วิกฤตยานยนต์ไฟฟ้า ค่ายรถยักษ์ใหญ่ดีทรอยต์สูญเงินหลายหมื่นล้าน แต่ซีอีโอกลับรับโบนัสอื้อซ่า


วิกฤตยานยนต์ไฟฟ้า ค่ายรถยักษ์ใหญ่ดีทรอยต์สูญเงินหลายหมื่นล้าน แต่ซีอีโอกลับรับโบนัสอื้อซ่า
หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง ณ ปัจจุบัน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.37 บาท
ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองดีทรอยต์อย่าง Ford, General Motors (GM) และ Stellantis ต่างต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ด้อยค่า (Write-downs) ที่เกี่ยวข้อง จากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ หลายคนอาจคาดหวังว่าจะได้เห็นการปรับลดแพ็กเกจค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อความผิดพลาดและการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
General Motors (GM) ขาดทุนหมื่นล้าน แต่ผู้บริหารยังยิ้มรับทรัพย์
เริ่มต้นที่ค่าย General Motors แม้ว่า GM จะไม่ได้ชะลอแผนการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (BEV) ลงมากเท่ากับ Ford หรือ Stellantis แต่บริษัทก็คาดการณ์ว่าจะต้องแบกรับผลกระทบจากการลดขนาดการลงทุนใน EV สูงถึง 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 255,723 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า แมรี บาร์รา (Mary Barra) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานกว่า 12 ปี กลับได้รับค่าตอบแทนในปีที่ผ่านมสูงถึง 29.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 967.86 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อนหน้า โดยสามารถแจกแจงได้ดังนี้:
- เงินเดือนพื้นฐาน: 2.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67.98 ล้านบาท)
- รางวัลเป็นหุ้น: พุ่งขึ้น 11% แตะที่ 21.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 699.19 ล้านบาท)
- ค่าตอบแทนจูงใจที่ไม่ใช่หุ้น (โบนัสเงินสด): ลดลง 26% เหลือประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 161.85 ล้านบาท)
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บาร์รา ไม่ใช่ผู้บริหารที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดของ GM ในปีที่ผ่านมา ตำแหน่งนั้นตกเป็นของ สเตอร์ลิง แอนเดอร์สัน (Sterling Anderson) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ (Chief Product Officer) ซึ่งได้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่ารวมถึง 40.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,304.51 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่มาจากโบนัสการจ้างงานสุดพิเศษที่ GM ยอมจ่ายเพื่อดึงตัวเขามาจาก Aurora Innovation สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีไร้คนขับที่เขาร่วมก่อตั้ง
นอกจากนี้ อ้างอิงจาก The Wall Street Journal ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ ก็ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเช่นกัน:
- มาร์ก รอยส์ (Mark Reuss) ประธานบริษัท รับไป 19.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 624.74 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.6%
- พอล จาคอบสัน (Paul Jacobson) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) รับไป 13.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 446.71 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.5%
Ford: พลิกแพลงกติกาโบนัส ดันรายได้ซีอีโอพุ่งทะลุเป้า
ทางด้าน Ford สถานการณ์การเงินก็ดุเดือดไม่แพ้กัน เมื่อปีที่แล้วบริษัทประกาศตัดจำหน่ายหนี้สูญ (Write-offs) สูงถึง 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 631,215 ล้านบาท) จากการยกเครื่องกลยุทธ์ EV ใหม่ทั้งหมด และรายงานตัวเลขขาดทุนรวมถึง 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 265,434 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008
แต่ในจังหวะเวลาเดียวกัน Ford ได้ทำการ “ปรับเปลี่ยน” กฎการจ่ายโบนัสอย่างแยบยล จากเดิมที่ผูกติดอยู่กับผลงานด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล้วนๆ ให้ครอบคลุมไปถึง “รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนทุกประเภท” ซึ่งรวมถึง รถยนต์ไฮบริด (Hybrids) ด้วย ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนกฎครั้งนี้ทำให้ยอดขายกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ Ford ทะลุเป้าหมายที่วางไว้
ส่งผลให้ จิม ฟาร์ลีย์ (Jim Farley) ซีอีโอของ Ford ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น 11% พุ่งสูงถึง 27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 890.18 ล้านบาท) สวนทางกับผลประกอบการที่ขาดทุนยับเยินของบริษัท
คำชี้แจงจากฝั่ง Ford: โฆษกของ Ford ได้ออกมาชี้แจงผ่าน WSJ ว่า ค่าตอบแทนของ ฟาร์ลีย์ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานในภาพรวม โดยอ้างอิงจากผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้น (Total Shareholder Return) ที่สูงถึง 42% (รวมเงินปันผล) ซึ่งถือว่าเอาชนะตลาดและคู่แข่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้สำเร็จ พร้อมกับรายได้ที่ทำสถิติสูงสุด นอกจากนี้บริษัทยังระบุว่าไม่ได้นำต้นทุนที่คาดไม่ถึงอย่างเช่นเรื่อง “กำแพงภาษี” มาหักลบในการคำนวณโบนัส และมองเห็นถึงความสำคัญของการมีพอร์ตโฟลิโอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย รวมถึงรถยนต์ไฮบริด
Stellantis: ขาดทุนมหาศาลจากการโอเวอร์อินเวสต์
สำหรับ Stellantis เผชิญกับผลกระทบหนักที่สุดจากการลงทุนที่มากเกินไป (Over-investments) ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 848,094 ล้านบาท)
ในด้านของผู้บริหาร อันโตนิโอ ฟิโลซา (Antonio Filosa) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้รับค่าตอบแทนรวมในปีที่ผ่านมา 6.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 206.20 ล้านบาท) ซึ่งตัวเลขนี้เกิดขึ้นแม้ว่าเขาจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง CEO ในช่วงครึ่งหลังของปีเท่านั้น
บทสรุป: เรื่องราวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างหนักในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ยุคไฟฟ้า (EV) ซึ่งแม้บริษัทจะต้องแบกรับความเสี่ยงและผลขาดทุนทางบัญชีมหาศาล แต่โครงสร้างผลตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงกลับยังคงได้รับการปกป้องและเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ชี้วัดและกลไกโบนัสต่างๆ ภายในองค์กร
