Mazda วางแผน MX-5 เจเนอเรชันใหม่ รองรับขุมพลังไฟฟ้า พร้อมพัฒนารถสปอร์ตเรือธงเหนือกว่า Miata

Mazda วางแผน MX-5 เจเนอเรชันใหม่ รองรับขุมพลังไฟฟ้า พร้อมพัฒนารถสปอร์ตเรือธงเหนือกว่า Miata
Mazda ยืนยันว่า MX-5 เจเนอเรชันใหม่กำลังได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในอนาคต โดยตั้งเป้าควบคุมน้ำหนักตัวรถให้อยู่ระหว่างไม่ถึง 1,000–1,200 กิโลกรัม แม้ต้องติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม
นอกจากนี้ Masahiro Moro มาซาฮิโระ โมโร่ ประธานและซีอีโอของ Mazda ยังต้องการสร้างรถสปอร์ตเรือธงระดับสูง ซึ่งอาจผลิตด้วยวิธีประกอบด้วยมือและวางตำแหน่งเหนือกว่า MX-5 อย่างชัดเจน
MX-5 รุ่นใหม่ต้องพร้อมสำหรับยุคไร้เครื่องยนต์สันดาป
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Mazda MX-5 หรือ Miata พิสูจน์ให้เห็นว่ารถสปอร์ตไม่จำเป็นต้องมีกำลังมหาศาล แต่หัวใจสำคัญคือโครงสร้างน้ำหนักเบา การควบคุมที่เป็นธรรมชาติ และความสนุกในการขับขี่
อย่างไรก็ตาม กฎสำคัญข้อหนึ่งของ MX-5 กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อ Masahiro Moro เปิดเผยว่า MX-5 เจเนอเรชันถัดไป ซึ่งใช้รหัสพัฒนาว่า “NE” จะต้องได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร Mazda ในออสเตรเลียเคยให้ข้อมูลว่า MX-5 รุ่นต่อไปอาจเป็นเจเนอเรชันสุดท้ายที่ยังใช้เครื่องยนต์สันดาป แต่ Mazda ก็ต้องเตรียมโครงสร้างรถให้รองรับสถานการณ์ที่เครื่องยนต์น้ำมันไม่สามารถทำตลาดต่อไปได้ เนื่องจากกฎระเบียบด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
“รถรุ่นต่อไปต้องพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่มีเครื่องยนต์สันดาป ความท้าทายของเราคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีน้ำหนักเบาลง โดยไม่ต้องใช้วัสดุราคาแพงอย่างคาร์บอนไฟเบอร์” Moro กล่าวกับสื่อเยอรมนี Auto Motor und Sport

ตั้งเป้าน้ำหนักไม่เกิน 1,200 กิโลกรัม
Mazda จะไม่พึ่งพาวัสดุคอมโพสิตราคาแพงเป็นหลัก แต่จะพยายามลดน้ำหนักของโครงสร้างด้วยวัสดุทั่วไปและกระบวนการทางวิศวกรรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เป้าหมายของบริษัทถือว่าท้าทายอย่างมาก โดยทีมพัฒนาต้องการควบคุมน้ำหนัก MX-5 รุ่นใหม่ให้อยู่ระหว่างต่ำกว่า 1,000 กิโลกรัม ไปจนถึงประมาณ 1,200 กิโลกรัม
“ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้” Moro กล่าว
หาก Mazda ทำสำเร็จ MX-5 ไฟฟ้าอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกับรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน หรือหนักขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับ MX-5 รุ่นปี 2026 สเปกยุโรป ซึ่งมีน้ำหนักเริ่มต้นประมาณ 1,003 กิโลกรัมโดยไม่รวมผู้ขับขี่
ด้านงานออกแบบ มีความเป็นไปได้ว่า MX-5 รุ่นใหม่จะได้รับอิทธิพลจาก Mazda Iconic SP Concept รถสปอร์ตต้นแบบที่นำเสนอแนวทางการออกแบบยุคใหม่ของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม Mazda ยังไม่ได้ยืนยันรูปแบบตัวถังหรือดีไซน์ของรถรุ่นผลิตจริง
ยังไม่ทิ้งเครื่องยนต์น้ำมันและระบบไฮบริด
แม้กำลังเตรียมพร้อมสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า แต่ Mazda ยังไม่ได้ตัดเครื่องยนต์สันดาปออกจากแผนพัฒนา MX-5 เจเนอเรชันใหม่
รถรุ่นนี้มีแนวโน้มจะได้รับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Skyactiv-Z ขนาด 2.5 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เจเนอเรชันใหม่ของบริษัท ขณะเดียวกัน ระบบไฮบริดก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือก หากสามารถติดตั้งได้โดยไม่ทำลายแนวคิดเรื่องน้ำหนักเบาและความคล่องตัวของ MX-5
หากมีการใช้ระบบไฮบริด กำลังสูงสุดอาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 220 แรงม้า หรือ 223 PS สูงกว่า MX-5 สเปกสหรัฐฯ รุ่นปัจจุบันที่มีกำลัง 181 แรงม้า หรือ 184 PS รวมถึง MX-5 12R รุ่นพิเศษในญี่ปุ่นที่มีกำลัง 197 แรงม้า หรือ 200 PS
ความท้าทายสำคัญคือ Mazda จะออกแบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรให้สามารถรองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป ระบบไฮบริด และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า โดยยังรักษาน้ำหนัก การกระจายน้ำหนัก และบุคลิกการขับขี่แบบดั้งเดิมของ MX-5 เอาไว้
MX-5 เจเนอเรชันใหม่คาดว่าจะยังไม่เปิดตัวก่อนปี 2028 ส่งผลให้รุ่น ND ซึ่งเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2015 มีอายุในตลาดยาวนานกว่า 13 ปี
Mazda เตรียมสร้าง “Hero Car” เหนือกว่า MX-5
นอกเหนือจาก MX-5 รุ่นใหม่แล้ว Masahiro Moro ยังต้องการให้ Mazda มีรถสปอร์ตเรือธงอีกหนึ่งรุ่น เพื่อทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของแบรนด์
“ผมต้องการ Hero Car สำหรับ Mazda เป็นรถเรือธงที่สามารถถ่ายทอดคุณค่าของแบรนด์เราได้อย่างสมบูรณ์แบบ” Moro กล่าว
MX-5 จะยังคงเป็นรถสปอร์ตที่เข้าถึงได้ง่าย เน้นความสนุกในการขับขี่และราคาที่ไม่สูงเกินไป แต่ Moro มองว่า Mazda ยังขาดรถยนต์รุ่นพิเศษที่อยู่ในระดับสูงกว่าและสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
รถสปอร์ตปริศนารุ่นนี้อาจไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อสร้างยอดขายจำนวนมาก แต่จะเน้นความพิเศษ งานฝีมือ และความเป็นเอกสิทธิ์ โดยซีอีโอ Mazda ระบุว่ารถอาจได้รับการประกอบด้วยมือเป็นส่วนใหญ่
แม้ยังไม่มีการยืนยันว่ารถสปอร์ตเรือธงดังกล่าวจะใช้เครื่องยนต์โรตารี ระบบไฮบริด หรือขุมพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่แนวคิดนี้สะท้อนว่า Mazda ยังต้องการรักษาตัวตนของแบรนด์รถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่ แม้อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าก็ตาม

