จีน–EU ดีลคุมรถ HEV–PHEV จากจีน! จ่อลดส่งออกต่ำกว่าคาดกว่า 50% ใน 4 ปี หวังเลี่ยงภาษีใหม่

จีนและสหภาพยุโรป (EU) บรรลุความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการค้ารถยนต์ไฮบริด HEV และปลั๊กอินไฮบริด PHEV หลังการเจรจาที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 8–9 ตุลาคม 2569 โดยฝ่ายยุโรประบุว่าแนวทางดังกล่าวอาจทำให้การส่งออกรถไฮบริดจากจีนไปยัง EU ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้มากกว่า 50% หรือคิดเป็นรถยนต์หลายล้านคัน เพื่อลดความตึงเครียดทางการค้าและหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจีนจะลดการส่งออกรถไฮบริดลงครึ่งหนึ่งจากยอดปัจจุบันทันที แต่เป็นการชะลอการเติบโตเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการในอนาคตของคณะกรรมาธิการยุโรป โดยรายละเอียดมาตรการยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของ EU ก่อนมีผลบังคับใช้
จีนและ EU ตกลงเรื่องรถยนต์ไฮบริดอย่างไร?
วันที่ 9 ตุลาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยผลการประชุมกลไกปรึกษาหารือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 ตุลาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
การประชุมครั้งนี้นำโดยนาย Wang Wentao รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน และนาย Maroš Šefčovič กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางการค้า การส่งออกรถยนต์ การเข้าถึงตลาด และมาตรการควบคุมการส่งออก โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฮบริดจากจีนในตลาดยุโรป ภายหลังการประชุม นาย Šefčovič เปิดเผยว่า จีนและ EU มีความเข้าใจร่วมกันในการชะลอการส่งออกรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดจากจีนมายังยุโรป
ฝ่ายยุโรปประเมินว่าแนวทางดังกล่าวมีศักยภาพทำให้ปริมาณส่งออกรถในช่วง 4 ปีข้างหน้า ต่ำกว่ากรณีที่ไม่มีมาตรการใหม่มากกว่า 50% และอาจช่วยลดจำนวนรถยนต์จีนที่จะเข้าสู่ตลาดยุโรปจากระดับคาดการณ์ได้หลายล้านคัน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือและบรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับการค้ารถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด แต่ยังไม่ได้ประกาศตัวเลขการลดส่งออก 50% หรือวิธีดำเนินการอย่างเป็นทางการในคำชี้แจงของฝ่ายจีน
ลดการส่งออกรถไฮบริด 50% หมายความว่าอะไร?
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ตัวเลข 50% ไม่ได้คำนวณจากยอดส่งออกรถยนต์ในปัจจุบันโดยตรง แต่เปรียบเทียบกับแนวโน้มการส่งออกในอนาคต หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า
คณะกรรมาธิการยุโรปใช้การคาดการณ์ปริมาณการส่งออกในช่วง 4 ปีข้างหน้าเป็นฐานเปรียบเทียบ โดยประเมินผลจากมาตรการที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณา
ตัวอย่างการคำนวณเพื่อให้เข้าใจง่าย
สมมติว่าปัจจุบันจีนส่งออกรถไฮบริดไปยุโรปปีละ 500,000 คัน และหากไม่มีมาตรการควบคุม EU ประเมินว่าในอนาคตยอดส่งออกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคันต่อปี
- ปริมาณส่งออกปัจจุบันสมมติ 500,000 คันต่อปี
- ปริมาณส่งออกที่คาดการณ์ในอนาคต 2,000,000 คันต่อปี
- หากการส่งออกต่ำกว่าคาดการณ์ 50% จะเหลือ 1,000,000 คันต่อปี
จะเห็นว่า แม้จำนวนรถยนต์ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 50% แต่ปริมาณส่งออกยังมากกว่าปัจจุบันได้ถึงสองเท่า
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมายจริงที่จีนหรือ EU ประกาศ และมาตรการจริงพิจารณาผลกระทบตลอดช่วง 4 ปี ไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะปีใดปีหนึ่ง
ทำไมยุโรปต้องการควบคุมรถไฮบริดจากจีน?
สาเหตุสำคัญมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์จีน โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด ซึ่งกำลังเพิ่มการแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป
ผู้ผลิตจีนสามารถนำเสนอรถยนต์ที่มีอุปกรณ์มาตรฐานจำนวนมาก เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่ทันสมัย และราคาที่แข่งขันได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตยุโรปต้องเผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคา ยอดขาย และกำลังการผลิต ฝ่าย EU มองว่าการขยายตัวของรถยนต์นำเข้าจากจีนอย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในภูมิภาคและการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์
ขณะเดียวกัน จีนยังมีฐานการผลิตขนาดใหญ่และต้องการขยายตลาดส่งออกเพื่อรองรับการเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์ภายในประเทศ
ยอดส่งออกรถยนต์จีนไปยุโรปพุ่งแรงในปี 2569
ข้อมูลสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจีน หรือ China Passenger Car Association (CPCA) ที่รายงานโดย CarNewsChina ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 จีนส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปยังสหภาพยุโรปรวมประมาณ 1.56 ล้านคัน
ในจำนวนดังกล่าวมีรถยนต์ประเภทสำคัญ ได้แก่
- รถยนต์ไฟฟ้า BEV: ประมาณ 630,000 คัน เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด PHEV: ประมาณ 490,000 คัน เพิ่มขึ้น 179%
- รถยนต์ไฮบริด HEV: ประมาณ 270,000 คัน เพิ่มขึ้น 142%
จากตัวเลขดังกล่าว การส่งออกรถยนต์ HEV และ PHEV รวมกันอยู่ที่ประมาณ 760,000 คันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ตามข้อมูลที่สื่ออ้างอิง โดยเฉพาะรถ PHEV ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 179% สะท้อนว่าความต้องการรถยนต์จีนในยุโรปไม่ได้จำกัดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า BEV อีกต่อไป
ส่วนแบ่งตลาดรถไฮบริดจีนในยุโรปเพิ่มขึ้น
CarNewsChina อ้างอิงข้อมูลสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป หรือ ACEA ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แบรนด์รถยนต์จีนมีส่วนแบ่งตลาดรถไฮบริดในยุโรปประมาณ 14% และมีส่วนแบ่งตลาดรถปลั๊กอินไฮบริดประมาณ 25%
การเติบโตดังกล่าวทำให้รถยนต์จีนกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าร่วมกัน
สำหรับผู้ผลิตจากจีน การขยายตลาด PHEV มีความสำคัญ เนื่องจากรถยนต์ประเภทนี้ช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการประหยัดพลังงาน แต่ยังต้องการความสะดวกในการเดินทางระยะไกลโดยไม่พึ่งพาสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว
จีนยอมลดการส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี?
การเจรจาครั้งนี้สะท้อนความพยายามของจีนและ EU ในการลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่นำเข้าจากจีน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2567 และกำหนดระยะเวลามาตรการ 5 ปี มาตรการดังกล่าวกำหนดอัตราภาษีตอบโต้การอุดหนุนเพิ่มเติมแตกต่างกันตามผู้ผลิต โดยอยู่ในช่วง 7.8–35.3% นอกเหนือจากภาษีนำเข้าปกติที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษี BEV เดิมเป็นคนละประเด็นกับการเจรจาควบคุมการเติบโตของการส่งออกรถ HEV และ PHEV ในเดือนตุลาคม 2569 การบรรลุความเข้าใจครั้งล่าสุดอาจช่วยลดโอกาสที่ข้อพิพาทด้านรถไฮบริดจะขยายตัวไปสู่มาตรการภาษีใหม่ แต่ยังไม่ถือเป็นการยกเลิกภาษีรถยนต์ไฟฟ้าที่ EU ใช้อยู่แล้ว
ข้อตกลงจีน–EU มีผลบังคับใช้หรือยัง?
ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของฝ่ายยุโรป นาย Šefčovič ระบุว่า จำเป็นต้องรายงานผลการเจรจาต่อประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและผู้นำประเทศสมาชิก ก่อนเปิดเผยรายละเอียดของกลไกดำเนินการและเริ่มขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตาม ได้แก่
- แนวทางควบคุมหรือชะลอปริมาณส่งออกรถไฮบริดจากจีน
- ฐานการคำนวณและเป้าหมายปริมาณรถยนต์ในช่วง 4 ปี
- ผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้นำเข้ารถยนต์แต่ละราย
- มาตรการกำกับดูแลและการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง
- ขั้นตอนการอนุมัติและวันเริ่มใช้มาตรการจริง
ทั้งจีนและ EU ยืนยันความตั้งใจแก้ไขข้อพิพาทภายใต้กรอบกฎขององค์การการค้าโลก หรือ WTO โดยกำหนดเจรจาระดับรัฐมนตรีผ่านระบบวิดีโอในเดือนมกราคม 2570 และการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมีนาคม 2570
ข้อตกลงนี้เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าประเภทอื่นด้วย
นอกเหนือจากอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งสองฝ่ายยังมีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่องการเข้าถึงตลาดจีนสำหรับสินค้าจาก EU เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ น้ำมันมะกอก และรองเท้า โดยฝ่ายยุโรประบุว่าสินค้าที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าการส่งออกปัจจุบันรวมเกือบ 4,000 ล้านยูโร
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเพื่ออำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กถาวรจากจีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูง
วิเคราะห์ผลกระทบ: รถไฮบริดจีนจะหันมาบุกตลาดไทยมากขึ้นหรือไม่?
แม้ข้อตกลงระหว่างจีนและ EU จะเกี่ยวข้องกับตลาดยุโรปโดยตรง แต่ผลกระทบในระยะยาวอาจขยายไปถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ในภูมิภาคอื่น รวมถึงประเทศไทย
1. ผู้ผลิตรถยนต์จีนอาจให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น
หากการขยายยอดขายในยุโรปถูกจำกัด ผู้ผลิตรถยนต์จีนบางรายอาจทบทวนแผนส่งออกและกระจายการทำตลาดไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อรักษาการเติบโตของธุรกิจ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นและจีน โดยมีรถยนต์ทั้ง BEV, HEV และ PHEV ทำตลาดอยู่แล้ว จึงอาจเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ผลิตจีนจะนำรถยนต์ที่เดิมเตรียมส่งออกไปยุโรปมาจำหน่ายในประเทศไทยแทน
2. ตลาด HEV และ PHEV ในไทยอาจแข่งขันรุนแรงขึ้น
หากผู้ผลิตจีนเพิ่มเป้าหมายยอดขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจทำให้การแข่งขันด้านราคา เทคโนโลยี การรับประกัน และอุปกรณ์มาตรฐานเข้มข้นขึ้น สำหรับตลาดไทย ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota และ Honda มีฐานลูกค้ารถยนต์ไฮบริดอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ผลิตจีนหลายรายกำลังขยายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนผสมเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า
การแข่งขันดังกล่าวอาจส่งผลดีต่อผู้บริโภคในด้านทางเลือกและความคุ้มค่า แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อตกลงจีน–EU จะทำให้ราคารถไฮบริดในประเทศไทยปรับลดลงโดยตรง
3. การลงทุนฐานการผลิตนอกจีนอาจมีความสำคัญเพิ่มขึ้น
ผู้ผลิตรถยนต์ที่ต้องการรักษาการเข้าถึงตลาดต่างประเทศอาจพิจารณาการกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ประเทศไทยมีโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนอยู่แล้ว จึงมีศักยภาพรองรับการลงทุนบางประเภท
อย่างไรก็ตาม การตั้งโรงงานนอกจีนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นข้อจำกัดของ EU โดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิจารณากฎถิ่นกำเนิดสินค้า ขอบเขตของมาตรการ และเงื่อนไขของข้อตกลงฉบับสุดท้าย
4. ผู้บริโภคไทยอาจมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องติดตาม
หากการแข่งขันด้านรถไฮบริดขยายตัว ผู้บริโภคไทยอาจมีทางเลือกด้านระบบขับเคลื่อนและระดับราคามากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นใหม่ยังขึ้นอยู่กับต้นทุน ภาษี กำลังการผลิต ความต้องการของตลาด และยุทธศาสตร์ของผู้ผลิตแต่ละราย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงจีน–EU เพียงปัจจัยเดียว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จีนจะลดการส่งออกรถไฮบริดไปยุโรป 50% จริงหรือไม่?
ฝ่าย EU ระบุว่าความเข้าใจร่วมกันครั้งนี้อาจทำให้การส่งออกรถ HEV และ PHEV จากจีนในช่วง 4 ปีข้างหน้า ต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้มากกว่า 50% ไม่ใช่การลดปริมาณจากยอดส่งออกปัจจุบันทันที โดยยังรอรายละเอียดการดำเนินการอย่างเป็นทางการ
รถยนต์ประเภทใดเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้?
กลุ่มหลักคือรถยนต์ไฮบริด HEV และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด PHEV ที่ส่งออกจากจีนไปยังสหภาพยุโรป ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า BEV มีมาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุนและกระบวนการเจรจาที่แยกจากกัน
EU ยกเลิกภาษีนำเข้ารถไฟฟ้าจีนแล้วหรือยัง?
ยังไม่มีการประกาศยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุนรถยนต์ BEV จากจีนที่เริ่มใช้ในปี 2567 การเจรจาครั้งล่าสุดไม่ได้หมายความว่าภาษีดังกล่าวถูกยกเลิก
จีนจะส่งรถไฮบริดมาขายประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่?
มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจีนจะให้ความสำคัญกับตลาดอื่นเพิ่มขึ้น หากการส่งออกไปยุโรปถูกจำกัด แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าข้อตกลงนี้จะทำให้รถไฮบริดจากจีนเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นโดยตรง
รถไฮบริดจีนในประเทศไทยจะลดราคาหรือไม่?
ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเกิดการลดราคา เพราะราคาจำหน่ายในประเทศไทยขึ้นอยู่กับต้นทุน ภาษี การแข่งขัน นโยบายผู้ผลิต และแผนการตลาดของแต่ละแบรนด์
ข้อตกลงจีน–EU เริ่มใช้เมื่อไหร่?
ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ยังไม่มีการประกาศวันเริ่มบังคับใช้มาตรการฉบับสมบูรณ์ ฝ่าย EU จะต้องพิจารณาผลการเจรจาและดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องก่อน
สรุป จีน–EU ลดความตึงเครียดการค้ารถยนต์ แต่ยังไม่จบ
การบรรลุความเข้าใจระหว่างจีนและสหภาพยุโรปครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ HEV และ PHEV ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรป
ฝ่าย EU ต้องการชะลอการขยายตัวของรถยนต์นำเข้าจากจีนเพื่อลดแรงกดดันต่อผู้ผลิตในภูมิภาค ขณะที่จีนต้องการรักษาเสถียรภาพการส่งออกและหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญคือ ตัวเลขมากกว่า 50% เป็นการเปรียบเทียบกับแนวโน้มส่งออกในอนาคตตลอดช่วง 4 ปี ไม่ใช่คำสั่งให้รถยนต์จีนหยุดส่งออกครึ่งหนึ่งทันที
สำหรับประเทศไทย ต้องติดตามว่าหากผู้ผลิตจีนเผชิญข้อจำกัดด้านการเติบโตในยุโรป จะปรับยุทธศาสตร์การส่งออก การลงทุน และการทำตลาดรถยนต์ HEV–PHEV ในภูมิภาคอาเซียนอย่างไร ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในระยะต่อไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- CarNewsChina – China and EU reportedly reach understanding on hybrid vehicle trade (10 October 2026)
- European Commission – Press conference by Maroš Šefčovič, Beijing (9 October 2026)
- Ministry of Commerce of China – Joint Statement on China–EU Trade and Investment Consultations (9 October 2026)
- Ministry of Commerce of China – Explanation of the Consultation Outcomes (10 October 2026)
- European Commission – Guidance on Price Undertakings for Chinese BEVs (12 January 2026)
เรียบเรียงและวิเคราะห์โดย CAR250.COM | ข้อมูล ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2569

