Dongfeng Forthing แบรนด์ EV จีน คืออะไร ? ฉายา สิงโตคำราม งามเกินราคา ตงเฟิง ฟอร์ธิง ฟรายเดย์
ยุทธศาสตร์การรุกตลาดและวิเคราะห์เจาะลึกผลิตภัณฑ์ Dongfeng Forthing มิติใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยภายใต้แผนธุรกิจเดือนมีนาคม 2026
บริบทอุตสาหกรรมยานยนต์และการปรากฏตัวของ Dongfeng Forthing
ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) และการขยายตัวเชิงรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของกลุ่มบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีพลวัตสูงนี้ Dongfeng Motor Group ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีน (Big Four) ได้กำหนดให้ตลาดยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเติบโตในทศวรรษหน้า
การเปิดตัวแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเจาะตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวา (Right-Hand Drive: RHD) หัวหอกสำคัญในการรุกตลาดครั้งนี้คือแบรนด์ Dongfeng Forthing (หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาจีนว่า Fengxing) ซึ่งเป็นแบรนด์ยานยนต์นั่งส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของ Dongfeng Liuzhou Motor แผนการดำเนินธุรกิจที่ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2026 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเข้ารถยนต์มาจัดจำหน่าย แต่เป็นการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global Value Chain) ที่สอดคล้องกับนโยบาย “International Leap” ของบริษัทแม่ ซึ่งตั้งเป้าหมายยอดขายรถยนต์ทั่วโลกไว้ที่ 3.25 ล้านคันในปี 2026 โดยในจำนวนนี้จะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ถึง 1.7 ล้านคัน และตั้งเป้าการส่งออกไว้ที่ 600,000 คัน
การเข้ามาของ Dongfeng Forthing เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพานโยบายอุดหนุนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV3.0) ไปสู่นโยบาย EV3.5 ที่บังคับให้เกิดการตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มุ่งเป้าไปที่ยานยนต์ไฮบริด ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายของ Forthing ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ยานยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV) และยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จึงถือเป็นการประเมินความเสี่ยงและปรับตัวให้เข้ากับกฎระเบียบของไทยได้อย่างแยบยล เอกสารการวิจัยฉบับนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์ขององค์กร โครงสร้างเทคโนโลยี นโยบายระดับมหภาค และรายละเอียดสเปกของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่จะถูกนำมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ได้แก่ Xinghai V9, Xinghai S7 และ Forthing Friday
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ Dongfeng Motor Corporation จากยุทโธปกรณ์สู่การพาณิชย์ระดับโลก
เพื่อทำความเข้าใจถึงขีดความสามารถในการแข่งขันและน้ำหนักทางอุตสาหกรรมของแบรนด์ Forthing จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาเส้นทางประวัติศาสตร์ของบริษัทแม่ นั่นคือ Dongfeng Motor Corporation Limited ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย โดยดำเนินสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจส่วนกลางภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารทรัพย์สินของรัฐ (SASAC)
ยุคก่อตั้ง: อุตสาหกรรมเพื่อความมั่นคงและจิตวิญญาณแห่งตะเกียง
จุดกำเนิดขององค์กรสามารถสืบย้อนไปถึงปี 1969 ด้วยการก่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่สอง (Second Automobile Works – SAW) ในหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณเมืองฉือเยี่ยน มณฑลหูเป่ย บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงสงครามเย็นและความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ทำให้ผู้นำของจีนในขณะนั้นตัดสินใจสร้างฐานอุตสาหกรรมหนักในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตีทางชายฝั่ง ในยุคเริ่มต้น โรงงาน SAW ขาดแคลนเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย การประกอบรถยนต์ต้องพึ่งพาแรงงานคนและเครื่องมือพื้นฐาน ภายใต้การสนับสนุนทางเทคนิคบางส่วนจากโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรก (FAW) ปรัชญาการทำงานในยุคนั้นถูกขนานนามว่า “จิตวิญญาณแห่งตะเกียง” (Lantern Spirit) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามอย่างไม่ย่อท้อและการพึ่งพาตนเอง
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1970 เมื่อทางโรงงานสามารถประกอบรถยนต์ออฟโรดทางทหารขนาด 2.5 ตัน รุ่น 25Y ซึ่งต่อมาได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า EQ240 โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้ถูกนำไปแสดงในขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองวันชาติจีน สร้างความภาคภูมิใจให้กับองค์กรอย่างมหาศาล ต่อมาในวันที่ 10 มิถุนายน 1971 สายการประกอบรถยนต์อัตโนมัติสายแรกของ SAW ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ ถือเป็นการยุติยุคสมัยของการประกอบรถยนต์ด้วยมือ และเปิดทางสู่การผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์รุ่น EQ140 ขนาด 5 ตันในปี 1978 ซึ่งเป็นรถบรรทุกพลเรือนรุ่นแรกของบริษัท การเปลี่ยนผ่านจากยุทโธปกรณ์ทางทหารไปสู่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์นี้ ถือเป็นรากฐานที่ทำให้ Dongfeng กลายเป็นเจ้าตลาดรถบรรทุกในประเทศจีน โดยในปี 2001 รถยนต์เชิงพาณิชย์ยังคงคิดเป็นสัดส่วนถึง 73% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
การเปิดประเทศ การร่วมทุน และการสร้างแบรนด์อิสระ
เข้าสู่ทศวรรษที่ 1990 เมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มเปิดกว้าง Dongfeng ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดยานยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Vehicles) ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของตนเอง บริษัทจึงได้เลือกใช้กลยุทธ์การร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทยานยนต์ชั้นนำระดับโลก การร่วมทุนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1992 กับกลุ่มบริษัท PSA (Peugeot-Citroën) นำไปสู่การผลิตรถยนต์ซีดานรุ่น Fukang ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของ Dongfeng หลังจากนั้น บริษัทได้ขยายความร่วมมือกับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Honda, Nissan และ Kia ซึ่งกลยุทธ์การร่วมทุนนี้ไม่เพียงแต่สร้างผลกำไรมหาศาล แต่ยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ ระบบการควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับสากลเข้าสู่องค์กร
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Dongfeng เล็งเห็นว่าการพึ่งพาการร่วมทุนในระยะยาวอาจทำให้บริษัทขาดความสามารถในการแข่งขันระดับรากฐาน ดังนั้นตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา บริษัทจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์อิสระของตนเอง นำไปสู่การก่อตั้งบริษัท Dongfeng Passenger Vehicle Company (DFPV) อย่างเป็นทางการในปี 2009 ในช่วงเวลานี้เองที่แบรนด์อิสระต่างๆ ภายใต้ร่มเงาของ Dongfeng ได้ถือกำเนิดและเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Aeolus (Fengshen), Fengon และ Forthing (Fengxing) ซึ่งกลายเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของกลุ่มบริษัทในเวลาต่อมา
| ปี ค.ศ. | เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ขององค์กร |
| 1969 | ก่อตั้ง Second Automobile Works (SAW) ที่เมืองฉือเยี่ยน มณฑลหูเป่ย |
| 1975 | ผลิตรถบรรทุกทางทหารขนาด 2.5 ตัน รุ่น EQ240 ได้สำเร็จ |
| 1978 | เปิดตัวรถบรรทุกพลเรือนรุ่นแรก EQ140 ขนาด 5 ตัน |
| 1992 | เข้าสู่ตลาดยานยนต์นั่งส่วนบุคคลด้วยการร่วมทุนผลิตรถยนต์ซีดานรุ่น Fukang |
| 2001 | ก่อตั้งแบรนด์ Fengxing (ต่อมาใช้ชื่อสากลว่า Forthing) ภายใต้บริษัท Dongfeng Liuzhou Motor |
| 2005 | Dongfeng Motor Group จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H shares) |
| 2009 | ก่อตั้ง Dongfeng Passenger Vehicle Company (DFPV) เพื่อบริหารแบรนด์อิสระ |
| 2024 | ยอดขายแบรนด์อิสระเติบโต 19.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี สะท้อนความสำเร็จในการพึ่งพาตนเอง |
ข้อมูลรวบรวมจากประวัติองค์กรและการพัฒนาทางยุทธศาสตร์
กำเนิดและวิวัฒนาการของแบรนด์ Dongfeng Forthing
แบรนด์ Forthing ถือกำเนิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการของ Dongfeng Liuzhou Motor Co., Ltd. (DFLZM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกลุ่ม Dongfeng บริษัท DFLZM ก่อตั้งขึ้นในปี 1954 และเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 1969 โดยถือเป็นองค์กรแรกในมณฑลกว่างซีที่ผลิตยานยนต์ และเป็นผู้ผลิตรถบรรทุกดีเซลขนาดกลางแห่งแรกของจีน รวมทั้งเป็นฐานการผลิตยานยนต์ส่งออกระดับชาติแห่งแรกๆ ของกลุ่ม Dongfeng ปัจจุบัน DFLZM มีพนักงานกว่า 7,000 คน และมีกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลถึง 300,000 คันต่อปี
จากรถยนต์อเนกประสงค์สู่สัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม
แบรนด์ดังกล่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2001 โดยใช้ชื่อภาษาจีนว่า Fengxing (风行) ซึ่งเน้นการผลิตรถยนต์ที่มีความทนทานและใช้งานได้อเนกประสงค์ การก้าวกระโดดครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อบริษัทได้เปิดตัวรถยนต์ตระกูล Joyear (Jingyi) ซึ่งถือเป็นสัญญาณการรุกเข้าสู่ตลาดรถยนต์สำหรับครอบครัวอย่างเต็มตัว ในขณะเดียวกัน รถยนต์รุ่น Lingzhi ก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันด้านการประหยัดน้ำมัน ทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับในฐานะบรรทัดฐานใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ MPV เพื่อรองรับการขยายตัวในตลาดต่างประเทศ บริษัทได้นำชื่อภาษาอังกฤษว่า “Forthing” มาใช้เป็นชื่อแบรนด์สากล ในขณะที่ยังคงรักษาชื่อ Fengxing ไว้สำหรับตลาดในประเทศ
เมื่อกระแสความนิยมในรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น Dongfeng Forthing ได้ดำเนินกลยุทธ์การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Rebranding) ครั้งใหญ่ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2020 ระหว่างงานเปิดตัวรถยนต์ครอสโอเวอร์รุ่น Forthing T5 EVO บริษัทได้เผยโฉมโลโก้ตราสัญลักษณ์ใหม่รูป “สิงโต” (Lion Emblem) แทนที่โลโก้แบบดั้งเดิมของ Dongfeng ที่เคยใช้มาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนตราสัญลักษณ์นี้มาพร้อมกับสโลแกนใหม่คือ “Confidence, Fearlessness, and Bravery Forward” (มั่นใจ ไร้ความกลัว และกล้าก้าวไปข้างหน้า) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Generation Z ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว นวัตกรรมอัจฉริยะ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
การปรับโครงสร้างองค์กรเชิงบูรณาการและเป้าหมาย ESG
การพัฒนาของ Forthing ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการขององค์กรแม่ ในเดือนสิงหาคม 2023 Dongfeng Motor Group ได้ดำเนินการแผนยุทธศาสตร์ “Leapfrogging Action” เพื่อปฏิรูประบบการจัดการธุรกิจรถยนต์โดยสารพลังงานใหม่ โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการกลุ่ม (Group-integrated Management) ครอบคลุมแบรนด์อิสระหลักสามแบรนด์ ได้แก่ Dongfeng Aeolus, Dongfeng eπ และ Dongfeng Nano เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิจัยและพัฒนา
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวแผน “Jumping Program” ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ซึ่งเป็นแผนกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างเมทริกซ์ผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดไปจนถึงรถยนต์หรูหราแบบออฟโรด การปรับโครงสร้างเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองต่อพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งของ Dongfeng สู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ปลอดมลพิษ
ในปี 2025 Dongfeng Forthing (ภายใต้การดำเนินงานของ Dongfeng Liuzhou Motor) มียอดขายรวมทั้งปีในประเทศจีนอยู่ที่ประมาณ 96,534 คัน ซึ่งถือว่าเกือบแตะระดับ 1 แสนคันตามที่คาดการณ์ไว้ แม้สภาวะตลาดจะมีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก
สรุปภาพรวมยอดขายและข้อมูลที่สำคัญของปี 2025 มีดังนี้
สรุปยอดขายรายปี 2025
-
ยอดขายรวม (Domestic): ประมาณ 96,534 คัน
-
ยอดขายกลุ่ม NEV (ไฟฟ้า/ไฮบริด): เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40-50% ของยอดขายรวมแบรนด์ในปีนี้ จากเดิมที่เน้นรถน้ำมันเป็นหลัก
-
สถานะในเครือ Dongfeng: Forthing เป็นแบรนด์อิสระ (Self-owned brand) ที่ช่วยหนุนให้ยอดขายรถกลุ่มแบรนด์ตัวเองของ Dongfeng Group ทะลุ 1.5 ล้านคัน ในปี 2025
รุ่นที่ทำยอดขายได้สูงสุด
-
Forthing Xinghai S7: มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2,500 – 3,500 คัน หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในกลุ่มรถเก๋งไฟฟ้า
-
Forthing Xinghai V9 (MPV): ได้รับความนิยมในกลุ่มตลาดบนและรถครอบครัว มียอดขายสะสมต่อปีประมาณ 15,000 – 20,000 คัน
-
Forthing Leiting (Friday): มียอดขายทรงตัวในกลุ่ม SUV ราคาคุ้มค่า โดยเฉพาะรุ่น REEV (Range Extended) ที่ถูกใจลูกค้าในต่างจังหวัดของจีน
ความท้าทายในปี 2025
-
สงครามราคา: ยอดขายของ Forthing ต้องสู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และ Geely ที่ลดราคารถรุ่นเริ่มต้นลงมาต่ำกว่า 1 แสนหยวน ทำให้กำไรต่อคัน (Profit Margin) ของ Forthing ในปีนี้ค่อนข้างบาง
-
การปรับตัวสู่ NEV: ปี 2025 เป็นปีที่ Forthing เร่งเคลียร์สต็อกรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) เพื่อเตรียมตัวสู่การเป็นแบรนด์ไฟฟ้า 100% ภายในปี 2027
บริบทเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2026
การที่ Dongfeng Forthing ตัดสินใจเปิดแผนธุรกิจในประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการประเมินปัจจัยเชิงมหภาคและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของนโยบายรัฐบาลไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการรักษาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศให้ยังคงเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีไร้มลพิษ
พลวัตจากการสิ้นสุดนโยบาย EV3.0 และการบังคับใช้ EV3.5
ในช่วงปี 2022 ถึง 2024 ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์จากประเทศจีนในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีสัดส่วนทะลุ 20% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อยอดขายของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน ปรากฏการณ์นี้เป็นผลโดยตรงจากมาตรการอุดหนุน EV3.0 ของรัฐบาลไทย ที่มอบเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศสูงสุดถึง 150,000 บาท ส่งผลให้เกิดสงครามราคา (Price War) ที่ค่ายรถยนต์จีนต่างแข่งขันกันลดราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2025 และต่อเนื่องถึงปี 2026 รัฐบาลไทยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายไปสู่มาตรการ EV3.5 ซึ่งสร้างความท้าทายใหม่ให้กับผู้ประกอบการ ภายใต้นโยบายใหม่นี้ เงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าถูกปรับลดลงเหลือไม่เกิน 50,000 บาท และที่สำคัญที่สุดคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนจะสงวนไว้เฉพาะสำหรับรถยนต์ที่ประกอบในประเทศไทย (CKD) เท่านั้น รถยนต์ที่นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ ซ้ำยังต้องเผชิญกับอัตราภาษีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้นจาก 2% กลับไปสู่ระดับ 10%
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนต้องเร่งลงทุนสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางราคา บริษัทคู่แข่งหลายรายได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น BYD ที่เปิดโรงงานมูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาทในจังหวัดระยองด้วยกำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี หรือเครือข่าย SAIC-CP (MG), GWM, Changan และ GAC Aion ที่ต่างก็มีฐานการผลิตในไทย ในบริบทนี้ แผนธุรกิจเดือนมีนาคม 2026 ของ Dongfeng Forthing จึงต้องมาพร้อมกับกลยุทธ์ด้านฐานการผลิตที่ชัดเจน การเป็นพันธมิตรกับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านวิศวกรรมการประกอบ เช่น EV Primus (ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการตั้งไลน์ประกอบรถยนต์ไฟฟ้า Wuling ในประเทศไทยมาแล้ว) จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้เงื่อนไข EV3.5
โอกาสจากมาตรการสนับสนุนการลงทุนไฮบริดของ BOI
นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ (BEV) แล้ว ปัจจัยเชิงบวกอีกประการหนึ่งในแผนธุรกิจของ Dongfeng Forthing คือนโยบายใหม่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ประกาศลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไฮบริด (HEV/PHEV) ในช่วงปี 2028 ถึง 2032 นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อประคองอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศและตอบสนองต่อผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น ทว่าในทางปฏิบัติ กลับสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีไฮบริดขั้นสูง
เพื่อที่จะเข้าเงื่อนไขของ BOI ผู้ผลิตจะต้องลงทุนอย่างน้อย 3 พันล้านบาทในช่วง 4 ปี ใช้ชิ้นส่วนหลักที่ผลิตในประเทศ และติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ในตัวรถ กลยุทธ์การเปิดตลาดของ Forthing ด้วยรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดอย่างรุ่น Xinghai V9 และรถยนต์แบบขยายระยะทาง (REEV) อย่าง Xinghai S7 ถือเป็นการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงแรงจูงใจทางการเงินของรัฐบาลไทย ควบคู่ไปกับการบรรเทาความกังวลเรื่องระยะทางขับขี่ (Range Anxiety) ของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัด
แผนธุรกิจ “International Leap” และเป้าหมายระดับโลกปี 2026
การเปิดตัวแผนธุรกิจในประเทศไทยมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับยุทธศาสตร์ “International Leap” ของบริษัทแม่ ข้อมูลจากการประชุมสุดยอดพันธมิตรยานยนต์นั่งส่วนบุคคลระดับโลก (Passenger Vehicle Global Partnership Summit) ที่จัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน และการประชุมยานยนต์เชิงพาณิชย์ที่เมืองฉือเยี่ยน ระบุถึงทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนในปี 2026
การปรับกระบวนทัศน์ทางธุรกิจและเป้าหมายเชิงตัวเลข
คณะผู้บริหารระดับสูงของ Dongfeng รวมถึง Qiu Xiaojun และ Yang Tao ได้แถลงเป้าหมายการขายทั่วโลกอันทะเยอทะยานที่ 3.25 ล้านคันภายในปี 2026 คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้ สัดส่วนของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ถูกตั้งเป้าไว้ที่ 1.7 ล้านคัน (เติบโต 62%) ในขณะที่เป้าหมายการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดต่างประเทศถูกกำหนดไว้ที่ 600,000 คัน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ บริษัทได้ประกาศยกระดับศักยภาพการดำเนินงานทั่วโลกผ่านการเปลี่ยนแปลงใน 5 มิติหลัก ได้แก่ วิสัยทัศน์ แบรนด์ เทคโนโลยี องค์กร และโมเดลธุรกิจ กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การนำรถยนต์สำเร็จรูปมาขายในต่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความสามารถในการดำเนินงานที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การขยายกำลังการผลิตในระดับท้องถิ่น การสร้างเครือข่ายการตลาดแบบ Omnichannel ไปจนถึงการวางระบบการบริการหลังการขายแบบครบวงจร
สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีและงบประมาณ R&D
ความเหนือชั้นของผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้ามาทำตลาดในไทยนั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลด้านการวิจัยและพัฒนา โดย Dongfeng ได้เพิ่มความเข้มข้นของการลงทุน R&D เป็น 7.9% ของรายได้ และกำหนดให้ปี 2026 เป็นปีแห่งการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่
ระบบนิเวศเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Forthing และบริษัทในเครือ ประกอบไปด้วย:
-
ระบบขับเคลื่อน Mach Power และ Mach PHREV: ระบบสถาปัตยกรรมปลั๊กอินไฮบริดที่ล้ำสมัยที่สุดขององค์กร ซึ่งให้ประสิทธิภาพทางความร้อน (Thermal Efficiency) ของเครื่องยนต์สันดาปภายในสูงถึง 45.18% ทำให้อัตราสิ้นเปลืองพลังงานและระดับการปล่อยไอเสียลดลงอย่างมาก
-
เทคโนโลยีประมวลผลและปัญญาประดิษฐ์: การใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง DF30 รุ่นต่อไป ควบคู่กับระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ Tianyuan Smart Cabin และเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัตโนมัติ T200 และ T500 ซึ่งกำลังเข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก
-
ความร่วมมือกับ Huawei: แบรนด์ภายใต้ร่มเงาของ Dongfeng มีการทำข้อตกลงเชิงกลยุทธ์กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Huawei เพื่อร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ยานยนต์และระบบนิเวศนิเวศการขับขี่แบบไร้รอยต่อ
การวิเคราะห์เจาะลึกผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์สำหรับตลาดประเทศไทย
ในการรุกตลาดประเทศไทยช่วงต้นปี 2026 Dongfeng Forthing ได้คัดสรรยานยนต์สมรรถนะสูง 3 รุ่นที่สะท้อนถึงขีดความสามารถทางวิศวกรรม และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันในตลาดยานยนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ Xinghai V9, Xinghai S7 และ Forthing Friday

Dongfeng Forthing Xinghai V9: การปฏิวัติเซกเมนต์รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียม (Premium MPV)
รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีอัตรากำไรสูง และถูกยึดครองโดยค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Toyota Alphard และ Toyota Innova มาโดยตลอด Dongfeng Forthing ตั้งเป้าที่จะดิสรัปต์ตลาดนี้ด้วย Xinghai V9 (หรือ V9 Yuexiang Series) รถยนต์ MPV ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ผสานความหรูหราเข้ากับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันในระดับสูงสุด
มิติของตัวรถและการออกแบบภายนอก
Xinghai V9 มีการออกแบบกระจังหน้าสองสไตล์ที่สะท้อนสุนทรียศาสตร์ที่แตกต่างกัน แบบแรกคือ “Qingyun Ti” (บันไดเมฆ) ซึ่งเป็นกระจังหน้าโครเมียมที่มีแถบแนวนอนเก้าชั้น สะท้อนความหมายมงคลถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เหมาะสำหรับผู้บริหาร และแบบที่สองคือ “Chinese Knot” (เงื่อนมงคลจีน) ที่มาพร้อมกับกระจังหน้าแบบน้ำตกและไฟหน้าแบบแยกส่วน ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานประเภทครอบครัว ตัวรถมีขนาดมโหฬาร เทียบเท่ารถตู้โดยสารขนาดเต็ม (Full-size MPV) มาพร้อมกับประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่ ล้ออัลลอยดีไซน์เปลวไฟขนาด 19 นิ้ว และการออกแบบหลังคาแบบลอยตัว (Floating Roof)
| พารามิเตอร์ทางกายภาพ | ข้อมูลจำเพาะ (สเปก) |
| ความยาวรวม (Length) | 5,230 มม. – 5,248 มม. |
| ความกว้าง (Width) | 1,920 มม. |
| ความสูง (Height) | 1,820 มม. |
| ระยะฐานล้อ (Wheelbase) | 3,018 มม. |
| น้ำหนักรถเปล่า (Curb Weight) | 2,280 – 2,415 กิโลกรัม |
| รูปแบบประตู | ประตูสไลด์เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า (Power Sliding Doors) |
ข้อมูลรวบรวมจาก
ระบบขับเคลื่อนและประสิทธิภาพไฮบริด
ความโดดเด่นของ V9 คือเทคโนโลยี Mach PHREV ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบชาร์จเจอร์ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent-Magnet Synchronous Motor ให้กำลังรวมของระบบที่มหาศาล พร้อมชุดแบตเตอรี่แบบ Lithium Iron Phosphate (LFP) ขนาด 34.9 kWh ที่รองรับทั้งการชาร์จช้าและการชาร์จเร็วพิเศษ (2.2C) ทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร และระยะทางรวมสูงสุดเมื่อน้ำมันเต็มถังและแบตเตอรี่เต็มอยู่ที่ 1,300 กิโลเมตร
| ระบบและสมรรถนะ | ข้อมูลจำเพาะ (สเปก) |
| เครื่องยนต์สันดาป | 1.5T Turbocharged 4 สูบ ทรงพลัง |
| พละกำลังสูงสุด (เครื่องยนต์) | 113 kW (154 แรงม้า) |
| แรงบิดสูงสุด (เครื่องยนต์) | 230 นิวตันเมตร |
| พละกำลังสูงสุด (มอเตอร์ไฟฟ้า) | 150 kW (204 แรงม้า) |
| แรงบิดสูงสุด (มอเตอร์ไฟฟ้า) | 310 นิวตันเมตร |
| กำลังและแรงบิดรวมของระบบ | 228 kW / 540 นิวตันเมตร |
| ระบบเกียร์ | 1-speed DHT (Dedicated Hybrid Transmission) |
| ความจุแบตเตอรี่ | 34.9 kWh (LFP) |
| ระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้า (CLTC) | 200 กิโลเมตร |
| ระยะทางขับขี่รวมสูงสุด | 1,300 กิโลเมตร |
| อัตราสิ้นเปลือง (เมื่อแบตเตอรี่ต่ำ) | 5.27 ลิตร / 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน CLTC) |
| เวลาในการชาร์จแบบเร็ว (DC) | 30% – 80% ภายใน 18 นาที (รองรับกระแส 2.2C) |
| ระบบจ่ายไฟสู่อุปกรณ์ภายนอก | V2L ความจุสูงถึง 6 kW |
ข้อมูลรวบรวมจาก
ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีอัจฉริยะในห้องโดยสาร
การตกแต่งภายในได้รับการออกแบบให้ทัดเทียมรถยนต์ระดับซูเปอร์พรีเมียม โดดเด่นด้วยหน้าจอพาโนรามาแบบอัลตร้าเคลียร์ขนาด 41 นิ้ว ซึ่งรวมหน้าจอมาตรวัดดิจิทัล 12.3 นิ้วเข้ากับหน้าจอควบคุมกลาง 12.3 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อป Qualcomm Snapdragon 8155 และระบบปฏิบัติการ Tencent TAI 4.0
เบาะนั่งแบบ 7 ที่นั่ง (รูปแบบ 2+2+3) ถูกจัดวางมาอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะเบาะแถวที่สองซึ่งเป็นเบาะนั่งแบบกัปตันซีท (Airline Seats) ที่ปรับด้วยไฟฟ้าได้ถึง 10 ทิศทาง พร้อมฟังก์ชันระบบนวด การระบายอากาศ และระบบอุ่นเบาะ เพื่อความเป็นส่วนตัวและสุนทรียภาพสูงสุด ห้องโดยสารติดตั้งกระจกกันเสียงแบบหลายชั้น (Multi-layer Soundproof Glass) พร้อมไฟตกแต่งภายใน (Ambient Lighting) 64 สี พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายสามารถขยายจาก 593 ลิตรเป็น 2,616 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวที่สามจนแบนราบ
ด้วยระดับราคาเปิดตัวในประเทศจีนที่ 179,900 ถึง 279,900 หยวน (ประมาณ 8.6 แสน ถึง 1.3 ล้านบาท ก่อนรวมภาษีนำเข้า) Forthing V9 มุ่งเป้าหมายที่จะนำเสนอ “ความหรูหราที่เข้าถึงได้” (Affordable Luxury) ให้กับผู้บริหารองค์กร ผู้ประกอบการรายย่อย และครอบครัวขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องการหนีจากราคารถยนต์ญี่ปุ่นระดับบน

Dongfeng Forthing Xinghai S7: นวัตกรรมอากาศพลศาสตร์และระยะทางขับขี่ที่เหนือชั้น
ในขณะที่รุ่น V9 เป็นตัวแทนของความหรูหรากว้างขวาง รถยนต์ซีดานรุ่น Xinghai S7 (หรือ Forthing S7) ถูกส่งมาเป็นตัวแทนทางด้านนวัตกรรมวิศวกรรมขั้นสูง (Technological Flagship) รถยนต์ซีดานท้ายลาด (Liftback/Coupe) รุ่นนี้ได้รับการเผยโฉมระดับภูมิภาคยุโรปในงาน Brussels Motor Show และสร้างความฮือฮาด้วยความสำเร็จด้านการออกแบบทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics)
สถิติด้านอากาศพลศาสตร์และการออกแบบ
Xinghai S7 ครองตำแหน่งรถยนต์โปรดักชันคาร์ที่ลู่ลมที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Drag Coefficient) ที่ต่ำเพียง Cd 0.191 ซึ่งเหนือกว่ารถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง Tesla Model S และ Mercedes EQS การออกแบบใช้แนวคิด “ภาพวาดลายน้ำแห่งสายน้ำนับพัน” (Water Painting of a Thousand Rivers) โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบปิดทึบ “Sky Mirror” ไฟหน้าทรงน้ำตกรูปตัว “7” ล้ออัลลอยแบบทึบลดแรงต้านอากาศ ประตูแบบไร้กรอบ (Frameless Doors) และมือจับประตูแบบซ่อนรูปที่เรียบเนียนไปกับตัวถัง
| พารามิเตอร์ทางกายภาพ | ข้อมูลจำเพาะ (สเปก) |
| ความยาวรวม (Length) | 4,935 มม. |
| ความกว้าง (Width) | 1,915 มม. |
| ความสูง (Height) | 1,495 มม. – 1,510 มม. |
| ระยะฐานล้อ (Wheelbase) | 2,915 มม. |
| ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน | Cd 0.191 |
| ความจุพื้นที่เก็บสัมภาระท้าย | 496 ถึง 1,293 ลิตร (เปิดแบบ Hatchback) |
ข้อมูลรวบรวมจาก
ความยืดหยุ่นของระบบขับเคลื่อน: ตัวเลือก BEV และ REEV
เพื่อขจัดความกังวลเรื่องระยะทางขับขี่และตอบสนองต่อโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่อาจยังไม่ครอบคลุมในต่างจังหวัดของไทย Forthing S7 ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมทางเลือกสองรูปแบบ:
-
รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่บริสุทธิ์ (BEV): พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Mach E Powertrain มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตขนาด 68.2 kWh ให้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังที่ 160 kW ถึง 230 kW (218 – 313 แรงม้า) แรงบิด 310 ถึง 395 นิวตันเมตร ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.9 – 6.67 วินาที นวัตกรรมชูโรงคือการรองรับเทคโนโลยีสถานีชาร์จซูเปอร์ชาร์จ 800V ที่ช่วยให้สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นถึง 320 กิโลเมตรด้วยการชาร์จเพียง 14 นาที โดยมีระยะการขับขี่มาตรฐานสูงสุด 550 ถึง 650 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน CLTC)
-
รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV): หรือที่ถูกขนานนามในยุโรปว่า “Range Anxiety Killer” รุ่นนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนล้อหลังทั้งหมด แต่มีการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตรทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟ (Generator) เพื่อชาร์จกระแสไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ขนาด 28.4 kWh (เครื่องยนต์จะไม่ส่งกำลังโดยตรงไปที่ล้อ) เมื่อผสานการทำงาน ระบบนี้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 235 กิโลเมตร และมีระยะทางการขับขี่รวมที่น่าทึ่งถึง 1,250 กิโลเมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางข้ามภูมิภาคได้อย่างไร้กังวลโดยไม่ต้องพึ่งพาสถานีชาร์จไฟฟ้า
ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะในห้องโดยสาร
การตกแต่งภายในยึดหลักความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่แฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ขับขี่จะโต้ตอบผ่านหน้าจอสัมผัสลอยตัวขนาดใหญ่ 15.6 นิ้วตรงกลาง และหน้าจอแสดงผลข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 8.8 นิ้ว ปุ่มควบคุมแบบกายภาพเกือบทั้งหมดถูกตัดออกและแทนที่ด้วยซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการ Xinghai OS ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองแบบ Full-stack รองรับคำสั่งเสียงแบบต่อเนื่องได้นานถึง 120 วินาที และสามารถจดจำภาษาถิ่นได้หลากหลาย นอกเหนือจากนี้ยังมีระบบ Face ID ที่กล้องภายในรถจะสแกนใบหน้าผู้ขับขี่เพื่อปรับตั้งค่าโปรไฟล์ส่วนตัวของเบาะนั่ง เครื่องเสียง และระบบปรับอากาศโดยอัตโนมัติ พร้อมด้วยหลังคากระจกพาโนรามาขนาด 1.9 ตารางเมตรที่มอบความโปร่งโล่งเหนือระดับ

Dongfeng Forthing Friday: เอสยูวีไฟฟ้าบริสุทธิ์เพื่อตอบโจทย์มวลชนพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด
ขณะที่รุ่น V9 และ S7 เป็นตัวแทนของความหรูหราและนวัตกรรม Forthing Friday ถือเป็น “รถยนต์รุ่นเรือธงสำหรับการทำยอดขาย” (Volume Driver) ในเซกเมนต์รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัด (C-SUV) ที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด Friday ได้รับการพัฒนาในรุ่นพวงมาลัยขวา (RHD) โดยเฉพาะ เพื่อรองรับตลาดส่งออกหลักในภูมิภาคโอเชียเนียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยมุ่งท้าชนคู่แข่งเจ้าตลาดอย่าง BYD Atto 3, MG ZS EV และ Honda CR-V
แพลตฟอร์มและมิติของตัวรถ
รถยนต์รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐาน Evolutionary Modular Architecture (EMA) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับรถยนต์ได้หลากหลายคลาส (B, C, D class) ทั้งในรูปแบบ SUV และ MPV ช่วยให้ตัวรถมีแชสซีส์ที่ทนทาน แข็งแกร่ง และกระจายน้ำหนักแบตเตอรี่ได้ดีเยี่ยม
| พารามิเตอร์ทางกายภาพ | ข้อมูลจำเพาะ (สเปก) |
| โครงสร้างตัวถัง | รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) 5 ประตู 5 ที่นั่ง |
| ความยาวรวม (Length) | 4,600 มม. |
| ความกว้าง (Width) | 1,860 มม. |
| ความสูง (Height) | 1,680 มม. |
| ระยะฐานล้อ (Wheelbase) | 2,715 มม. |
| น้ำหนักรถเปล่า (Curb Weight) | 1,820 – 1,900 กิโลกรัม |
| ระบบกันสะเทือน (หน้า / หลัง) | อิสระแบบ MacPherson Strut / อิสระแบบ Multi-link |
ข้อมูลรวบรวมจาก
สมรรถนะขุมพลังไฟฟ้าบริสุทธิ์ (EV)
Forthing Friday ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) ที่ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุดที่ 150 kW (ประมาณ 201 – 204 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุดที่ 340 นิวตันเมตร ซึ่งมอบอัตราเร่งที่ตอบสนองอย่างฉับไวและความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 180 กม./ชม.
เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการด้านราคาและพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้ รถรุ่นนี้มีตัวเลือกขนาดแบตเตอรี่ 2 รุ่นหลัก ได้แก่:
-
รุ่น Standard Range (430 KMS Variant): มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 57.8 kWh ที่ให้ระยะทางขับขี่มาตรฐาน 430 กิโลเมตร (ต่อการชาร์จ 1 ครั้งตามมาตรฐาน CLTC) เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางข้ามจังหวัดในระยะใกล้
-
รุ่น Long Range (630 KMS Variant): อัปเกรดความจุแบตเตอรี่แบบ Ternary Lithium ขึ้นเป็นขนาดใหญ่พิเศษถึง 85.9 kWh ซึ่งสามารถทำระยะทางทะลุ 600 กิโลเมตร (ระยะทางเคลม 630 กิโลเมตร) ลดปัญหาและข้อจำกัดในการหาที่ชาร์จสำหรับการเดินทางระยะไกลได้อย่างเด็ดขาด
ด้านระบบการจัดการพลังงาน รองรับการชาร์จด่วนกระแสตรง (DC Fast Charging) ที่สามารถอัดประจุจาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 45 นาที และการชาร์จกระแสสลับ (AC Slow Charging) จาก 0% ถึง 100% ภายใน 8-12 ชั่วโมง มีระบบจัดการความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling Thermal Management) ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพการทำงานของแบตเตอรี่ในสภาพอากาศร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดจากการรับรองของ ASEAN NCAP
จุดขายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ Forthing Friday ในการลบภาพจำด้านความกังวลเรื่องความปลอดภัยของรถยนต์จากประเทศจีน คือการเข้ารับการทดสอบการชนอย่างเข้มงวดจากสถาบันทดสอบความปลอดภัยรถยนต์อาเซียน (ASEAN NCAP) ภายใต้โปรโตคอลการประเมินปี 2021-2025
ตัวรถสามารถคว้าคะแนนระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวมสูงถึง 87.18 คะแนน การประเมินเผยให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะในด้านการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) ที่ทำได้ 39.78 คะแนน การปกป้องเด็ก (Child Occupant Protection) 15.26 คะแนน ความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ภายนอก 15 คะแนน และเทคโนโลยีช่วยเหลือความปลอดภัย (Safety Assist) อีก 17.14 คะแนน ปัจจัยที่ส่งผลให้ได้คะแนนสูงคือการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) มาเป็นมาตรฐาน ได้แก่ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ครอบคลุมการตรวจจับรถยนต์ คนเดินเท้า และรถจักรยานยนต์ (AEB), ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Detection), ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning), และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keep Assist) ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยยกระดับความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยุทธศาสตร์ช่องทางการจัดจำหน่ายและการแข่งขันในตลาดประเทศไทย
การนำพาแบรนด์เข้าสู่ตลาดประเทศไทยตามแผนธุรกิจเดือนมีนาคม 2026 ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์แล้วจบไป ทว่า Dongfeng Forthing ได้ประเมินความซับซ้อนของตลาดและเตรียมมาตรการรับมือไว้อย่างแยบยล ทั้งในด้านการจัดจำหน่าย การสร้างพันธมิตร และการหลีกเลี่ยงสงครามราคา
การสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
กลยุทธ์หลักในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของ Dongfeng ไม่ใช่การทุ่มงบลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโชว์รูมของตนเองทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ (Zero-based Investment) แต่เป็นการเลือกเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnerships) กับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญ คอนเนคชัน และความเข้าใจในบริบทของพื้นที่นั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการร่วมมือกับเครือข่ายกลุ่ม Legado Motors เพื่อขยายดีลเลอร์ชิปตามหัวเมืองใหญ่
สำหรับในประเทศไทย ความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (เช่น รูปแบบการทำธุรกิจของ EV Primus ที่เป็นผู้ประกอบและจัดจำหน่ายรถยนต์ Wuling จนประสบความสำเร็จในการกระตุ้นยอดขายและการเพิ่มอัตราการใช้ชิ้นส่วนในประเทศถึง 50%) ถือเป็นแบบแผนความสำเร็จที่ Dongfeng สามารถนำมาประยุกต์ใช้ การมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งสถานประกอบการ การจัดการด้านโลจิสติกส์ และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการเงื่อนไขสิทธิประโยชน์จากมาตรการ BOI และ EV3.5 ที่จำเป็นต้องอาศัยการผลิตภายในประเทศเป็นเกณฑ์บังคับ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยังได้เน้นย้ำถึงการสร้างร้านค้าภาพลักษณ์แบรนด์ระดับไฮเอนด์ (High-end Brand Image Stores) ควบคู่ไปกับการเปิดจุดจำหน่ายทั่วไป เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ถึงการเลื่อนระดับของแบรนด์จากรถเพื่อการพาณิชย์สู่ยานยนต์พรีเมียม
การวางตำแหน่งราคาเพื่อหลีกเลี่ยง “สงครามราคา” (Price War)
ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในช่วงก่อนปี 2026 เผชิญกับสภาวะ “สงครามราคา” ที่ดุเดือด ค่ายรถยนต์จีนหลายแห่งต่างปรับลดราคาลงอย่างมหาศาลเพื่อระบายสต็อกสินค้านำเข้าให้ทันกับเงื่อนไขของนโยบาย EV3.0 ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบในมุมมองเรื่องอัตรากำไร (Margin) และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเก่าต่อราคารถมือสอง
กลยุทธ์รับมือของ Dongfeng Forthing คือการไม่นำตัวเองลงไปแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง แต่เลือกที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์กลุ่ม D-Segment และ Mid-to-large MPV (อย่าง Xinghai V9 และ S7) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินซื้อ “คุณค่าและเทคโนโลยี” มากกว่า مجردราคาที่ถูกที่สุด การนำเสนอรถ MPV ปลั๊กอินไฮบริดระดับผู้บริหารในราคาที่คาดการณ์ว่าจะต่ำกว่า 2 ล้านบาท หรือการนำเสนอซีดานสปอร์ตลู่ลมที่มีระยะทางขับขี่ 1,250 กิโลเมตร ถือเป็นการขัดขวางฐานลูกค้าของแบรนด์ญี่ปุ่นและสร้าง Value Proposition ใหม่ที่คู่แข่งจากจีนด้วยกันก็ยากจะลอกเลียนแบบได้ในทันที
การเชื่อมโยงระบบขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น
หนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบแหลมที่สุดในแผนการทำธุรกิจครั้งนี้ คือการไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์มไฟฟ้าบริสุทธิ์ (BEV) เพียงอย่างเดียว Dongfeng Forthing เข้าใจดีว่า ถึงแม้กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลจะมีโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่หนาแน่น แต่ภูมิภาคและพื้นที่ชนบทของไทยยังคงขาดแคลนสถานีชาร์จสาธารณะที่เพียงพอ
ดังนั้น การนำเสนอเทคโนโลยี PHEV และ REEV ควบคู่ไปกับ BEV จึงเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยี PHEV ในรุ่น V9 ช่วยให้ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 5.27 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ในขณะที่ระบบ REEV ในรุ่น S7 ซึ่งมีเครื่องยนต์ปั่นไฟโดยเฉพาะ ช่วยทำระยะทางทะลุ 1,200 กิโลเมตรต่อหนึ่งถังน้ำมัน เทคโนโลยีเหล่านี้ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยที่ยังต้องพึ่งพาการเดินทางข้ามจังหวัดไกลๆ ในช่วงเทศกาล โดยไม่ต้องเผชิญกับความเครียดในการรอต่อคิวสถานีชาร์จ (Range Anxiety) และที่สำคัญ การนำรถยนต์ลูกผสมเหล่านี้มาประกอบในประเทศยังทำให้บริษัทมีสิทธิยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนลดหย่อนภาษีสรรพสามิตจาก BOI ได้โดยตรง สร้างแต้มต่อทางการเงินที่ทรงพลังเหนือคู่แข่ง
บทสรุป อนาคตของ Dongfeng Forthing ในตลาดยานยนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเปิดตัวแผนธุรกิจในประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม 2026 ถือเป็นหมุดหมายที่สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ Dongfeng Forthing การเปลี่ยนผ่านจากโรงงานยุทโธปกรณ์ทางทหารที่เคยใช้เทคโนโลยีและค้อนในการประกอบรถยนต์เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว สู่การเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครอบครองสถาปัตยกรรมอัจฉริยะ (Smart Cabin, 800V Supercharging, Mach PHREV) เป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
แผนงาน “International Leap” ที่กำหนดเป้าหมายยอดขายหลายล้านคัน ถูกนำมาปฏิบัติจริงผ่านการจัดทำแผนตลาดยานยนต์พวงมาลัยขวาในประเทศไทย การเข้ามาของ Forthing ในครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายอย่างนโยบาย EV3.5 และมาตรการกระตุ้นของ BOI สำหรับรถยนต์ไฮบริด ซึ่งบริษัทสามารถตอบสนองด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สามประสานได้อย่างไร้รอยต่อ ได้แก่
-
Xinghai V9: รถตู้ MPV พรีเมียม ปลั๊กอินไฮบริด ที่เข้ามาก่อกวนตลาดด้วยราคาสุดคุ้มค่าและเทคโนโลยีห้องโดยสารเหนือระดับ ท้าชนเจ้าตลาดดั้งเดิม
-
Xinghai S7: ซีดานทรงสปอร์ตลู่ลมที่สุดในคลาส พร้อมตัวเลือก REEV ที่ทำลายขีดจำกัดด้านระยะทางการขับขี่แบบเดิมๆ
-
Forthing Friday: รถเอสยูวีครอบครัวไฟฟ้าบริสุทธิ์ ที่มอบความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP พร้อมระยะทางวิ่งสูงสุดทะลุ 600 กิโลเมตร ปัจจุบันเปิดจองในไทยทั้ง BEV , REEV ราคา 6xx,xxx- 8xx,xxx บาท
เมื่อโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงเดินหน้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค (Localization Hub) สำหรับยานยนต์ยุคใหม่ ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ Dongfeng Forthing ซึ่งผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์อย่างชาญฉลาดเพื่อเลี่ยงสงครามราคา และความยืดหยุ่นในการนำเสนอทั้งระบบไฟฟ้าบริสุทธิ์และไฮบริดเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐอย่างเต็มที่ จะส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่ทรงอิทธิพลในการกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

