ด่วน! HONDA ยกเลิกแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซีรีย์ 0 รุ่นใหม่ ยืนยันเน้นไฮบริดเป็นหลัก


ช็อกวงการ! Honda ประกาศยกเลิกแผนผลิต EV ตระกูล 0 Series และ Acura RSX หลังตลาดสหรัฐฯ-จีน ชะลอตัวรุนแรง
กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อ Honda ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ตัดสินใจประกาศยกเลิกการพัฒนาและทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นความหวังอย่าง 0 SUV, 0 Saloon และ Acura RSX EV อย่างกะทันหัน ทั้งที่มีกำหนดการจะเข้าสู่สายการผลิตภายในปีนี้และปีหน้า
1. นโยบายเปลี่ยน ทิศทางเปลี่ยน: พิษเศรษฐกิจและการเมืองในสหรัฐฯ
ปัจจัยหลักที่ทำให้ Honda ตัดสินใจ “ถอย” คือสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลัก โดย Honda ระบุว่าการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจาก:
- การผ่อนปรนกฎระเบียบเชื้อเพลิงฟอสซิล: ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ มีการลดค่าปรับสำหรับการละเมิดมาตรฐานการประหยัดน้ำมัน (CAFE) จนเหลือศูนย์ ส่งผลให้ค่ายรถไม่ต้องกดดันในการเร่งผลิต EV เพื่อชดเชยค่าปรับอีกต่อไป
- การตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี: ในเดือนกันยายน 2025 มีการยกเลิกเงินอุดหนุนภาษีจากรัฐบาลกลางจำนวน 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260,000 บาท) ทำให้ราคารถ EV สูงขึ้นจนผู้บริโภคเข้าถึงยากขึ้น
- กำแพงภาษีนำเข้า: ภาษีศุลกากรที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ กลายเป็นภาระต้นทุนมหาศาลที่กดดันผลกำไรของบริษัท
2. วิกฤตในจีน: เมื่อยักษ์ใหญ่ตาม “Software-Defined Vehicle” ไม่ทัน
ไม่เพียงแค่ในสหรัฐฯ แต่ในประเทศจีน Honda ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าได้ดีเท่ากับผู้ผลิต EV รายใหม่” เนื่องจากค่ายรถเกิดใหม่ในจีนมีข้อได้เปรียบที่ Honda ยังตามไม่ทันในขณะนี้ คือ:
- วงจรการพัฒนาที่สั้นกว่า: ค่ายรถจีนสามารถพัฒนาและเปิดตัวรถรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
- Software-Defined Vehicles: ความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ
- ระบบขับขี่อัตโนมัติ (ADAS): เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัยและราคาถูกกว่า
“การทุ่มทรัพยากรไปที่ EV มากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ Honda ในตลาดเอเชียโดยรวมลดลง”
3. ตัวเลขสีแดง: จากกำไรมหาศาลสู่การขาดทุนยับเยิน

ฮอนด้าจ่อขาดทุนประจำปีครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นปี 1957 ผู้บริหารลั่น “ยอมลดเงินเดือน” เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
รายงาน (12 มีนาคม): ฮอนด้า (Honda) ประกาศคาดการณ์ผลประกอบการทางการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 โดยคาดว่าจะมีการบันทึกยอด “ขาดทุน” ซึ่งเหตุการณ์นี้นับเป็นการขาดทุนประจำปีครั้งแรกของบริษัทฮอนด้ามอเตอร์ นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1957
สำหรับคาดการณ์ผลประกอบการของฮอนด้ามอเตอร์ ในปีงบประมาณ 2025 (เดือนเมษายน 2025 – มีนาคม 2026) มีรายละเอียดดังนี้:
-
ขาดทุนจากการดำเนินงาน (Operating Loss): คาดว่าจะขาดทุนราว 2.7 แสนล้าน – 5.7 แสนล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5.45 หมื่นล้าน – 1.15 แสนล้านบาท)
-
จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีกำไร 5.5 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.11 แสนล้านบาท)
-
-
ขาดทุนสุทธิ (Net Loss): คาดว่าจะขาดทุนราว 4.2 แสนล้าน – 6.9 แสนล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.47 หมื่นล้าน – 1.39 แสนล้านบาท)
-
จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีกำไร 3 แสนล้านเยน (ประมาณ 6.05 หมื่นล้านบาท)
-
สืบเนื่องจากการปรับลดตัวเลขคาดการณ์ทางการเงินในปีงบประมาณ 2025 รวมถึงผลขาดทุนจากการที่บริษัทต้องประเมินกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ใหม่อีกครั้ง ทีมผู้บริหารระดับสูงของฮอนด้าบางส่วนจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการสมัครใจคืนเงินค่าตอบแทนผู้บริหารรายเดือนบางส่วน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้
(หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 100 เยน = 20.17 บาท)
การตัดสินใจยกเลิกโครงการครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขทางการเงินของ Honda โดยบริษัทได้ปรับคาดการณ์ผลประกอบการใหม่สำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 ดังนี้
| รายการ | คาดการณ์เดิม | คาดการณ์ใหม่ (หลังยกเลิกโครงการ) |
|---|---|---|
| ผลกำไร/ขาดทุน | กำไร 620 ล้านเยน | ขาดทุน 690,000 ล้านเยน (ประมาณ 1.39 แสนล้านบาท) |
เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คณะกรรมการบริหารจะถูกปรับลดเงินเดือน 20-30% เป็นเวลา 3 เดือน และผู้บริหารระดับสูงจะถูกงดโบนัสตามผลประกอบการระยะสั้นทั้งหมด
4. อนาคตของ Honda: กลับไปซบ “Hybrid” และความไม่แน่นอนของรุ่นเล็ก
หลังจากนี้ Honda ประกาศชัดเจนว่าจะ เบนเข็มกลับมาโฟกัสที่รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) สำหรับตลาดสหรัฐฯ และเอเชียเป็นหลัก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ตลาดให้การยอมรับและสร้างกำไรได้จริงในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าการยกเลิกครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อ 0 Alpha SUV ซึ่งเป็นรถ EV รุ่นเล็กราคาประหยัดที่มีแผนจะผลิตในอินเดียปี 2027 หรือไม่ หากเทรนด์โลกยังคงหันหลังให้ EV เช่นนี้ รุ่นเล็กดังกล่าวอาจตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน
บทสรุปจากมุมมองนักวิเคราะห์
การถอยทัพของ Honda ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สงคราม EV” ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แม้จะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบปฏิบัติการ Asimo หรือการขับขี่อัตโนมัติ Level 3 แต่หากปัจจัยทางการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย การดึงดันเดินหน้าต่ออาจหมายถึงความล่มจมของบริษัท การกลับมาหา Hybrid จึงเป็น “ท่าไม้ตาย” เพื่อรักษาความอยู่รอดในยุคเปลี่ยนผ่านนี้

การคืนและปรับลดค่าตอบแทนผู้บริหารโดยสมัครใจ
จากการปรับประมาณการผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 และผลขาดทุนที่เกิดจากการทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหารบางส่วนของฮอนด้า ได้ตัดสินใจคืนค่าตอบแทนรายเดือนโดยสมัครใจ สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยมีรายละเอียดดังนี้
| กลุ่มผู้บริหาร | มาตรการคืนค่าตอบแทน |
| ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
(President and Representative Executive Officer) และรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Vice President and Representative Executive Officer) |
คืนค่าตอบแทนรายเดือน 30% เป็นระยะเวลา 3 เดือน |
| สมาชิกคณะกรรมการบริหาร (Executive Council)
และผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบธุรกิจยานยนต์ (Managing Executive Officers involved in automobile operations*) |
คืนค่าตอบแทนรายเดือน 20%
เป็นระยะเวลา 3 เดือน |
*เฉพาะผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไม่รวมผู้บริหารที่มีกำหนดเกษียณอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2569
นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังตัดสินใจให้ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมถึงรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งดรับค่าตอบแทนตามผลงานระยะสั้น (Short‑Term Incentive: STI) สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 จากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ ค่าตอบแทนรวมรายปีของผู้บริหารระดับสูงลดลงประมาณ 25 – 30% จากระดับปกติ
