Ford Ranger MY2026.5 ปรับปรุงใหม่ ในออสเตรเลีย ยกเลิกดีเซล 2.0L Bi-Turbo (เทอร์โบคู่)

Ford Ranger MY2026.5 ปรับปรุงใหม่ ในออสเตรเลีย ยกเลิกดีเซล 2.0L Bi-Turbo (เทอร์โบคู่)
Spread the love
Advertisement Advertisement

อัปเดตล่าสุดปี 2026: หลังจากที่ Ford Australia ได้สร้างความสั่นสะเทือนด้วยการประกาศราคาและสเปกบางส่วนของ Ford Ranger เจเนอเรชันใหม่ (MY2026.5) ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดได้มีการเปิดเผยข้อมูลจำเพาะฉบับเต็มออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของขุมพลัง และการกระจายออปชันที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ไฮไลต์สำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้คือ การยกเลิกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ซึ่งเคยเป็นรุ่นพิมพ์นิยม แล้วหันมาเทหมดหน้าตักให้กับเครื่องยนต์ ดีเซล V6 3.0 ลิตร เทอร์โบ โดยขยายไปสู่รุ่นเริ่มต้นอย่าง Trim XL ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงขุมพลัง V6 ได้ง่ายขึ้นด้วยราคาที่ถูกลงกว่าเดิมเกือบ 2.3 แสนบาท!

เจาะลึกความเปลี่ยนแปลงใน Ford Ranger MY2026.5

  • ยกเลิกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0L Bi-Turbo (เทอร์โบคู่): ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์รุ่นยอดนิยม (Volume-selling engine) โดย Ford เลือกที่จะดันเครื่องยนต์ใหญ่ขึ้นอย่าง ดีเซล V6 3.0L มาทำตลาดแทน และขยายรุ่นย่อยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่อง V6 ได้ง่ายขึ้นตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น
  • ขุมพลังเริ่มต้นใหม่: ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว (Single-Turbo) ที่ปรับปรุงใหม่ ให้กำลังเท่าเดิม แต่จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด (แทนเกียร์ 6 สปีดเดิม)
  • ขยายฐานเครื่องยนต์ V6 3.0L: หลังจากตัดรุ่น Bi-Turbo ออก Ford ได้ส่งเครื่องดีเซล V6 ไปประจำการตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นอย่าง XL ช่วยลดกำแพงราคาของเครื่อง V6 ลงไปถึง 10,000 AUD (ประมาณ 234,100 บาท)
  • การปรับรุ่นย่อย: รุ่น Black Edition กลายเป็นรุ่นถาวร พร้อมการกลับมาของรุ่นพิเศษชั่วคราวอย่าง Wolftrak ในธีมสีเขียว-ดำสุดดุดัน ในขณะที่รุ่น Sport ถูกยกเลิกถาวร ส่วนรุ่น XLS จะเหลือเพียงตัวถัง Double-Cab พ่วงเครื่อง V6 เท่านั้น
  • เพิ่มความปลอดภัยในรุ่นเริ่มต้น: รุ่น XL และ XLT ได้รับแถบระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driver Assist Technology (DAT) เป็นมาตรฐาน

ราคาจำหน่าย Ford Ranger MY2026.5 (คิดเป็นเงินบาท)

*หมายเหตุ: เป็นราคาจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย (ไม่รวมค่าขนส่งและภาษีนำเข้าของประเทศไทย) คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 AUD = 23.41 บาท

รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (4×2)

  • XL Single Cab/Chassis 2.0L: ราคา $37,130 (ประมาณ 869,213 บาท)
  • XL Super Cab/Chassis 2.0L: ราคา $39,630 (ประมาณ 927,738 บาท)
  • XL Double-Cab Pickup 2.0L: ราคา $43,530 (ประมาณ 1,019,037 บาท)
  • XLT Double-Cab Pickup 2.0L (รุ่นใหม่): ราคา $52,990 (ประมาณ 1,240,496 บาท)

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4)

  • XL Single-Cab/Chassis 2.0L (รุ่นใหม่): ราคา $45,600 (ประมาณ 1,067,496 บาท)
  • XL Super Cab/Chassis 2.0L (รุ่นใหม่): ราคา $48,100 (ประมาณ 1,126,021 บาท)
  • XL Double-Cab/Chassis 2.0L: ราคา $50,000 (ประมาณ 1,170,500 บาท)
  • XL Double-Cab Pickup 2.0L: ราคา $51,400 (ประมาณ 1,203,274 บาท)
  • XL Single-Cab/Chassis V6 (รุ่นใหม่): ราคา $52,100 (ประมาณ 1,219,661 บาท)
  • Black Edition Double-Cab Pickup 2.0L (รุ่นใหม่): ราคา $53,490 (ประมาณ 1,252,201 บาท)
  • XL Super Cab/Chassis V6 (รุ่นใหม่): ราคา $54,500 (ประมาณ 1,275,845 บาท)
  • XL Double-Cab/Chassis V6 (รุ่นใหม่): ราคา $56,500 (ประมาณ 1,322,665 บาท)
  • XL Double-Cab Pickup V6 (รุ่นใหม่): ราคา $57,900 (ประมาณ 1,355,439 บาท)
  • XLS Double-Cab/Chassis V6 (รุ่นใหม่): ราคา $58,450 (ประมาณ 1,368,315 บาท)
  • Black Edition Double-Cab Pickup V6 (รุ่นใหม่): ราคา $59,990 (ประมาณ 1,404,366 บาท)
  • XLT Super-Cab Pickup V6 (รุ่นใหม่): ราคา $63,790 (ประมาณ 1,493,324 บาท)
  • XLT Double-Cab/Chassis V6: ราคา $66,590 (ประมาณ 1,558,872 บาท)
  • XLT Double-Cab Pickup V6: ราคา $67,990 (ประมาณ 1,591,646 บาท)
  • Wolftrak Double-Cab Pickup V6 (รุ่นใหม่): ราคา $70,990 (ประมาณ 1,661,876 บาท)
  • Tremor Double-Cab Pickup V6: ราคา $75,090 (ประมาณ 1,757,857 บาท)
  • Wildtrak Double-Cab Pickup V6: ราคา $75,090 (ประมาณ 1,757,857 บาท)
  • Platinum Double-Cab Pickup V6: ราคา $80,090 (ประมาณ 1,874,907 บาท)
  • Raptor เจเนอเรชันไฮไลต์: ราคา $90,690 (ประมาณ 2,123,053 บาท)

Advertisement Advertisement

ข้อมูลข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคและสมรรถนะเครื่องยนต์

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time (4WD ตลอดเวลา) ที่สามารถวิ่งบนถนนลาดยางได้ จะถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล V6 และรุ่นท็อปเรือธงอย่าง Raptor เท่านั้น ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร จะได้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-time โดยทุกระบบจะมาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้าย (Locking Rear Differential) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) เป็นมาตรฐาน

1. เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร 4 สูบ (Ranger 2.0L)

  • กำลังสูงสุด: 125 กิโลวัตต์ (kW)
  • แรงบิดสูงสุด: 405 นิวตันเมตร (Nm)
  • ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 สปีด
  • ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง (RWD) หรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-time
  • อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (เคลม): 6.8 – 7.2 ลิตร / 100 กิโลเมตร
  • สมรรถนะการลากจูง: รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 3,500 กิโลกรัม

2. เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ V6 3.0 ลิตร (Ranger 3.0L V6)

  • กำลังสูงสุด: 184 กิโลวัตต์ (kW)
  • แรงบิดสูงสุด: 600 นิวตันเมตร (Nm)
  • ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 สปีด
  • ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time
  • อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (เคลม): 8.3 – 8.4 ลิตร / 100 กิโลเมตร (ในรุ่นแต่งพิเศษ Tremor อยู่ที่ 9.4 ลิตร / 100 กิโลเมตร)
  • สมรรถนะการลากจูง: รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 3,500 กิโลกรัม

3. เครื่องยนต์เบนซิน ทวินเทอร์โบ V6 3.0 ลิตร (Ranger Raptor)

  • กำลังสูงสุด: 292 กิโลวัตต์ (kW)
  • แรงบิดสูงสุด: 583 นิวตันเมตร (Nm)
  • ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 สปีด
  • ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-time
  • อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (เคลม): 11.5 ลิตร / 100 กิโลเมตร
  • สมรรถนะการลากจูง: รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 2,500 กิโลกรัม

มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก ANCAP

Ford Ranger ได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจากสถาบัน ANCAP (ยกเว้นรุ่น Raptor และ PHEV ที่ยังไม่ผลคะแนนการทดสอบแยกชิ้นส่วน)

คะแนนการปกป้อง: ผู้โดยสารผู้ใหญ่ 84% | ผู้โดยสารเด็ก 93% | คนเดินถนนและกลุ่มเปราะบาง 74% | ระบบช่วยเหลือความปลอดภัย 83%

ระบบความปลอดภัยมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย:

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
  • ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind-spot monitoring) พร้อมระบบเตือนขณะถอยหลัง (Rear cross-traffic alert)
  • ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง (Reverse Brake Assist) และเซนเซอร์กะระยะหน้า-หลัง

สรุปอุปกรณ์มาตรฐานที่น่าสนใจในแต่ละ Trim

Ranger XL (รุ่นเริ่มต้นที่จัดเต็มกว่าเดิม)

  • หน้าจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาดใหญ่ 12 นิ้ว (อัปเกรดใหม่)
  • ระบบปรับอากาศแยกฝั่งอัตโนมัติ (Dual-zone climate control) พร้อมช่องแอร์หลังในรุ่น Double-cab
  • ดิสก์เบรกหลัง, หัวเกียร์ไฟฟ้า (E-Shifter) และโหมดการขับขี่แบบเลือกได้ (เฉพาะรุ่น V6)

Ranger Wolftrak (รุ่นพิเศษสายลุย)

  • ล้ออัลลอยสีดำ Asphalt Black ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง All-terrain
  • กระจังหน้าลายรังผึ้ง และกระจกมองข้างพร้อมไฟ Puddle lights
  • โหมดการขับขี่เพิ่มเติม: Mud/Rut และ Sand พร้อมระบบช่วยถอยพ่วง Pro-Trailer Backup Assist
  • ภายในตกแต่งด้วยสีเขียว Traction Green เบาะนั่งหุ้มด้วยไวนิลทำความสะอาดง่าย

Ranger Wildtrak & Platinum (ความหรูหราขั้นสุด)

  • Wildtrak: ได้รับไฟหน้า Matrix LED และระบบเครื่องเสียง B&O Premium 10 ลำโพง มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทันที (เดิมทีต้องซื้อเป็นแพ็กเกจเสริม)
  • Platinum: จัดเต็มความพรีเมียมด้วยล้อขนาด 20 นิ้ว, หน้าจอดิจิทัลผู้ขับขี่ขนาด 12.4 นิ้ว, เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 10 ทิศทางพร้อมระบบระบายอากาศ (Ventilated Seats) และพวงมาลัยอุ่นหุ้มหนัง

การปรับโฉมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Ford มุ่งมั่นที่จะยกระดับสมรรถนะของรถกระบะในตระกูล Ranger ขึ้นไปอีกขั้น โดยมองข้ามเครื่องยนต์ขนาดเล็กแล้วดันขุมพลังดีเซล V6 3.0 ลิตร ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการกำลังเครื่องยนต์ที่หนักแน่น สำหรับแฟนๆ ในไทยคงต้องรอลุ้นกันว่าทิศทางของสเปกและราคาสำหรับการปรับโมเดลเยียร์ในบ้านเราจะเดินรอยตามตลาดออสเตรเลียมากน้อยขนาดไหนครับ!

Carexpert

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้