แคนาดา ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ EV จีนจาก 100% เหลือ 6.1% โควต้า 49,000 คันต่อปี

แคนาดา ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ EV จีนจาก 100% เหลือ 6.1% โควต้า 49,000 คันต่อปี
Spread the love
Advertisement Advertisement

การหลั่งไหลเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 49,000 คันจากประเทศจีนสู่แคนาดา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับ “อินไซต์” (Insight) สำคัญด้านนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐาน EV ที่จีนพัฒนาไปไกลกว่าระดับโลก คำถามสำคัญที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในวงการยานยนต์ขณะนี้คือ “รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนจะช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในแคนาดาได้จริง หรือจะเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมในประเทศ?”

1. เบื้องหลัง “Dark Factory” โรงงานอัจฉริยะที่ไร้แสงไฟ

ณ โรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองหนิงโป (Ningbo) ทางตอนใต้ของเซี่ยงไฮ้ หุ่นยนต์หลายร้อยตัวกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง แขนกลขนาดยักษ์ขยับและบิดตัวอย่างแม่นยำเพื่อเชื่อมต่อชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าตามคำสั่งซื้อที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ (Custom-ordered) นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ขนส่งเคลื่อนที่ไปมาตามทางเดินเพื่อส่งชิ้นส่วนไปยังส่วนต่าง ๆ ของโรงงาน พร้อมเปิดเสียงดนตรีคล้ายเพลงในลิฟต์เพื่อเตือนให้มนุษย์ที่ทำงานอยู่ที่นั่นรู้ตัว

Dark Factory คืออะไร?
มันคือโรงงานที่ระบบอัตโนมัติ (Automation) ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% จนไม่จำเป็นต้องเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองพลังงาน โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตของ Zeekr แบรนด์ EV ระดับลักชัวรีภายใต้เครือ Geely (บริษัทแม่ของแบรนด์ดังอย่าง Volvo และ Polestar)

ด้วยจังหวะการทำงานที่สม่ำเสมอและไม่มีวันหยุด หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 300,000 คันต่อปี โดยโรงงานทั้งแห่งใช้แรงงานมนุษย์เพียงประมาณ 1,600 คนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ในการบำรุงรักษาหุ่นยนต์และการควบคุมคุณภาพ (Quality Control)

“กระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเราอย่างเห็นได้ชัด และช่วยลดต้นทุนลงได้อย่างมหาศาล” Xu Naiping ผู้จัดการทั่วไปของโรงงาน Zeekr กล่าวสัมภาษณ์กับ CBC News “แม้ว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยลดต้นทุน แต่เป้าหมายหลักที่แท้จริงของเราคือการรับประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์”

โรงงานแห่งนี้รวมถึงระบบนิเวศ EV (EV Ecosystem) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วประเทศจีน กำลังแสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนของการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่อาจมาถึงอเมริกาเหนือในอนาคตอันใกล้

2. จุดเปลี่ยนทางการค้า: จากภาษี 100% สู่การเปิดประตูข้อตกลงใหม่

จีนคือผู้นำด้าน EV ระดับโลกอย่างไร้ข้อกังขา โดยเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าถึง 70% ของยอดผลิตทั่วโลก และได้ส่งออกเทคโนโลยีนี้ไปยังยุโรป แอฟริกา รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ในเอเชีย ทว่าก่อนหน้านี้ โอกาสที่รถยนต์เหล่านี้จะเข้ามายังแคนาดานั้นแทบจะเป็นศูนย์

เมื่อสองปีก่อน แคนาดาเจริญรอยตามนโยบายของประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) แห่งสหรัฐฯ ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 100% กับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีน ส่งผลให้จีนตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าเกษตรของแคนาดา เช่น คาโนลา, อาหารทะเล และเนื้อหมู

การตอบโต้ทางการค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟันดำเนินเรื่อยมา จนกระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสร้างความสั่นคลอนต่อความสัมพันธ์ทางการค้าด้วยนโยบายภาษีชุดใหม่ เหตุการณ์นี้บีบให้แคนาดาต้องเริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยงทางการค้าและสร้างพันธมิตรใหม่ ซึ่งรวมถึงจีนที่เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ได้เข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ณ กรุงปักกิ่ง และสามารถบรรลุข้อตกลงบรรเทาภาษีสำหรับภาคเกษตรกรรมของแคนาดา แลกกับการอนุญาตให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจำนวน 49,000 คัน เข้าสู่แคนาดาด้วยอัตราภาษีที่ลดลงเหลือเพียง 6.1%

“ศักยภาพของจีนในภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้านั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้” คาร์นีย์กล่าวในเวลานั้น “และเพื่อให้แคนาดาสามารถสร้างภาคอุตสาหกรรม EV ที่แข่งขันได้ในระดับสากล เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากพันธมิตรที่มีนวัตกรรมที่ก้าวหน้า”

3. นวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิต เบาะนวดไฟฟ้า และการสลับแบตเตอรี่ใน 3 นาที

นวัตกรรมของจีนไม่เพียงแต่ล้ำสมัย แต่ยังกระตุ้นยอดขายในประเทศอย่างถล่มทลาย โดยในเดือนกันยายน 2025 รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง (50%) ของยอดซื้อรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในจีน

ภาพความสำเร็จนี้เห็นได้ชัดเจนตามท้องถนนในเมืองใหญ่:

  • ป้ายทะเบียนสีเขียว (สัญลักษณ์ของรถ EV) มีให้เห็นในทุกตารางเมตร
  • ท้องถนนเงียบลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมลพิษทางเสียงจากเครื่องยนต์สันดาปลดลง
  • ตัวรถมีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว พร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เช่น ระบบถอยจอดเองอัตโนมัติ ในพื้นที่ว่าง
  • รถยนต์สไตล์ผู้บริหารหลายรุ่นมาพร้อมกับ เบาะนั่งแบบปรับเอนนอน (Recliner) พร้อมฟังก์ชันนวดในตัว

คนขับรถโดยสารสาธารณะในกรุงปักกิ่งนามว่า Han ซึ่งขับรถมานานกว่า 20 ปี เพิ่งเปลี่ยนจากรถยนต์ใช้น้ำมันยี่ห้อ Buick มาเป็นรถ EV ได้ 8 เดือน เล่าว่า: “ตอนที่ผมขับรถคันเก่า วันรุ่งขึ้นผมจะรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่รถคันนี้สบายมาก ร่างกายผมไม่เหนื่อยล้าอีกต่อไป แถมทุกอย่างยังควบคุมได้ด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง”

Advertisement Advertisement

ระบบนิเวศแห่งการชาร์จ: สองโมเดลที่ขับเคลื่อนร่วมกัน

ระบบนิเวศ EV ของจีนที่เติบโตได้ขนาดนี้ เป็นผลมาจากการอุดหนุนอย่างหนักจากรัฐบาล (Government Subsidies) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2009 โดยปัจจุบันจีนกำลังพัฒนาโครงสร้างการเติมพลังงานใน 2 รูปแบบหลัก คือ:

  • ระบบสลับแบตเตอรี่ (Battery-Swapping): นำโดยแบรนด์ NIO ที่มีสถานีมากกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ จุดเด่นคือความรวดเร็ว โดยมีหุ่นยนต์ใต้พื้นคอยถอดแบตเตอรี่เก่าออกและใส่แบตเตอรี่เต็มกลับเข้าไปใหม่ ใช้เวลาทั้งหมดเพียงประมาณ 3 นาทีเท่านั้น รวดเร็วทันใจไม่ต่างจากการแวะเติมน้ำมัน
  • ระบบสถานีชาร์จแบบดั้งเดิม (Traditional Fast Charging): นำโดย TELD ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดในจีนที่มีหัวชาร์จมากกว่า 900,000 สถานี เน้นการกระจายตัวที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในเมืองและทางหลวง

Wang Kunpeng รองประธานบริษัท TELD เปรียบเทียบรถ EV และระบบชาร์จว่าเหมือนกับ “ขาสองข้างที่ต้องเดินไปพร้อมกัน” โดยเขากล่าวว่า “หากต้องการให้รถ EV พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จต้องมาก่อน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดี อุตสาหกรรม EV ก็จะยิ่งเติบโต นี่คือกระบวนการที่ส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน”

4. ความกังวลของแคนาดา โอกาสการยอมรับ หรือภัยความมั่นคง?

ข้อดีของการเปิดรับ EV จีนคือการได้เห็นนวัตกรรมระดับโลก และช่วยกระตุ้นให้อัตราการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในแคนาดาเติบโตเร็วขึ้น กลุ่มผู้ขับขี่ EV และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมต่างผลักดันให้มีตัวเลือกในตลาดมากขึ้น เพื่อสร้างการแข่งขันและดึงราคารถยนต์ให้ต่ำลง

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ในแคนาดากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จากการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ ในช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเขากำลังเผชิญวิกฤตจากนโยบายภาษีของทรัมป์

Doug Ford มุขมนตรีแห่งรัฐออนแทรีโอ (Ontario) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดา ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รถ EV จากจีนอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ชาวแคนาดาร่วมกัน “คว่ำบาตรรถยนต์ไฟฟ้าของจีน” พร้อมเน้นย้ำว่า “จงสนับสนุนบริษัทที่สร้างและประกอบรถยนต์ในบ้านเราเอง มันง่ายๆ แค่นั้น”

นอกจากนี้ ฟอร์ด ยังเรียก EV จากจีนว่าเป็น “รถสายลับ” (Spy Cars) โดยแสดงความกังวลว่ารถยนต์เหล่านี้จะเก็บข้อมูลของผู้ขับขี่และส่งกลับไปยังประเทศจีน ทว่าประเด็นนี้ถูกปฏิเสธโดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

“มันเป็นความเข้าใจที่ผิดโดยสิ้นเชิง คุณมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตั้งอยู่ในแคนาดา ดังนั้นข้อมูลจะไม่มีทางถูกส่งกลับมาจีนแน่นอน” Sun Xiaohong อดีตผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากคณะกรรมการยานยนต์ระหว่างประเทศแห่งหอการค้าจีนในปักกิ่งกล่าว ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในแคนาดายังระบุว่า ความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลนั้นอาจจะดูเกินจริงไปเล็กน้อย เนื่องจากแอปพลิเคชันสัญชาติจีนที่ชาวแคนาดาใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น TikTok ก็มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้มานานหลายปีแล้ว

5. ประตูบานเล็กที่มีความหมายอันยิ่งใหญ่

แม้ตลาดแคนาดาจะเปิดรับรถ EV จีนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม แต่คาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่ชาวแคนาดาจะได้สัมผัสรถยนต์รุ่นประหยัดจากแบรนด์อย่าง BYD, Chery หรือ Geely เนื่องจากผู้ส่งออกน่าจะจัดลำดับความสำคัญให้กลุ่มรถยนต์รุ่นพรีเมียมที่มีราคาสูงก่อน ภายใต้โควตานำเข้าที่ค่อนข้างจำกัดเพียง 49,000 คัน

แม้จะยังไม่มีบริษัทจีนรายใดประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะส่งรถเข้ามา แต่สัญญาณการเตรียมความพร้อมนั้นชัดเจนมาก:

  • มีรายงานว่า BYD กำลังมองหาทำเลในการเปิดโชว์รูมและดีลเลอร์
  • Zeekr ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในแคนาดาไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
  • Geely ได้เปิดศูนย์ทดสอบความปลอดภัยขนาดใหญ่ใกล้กับโรงงาน Zeekr เพื่อปรับปรุงมาตรฐานรถยนต์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ระดับสากล

Zhang Xiang เลขาธิการสมาคมการเคลื่อนที่อัจฉริยะระหว่างประเทศในเซี่ยงไฮ้ (International Intelligent Mobility Association) วิเคราะห์ว่า การเข้าสู่ตลาดแคนาดาเปรียบเสมือน “บททดสอบสำคัญ” (Litmus Test)

“หากพวกเขาสามารถเจาะตลาดแคนาดาได้ มันจะเป็นข้อพิสูจน์ว่ารถยนต์ของพวกเขามีมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก และความสำเร็จในแคนาดานี้ จะช่วยให้การขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ที่เคยเข้าถึงได้ยาก กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นทันที”

แม้ว่าตัวเลข 49,000 คันจะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในแคนาดา แต่ในเชิงกลยุทธ์แล้ว มันคือตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ยอดขายในประเทศจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและเริ่มชะลอตัวลง การส่งออกจึงเป็นทางรอดเดียวของค่ายรถจีน ซึ่งปัจจุบันพวกเขากำลังส่งออกจำนวนมากไปยังเม็กซิโกและมองหาลู่ทางตั้งโรงงานที่นั่น

จาง ทิ้งท้ายว่า แม้ค่ายรถยนต์จีนอาจจะยังไม่ได้กำไรจากการส่งออกไปแคนาดาในช่วงแรก เนื่องจากต้องลงทุนสูงในการสร้างเครือข่ายดีลเลอร์และพันธมิตร แต่ผลตอบแทนในระยะยาวนั้นคุ้มค่าแน่นอน “ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้เห็นรถยนต์ของ NIO วิ่งอยู่บนท้องถนนในแคนาดา นั่นแปลว่าเป้าหมายของพวกเขาบรรลุผลสำเร็จแล้ว เพราะมันคือการโฆษณาแบรนด์ที่ดีที่สุดในระดับสากล”

CBC

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้