในสหรัฐ ที่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 และตามมาด้วยภาษีชิ้นส่วน รวมถึงภาษีแบบ “ตอบโต้/รายประเทศ” ทำให้ Ford แบกรับต้นทุนเพิ่มในปี 2025 ถึง 2 พันล้านดอลลาร์ ( 62,160 ล้านบาท)

ยิ่งไปกว่านั้น Ford ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีของรัฐบาลกลางสหรัฐในเดือนธันวาคม 2025 ทำให้บริษัท ไม่สามารถใช้สิทธิชดเชยภาษี ตามที่คาดไว้ ส่งผลให้ต้นทุน “สูงกว่าที่ประเมิน” เพิ่มอีก 900 ล้านดอลลาร์ ( 27,972 ล้านบาท)

รวมสองก้อนนี้ เทียบเป็นเงินบาทคือราว 90,132 ล้านบาท ซึ่งเพียงอย่างเดียวก็มีนัยต่อความสามารถทำกำไรในช่วงสั้นอย่างชัดเจน

ปี 2026 ยังไม่จบ ภาษีอีกราว 6.2 หมื่นล้านบาท และ EV ยังขาดทุน 1.24–1.40 แสนล้านบาท

Sherry House (CFO) ระบุว่า Ford คาดจะจ่ายต้นทุนจากภาษีที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 2 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ( 62,160 ล้านบาท) พร้อมคาดว่าธุรกิจ EV จะขาดทุนต่ออีก 4–4.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 124,320–139,860 ล้านบาท

พูดง่าย ๆ คือ “แรงกดดันหลัก” ยังอยู่ครบทั้งสองด้าน: ต้นทุนภาษี และ การทำกำไรของ EV ซึ่งทำให้ปี 2026 เป็นปีสำคัญของการ “จัดพอร์ต” และ “เลือกสนามรบ” ให้คุ้มค่า

แม้ขาดทุน แต่รายได้ทุบสถิติ และพนักงานยังได้ส่วนแบ่งกำไร

ภาพที่น่าสนใจคือ Ford ทำรายได้รวมทั้งปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 187.3 พันล้านดอลลาร์ ( 5.82 ล้านล้านบาท) โดยรายงานระบุว่าราคาหุ้นตอบรับในเชิงบวกหลังประกาศตัวเลขรายได้

ขณะเดียวกัน พนักงานสหภาพในสหรัฐยังได้รับเงินแบ่งกำไรคนละ 6,780 ดอลลาร์ ( 210,722 บาท) แม้ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 10,200 ดอลลาร์ (≈ 317,016 บาท)

ยอดขายยังแข็ง: F-Series เบอร์หนึ่งในสหรัฐ และ Ranger ครองแชมป์ออสเตรเลียต่อเนื่อง

ในฝั่งผลิตภัณฑ์หลักที่ทำเงิน Ford ยังคงมี “ฐานที่มั่น” ชัดเจน โดย Ford F-Series ครองตำแหน่งสายรถขายดีที่สุดในสหรัฐ เอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง Chevrolet Silverado และ Toyota RAV4

ขณะที่ในออสเตรเลีย Ford Ranger ขึ้นแท่นรถขายดีอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ซึ่งช่วยตอกย้ำว่าธุรกิจรถกระบะ/รถใช้งานยังเป็นแกนหลักที่หนุนรายได้รวม

เกมลดต้นทุน: ทำได้แล้ว 4.7 หมื่นล้านบาท และจะลดเพิ่มอีก 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2026

Ford ระบุว่าในปี 2025 บริษัทลดต้นทุนได้ 1.5 พันล้านดอลลาร์ (≈ 46,620 ล้านบาท) และตั้งเป้าลดเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 (≈ 31,080 ล้านบาท)

สารสำคัญคือบริษัทพยายาม “คุมสิ่งที่คุมได้” ได้แก่ ต้นทุนวัสดุ ค่ารับประกัน (warranty) และ คุณภาพ เพื่อทำให้มาร์จินกลับมาแข็งแรง แม้จะต้องแบกต้นทุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

กลยุทธ์ถัดไป ไฮบริด, EREV และรถ EV ราคาย่อมเยา

ท่ามกลางต้นทุน EV และภาษี Ford กำลังมองหาทาง “ทำยอด + ทำกำไร” ด้วยการขยับไปหาโมเดลที่ตลาดตอบรับเร็วกว่า โดยเฉพาะ ไฮบริด ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหรัฐ

อีกแนวทางคือเทคโนโลยี EREV (Extended-Range Electric Vehicle) หรือรถไฟฟ้าที่มีระบบช่วยขยายระยะทาง ซึ่ง Ford กำลังพัฒนาเพื่อใช้กับรถรุ่นอนาคต รวมถึงการพูดถึงรุ่นใหม่ของ F-150 Lightning ในทิศทางนี้

พร้อมกันนั้น Ford เปิดเผยว่ากำลังทำรถกระบะ EV “แพลตฟอร์มสากล” ราคาย่อมเยา และเตรียมเปิดตัวโมเดลกลุ่ม “Affordable” รวม 5 รุ่น หลังจากยุติการทำตลาด Escape SUV ในสหรัฐซึ่งทำให้เกิดช่องว่างในไลน์อัพ

Advertisement Advertisement

ทางออกอีกด้าน จับมือแบรนด์จีน ใช้โรงงานร่วม ลดแรงกระแทกภาษีในยุโรป

อีกประเด็นที่สะท้อนความจริงของโลกอุตสาหกรรมคือ Ford อยู่ระหว่างการพูดคุยกับแบรนด์จีนหลายราย เพื่อ ร่วมผลิต EV ในโรงงานแบบใช้ร่วมกัน ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนและลดแรงกระแทกจากภาษี โดยเฉพาะในยุโรป

ขณะเดียวกัน Ford ระบุด้วยว่าจะ “ยกระดับเกมรถยนต์นั่ง” ในยุโรปให้แข็งขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่การแข่งขันรุนแรง และถูกบีบด้วยทั้งราคาและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

คำกล่าวจากซีอีโอ ตั้งเป้ามาร์จิน EBIT ปรับปรุงแล้ว 8% ในปี 2029

Jim Farley ซีอีโอของ Ford ระบุว่า บริษัททำผลงานได้แข็งแรงท่ามกลางสภาพแวดล้อมผันผวน โดยชี้ถึงการปรับปรุงธุรกิจหลัก ลดต้นทุนวัสดุ/ค่ารับประกัน และยกระดับคุณภาพ พร้อมการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ “ยากแต่จำเป็น” เพื่อปูทางสู่อนาคต

เป้าหมายระยะกลางที่ Ford ประกาศคือการไปให้ถึง อัตรากำไร EBIT ปรับปรุงแล้ว 8% ภายในปี 2029

สรุป ปี 2025 คือ “บททดสอบ” ของการเปลี่ยนผ่าน และปี 2026 คือปีชี้ทิศ

Ford อยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของค่ายรถดั้งเดิมที่ต้องเดินเกมสองกระดานพร้อมกัน: รักษารายได้จากรถทำเงิน (โดยเฉพาะสายกระบะ) และเร่งทำให้ EV/เทคโนโลยีใหม่ “คุ้มทุน” ภายใต้แรงกดดันจากภาษีและการเมืองการค้า

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ

1) ความเร็วในการลดขาดทุนของ Model e

2) ความชัดเจนของนโยบายภาษี และ

3) ความสำเร็จของไฮบริด-EREV และ EV ราคาย่อมเยา ที่อาจเป็นสะพานพา Ford ข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายมาร์จินปี 2029

 

 


carexpert

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้