ศุภจี ยืนยัน! พ.ค ลงทะเบียนรถพุ่มพวง คูปองน้ำมันฟรี พ่วงข้างได้คันละ 3 พันบาท กระบะ 6 พันบาท

พาณิชย์ลุยแก้วิกฤตเศรษฐกิจ อัดฉีดคูปองน้ำมัน ‘รถพุ่มพวง’ สูงสุด 6,000 บาท พร้อมกางแผน 5 นโยบายฟื้นฟูประเทศ
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงฯ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ซึ่งเป็นผลกระทบลูกโซ่มาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตราคาพลังงาน กระทรวงพาณิชย์จึงได้เร่งเดินหน้านโยบายเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส” เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม
คิกออฟเฟส 2: ลดค่าครองชีพเชิงรุก ชู ‘รถพุ่มพวง’ เข้าถึงทุกพื้นที่
ไฮไลต์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 คือการเปิดตัว โครงการกระจายสินค้าราคาถูกสู่ประชาชน เฟส 2 ซึ่งมุ่งเน้นการขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม นอกเหนือจากร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โดยมีแผนการกระจายจุดจำหน่ายดังนี้:
- ขยายจุดจำหน่ายทั่วไทย: เพิ่มช่องทางผ่านที่ว่าการอำเภอครบทั้ง 868 จุด, ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน, ที่ทำการไปรษณีย์ไทย และเปิด “ตลาดนัดไทยช่วยไทย” 1,000 จุดทั่วประเทศ
- เจาะลึกถึงหน้าบ้านด้วย ‘รถพุ่มพวง’: สำหรับพื้นที่ห่างไกล กระทรวงฯ จะใช้กลไกรถเร่หรือ “รถพุ่มพวง” ในการกระจายสินค้าราคาประหยัด
มาตรการอุดหนุนคูปองน้ำมัน ‘รถพุ่มพวง’ (เปิดลงทะเบียนสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค. 2569)
เพื่อเป็นการจูงใจและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย กระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดรับสมัครผู้ขับรถเร่เข้าร่วมโครงการ (ปัจจุบันมีเครือข่ายแล้วกว่า 3,800 คัน) โดยจะมอบคูปองอุดหนุนค่าน้ำมัน ดังนี้:
- รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง: รับสิทธิ์ 1,500 บาท/เดือน เป็นเวลา 2 เดือน (รวมสูงสุด 3,000 บาท/คัน)
- รถกระบะ: รับสิทธิ์ 3,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 2 เดือน (รวมสูงสุด 6,000 บาท/คัน)
5 นโยบายหลัก ปรับโครงสร้างเพื่อสมดุลเศรษฐกิจไทยระยะยาว
นอกเหนือจากมาตรการระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ได้วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน 5 นโยบายหลัก เพื่อสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืน ได้แก่:
- ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน: สานต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมยกระดับโครงการ “ไทยช่วยไทย” ให้ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
- รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแบบครบวงจร: ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านการทำโซนนิ่ง (Zoning) ควบคุมผลผลิต, การเพิ่มมูลค่าด้วยตราสัญลักษณ์ GI, สนับสนุนการแปรรูป, สร้างล้งชุมชนเพื่อรวบรวมผลผลิต และใช้ Trading Firm รวมถึงเจรจา G2G เพื่อเปิดตลาดใหม่
- สร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน: เร่งสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ่านระบบแฟรนไชส์ (Franchise) และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนด้วยสินค้า GI ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มหาศาลกว่า 117,000 ล้านบาท
- สร้างสมดุลการส่งออก และปลดล็อกกฎระเบียบ: เพิ่มสัดส่วน SMEs ในโครงสร้างการส่งออก, ผลักดันการใช้ Local Content ผ่านเทคโนโลยี Agri-Processing เพื่อสร้างสินค้าแบรนด์ไทยมูลค่าสูง (High Value-Added) พร้อมเดินหน้าเจรจา FTA (เช่น ไทย-EU), การทำ MRA ด้านสิ่งแวดล้อมกับอินเดีย และใช้ประโยชน์จากตลาดละตินอเมริกา
- ยกระดับเทคโนโลยีการบริการภาครัฐ: ปรับปรุงบริการสู่ระบบ MOC Plus “จุดเดียว จบ จริง” และนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบเรียลไทม์
ผลงานชิ้นโบว์แดง 6 เดือนแรก (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569)
นางศุภจี ได้สรุปผลการดำเนินงานแบบ Quick Win ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย 19 โครงการสำคัญ และ 80 กิจกรรมย่อย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 73,000 ล้านบาท โดยมีตัวเลขความสำเร็จที่น่าสนใจ ดังนี้:
- ครอบคลุมผู้ได้ประโยชน์: ช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 6 ล้านครัวเรือน และสนับสนุนผู้ประกอบการ 193,000 ราย
- ลดต้นทุนเกษตรกร: โครงการธงเขียว ปุ๋ยถูก ยาดี ช่วยลดต้นทุนได้ถึง 124 ล้านบาท
- ลดค่าครองชีพประชาชน: โครงการสุขกายสบายกระเป๋า (ยาราคาถูก) และธงฟ้าเทศกาล ช่วยลดภาระได้ 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจ 16,650 ล้านบาท
- กระตุ้นการค้าชายแดน: มหกรรมธงฟ้าชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างมูลค่าการค้า 325 ล้านบาท
- เสริมแกร่งผู้ประกอบการและการส่งออก: โครงการแฟรนไชส์สร้างมูลค่า 1,559 ล้านบาท, กิจกรรม Trade Promotion สร้างมูลค่า 34,373 ล้านบาท รวมถึงการตั้ง Special Task Force บุกตลาดศักยภาพใหม่ (ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย จีน เวียดนาม แอฟริกา ละตินอเมริกา)
บทสรุป: กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการใช้กลไกของรัฐอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งการ “อุดหนุนฉุกเฉิน” เพื่อต่อลมหายใจให้รายย่อยอย่างโครงการรถพุ่มพวง ไปจนถึงการ “วางรากฐาน” ผ่านการเจรจาการค้าและยกระดับเทคโนโลยี เพื่อนำพาสินค้าไทยและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง

