TOYOTA เปิดเกมใหญ่! กดดัน EU ปรับกฎปี 2035 หวังรักษาทางเลือก HEV-PHEV และรถน้ำมัน


เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 Toyota Motor Europe ออกแถลงการณ์จากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรพิจารณาความพร้อมของผู้บริโภค ผู้ผลิตรถยนต์ และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนบังคับใช้มาตรการควบคุมการปล่อย CO₂ ที่เข้มงวดในช่วงปี 2030–2035
โตโยต้าระบุว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ควรดำเนินต่อไป แต่ต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดจริง ไม่ควรจำกัดทางเลือกของผู้ผลิตและผู้บริโภคไว้เพียงเทคโนโลยีเดียว
สรุปข้อเสนอสำคัญของ TOYOTA ต่อกฎรถยนต์ EU ปี 2035
- ปี 2035: สนับสนุนเป้าหมายลด CO₂ จากรถยนต์ใหม่ลง 90% พร้อมมาตรการชดเชยการปล่อยส่วนที่เหลือ
- ปี 2030: ประเมินว่ารถยนต์ไฟฟ้า BEV จะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 45% ต่ำกว่าระดับมากกว่า 55% ที่โตโยต้าประเมินว่าจำเป็นต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนด
- ปี 2028–2032: เสนอให้ใช้การประเมินการปฏิบัติตามเป้าหมาย CO₂ แบบเฉลี่ย 5 ปี
- รถยนต์เพื่อการพาณิชย์: เสนอเป้าหมายลด CO₂ ลง 35% ในปี 2030 และ 80% ในปี 2035
- เชื้อเพลิงหมุนเวียน: เสนอให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยเฉพาะ สามารถได้รับการรับรองเป็นรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ตามกฎหมาย
- Made with Europe: เสนอให้ยุโรปยอมรับพันธมิตรทางการค้าที่เชื่อถือได้ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และตุรกี
ทำไม TOYOTA ต้องการให้ EU ปรับเป้าหมายลด CO₂ ปี 2035?
เดิมทีสหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเบาที่จดทะเบียนใหม่ ตั้งแต่ปี 2035 เป็นต้นไป ต้องลดการปล่อย CO₂ เฉลี่ยของรถใหม่ลง 100% เมื่อเทียบกับระดับอ้างอิงปี 2021
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2025 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอแก้ไขข้อกำหนดดังกล่าว โดยปรับเป้าหมายการลด CO₂ จากท่อไอเสียเหลือ 90% และให้ชดเชยการปล่อยส่วนที่เหลือผ่านมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำและเหล็กที่ผลิตด้วยกระบวนการลดการปล่อยคาร์บอน
ข้อเสนอใหม่ของโตโยต้าจึงสอดคล้องกับแนวทางที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอไว้ก่อนหน้านี้ แต่โตโยต้ายังต้องการความยืดหยุ่นเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถปรับแผนการลงทุนและการพัฒนารถยนต์ได้ตามสถานการณ์ตลาดจริง
ทั้งนี้ การลดเป้าหมายเหลือ 90% ยังเป็นประเด็นในกระบวนการพิจารณานโยบาย ไม่ควรตีความว่ากฎหมาย EU ปี 2035 ถูกยกเลิกแล้ว
TOYOTA คาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในยุโรปปี 2030 อาจมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 45%
หนึ่งในประเด็นสำคัญของแถลงการณ์ครั้งนี้ คือการประเมินทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป โตโยต้าคาดการณ์ว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) จะมีสัดส่วนประมาณ 45% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในปี 2030
ขณะที่บริษัทประเมินว่าข้อกำหนด CO₂ ปัจจุบันอาจทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีสัดส่วนรถยนต์ BEV มากกว่า 55% เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายได้ ตัวเลขทั้งสองจึงมีช่องว่างประมาณ 10 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเสี่ยงที่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคอาจเติบโตช้ากว่าระดับที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องทำให้ได้ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมากกว่า 55% เป็นการประเมินสัดส่วน BEV ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามเป้าหมาย CO₂ ของโตโยต้า ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมายที่บังคับว่าผู้ผลิตทุกรายต้องขายรถยนต์ BEV ในสัดส่วน 55% เท่ากัน
เสนอใช้การประเมินเฉลี่ย 5 ปี แทนการกดดันรายปี
โตโยต้าเสนอให้ใช้ช่วงเวลาประเมินการปฏิบัติตามเป้าหมายการปล่อย CO₂ ระหว่างปี 2028–2032 รวม 5 ปี เพื่อช่วยลดความผันผวนของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในแต่ละปี
แนวทางนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรถยนต์ปรับสมดุลยอดจำหน่ายและการลงทุนระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยไม่ต้องเร่งปรับสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วเกินกว่าความต้องการของตลาด
รถยนต์เบนซิน ดีเซล HEV และ PHEV จะยังขายได้หลังปี 2035 หรือไม่?
ข้อเสนอให้ลด CO₂ ลง 90% แทนการลดลง 100% อาจเพิ่มโอกาสให้รถยนต์บางประเภทที่ยังมีเครื่องยนต์สันดาปภายในสามารถทำตลาดต่อไปได้หลังปี 2035 หากมีคุณสมบัติและการชดเชยการปล่อย CO₂ เป็นไปตามกฎหมายฉบับสุดท้าย
เทคโนโลยีที่อาจเกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายดังกล่าว ได้แก่
- BEV: รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่ไม่มีการปล่อย CO₂ จากท่อไอเสียขณะขับขี่
- HEV: รถยนต์ไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกัน
- PHEV: รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้
- Range Extender: รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อเพิ่มระยะทางวิ่ง
- FCEV: รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน
- ICE: รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่อาจใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำตามเกณฑ์ที่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์ HEV, PHEV หรือรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไปทุกคันจะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายโดยไม่มีเงื่อนไขหลังปี 2035 เพราะการรับรองยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกฎหมายและวิธีคำนวณการปล่อย CO₂ ที่จะมีผลบังคับใช้จริง
TOYOTA ผลักดันเชื้อเพลิงหมุนเวียน ให้มีบทบาทในการลด CO₂
โตโยต้าเสนอให้สหภาพยุโรปรับรองรถยนต์กลุ่ม Vehicles Exclusively Running on Eligible Fuels (VEEF) หรือรถยนต์ที่ใช้เฉพาะเชื้อเพลิงซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ให้สามารถถูกนับเป็นรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แนวทางดังกล่าวต้องมีคำนิยามที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วสหภาพยุโรป และสอดคล้องกับกฎหมายพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Directive หรือ RED III
ประเด็นสำคัญคือ การรับรองตามข้อเสนอนี้จะขึ้นอยู่กับชนิดเชื้อเพลิงและข้อกำหนดการใช้งาน ไม่ใช่การยกเว้นให้รถยนต์ที่เติมน้ำมันเบนซินหรือดีเซลทั่วไปถูกนับว่าปล่อยมลพิษเป็นศูนย์
โตโยต้ายังเสนอให้มีการประเมินเป้าหมายด้าน CO₂ เป็นระยะ หากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้
รถกระบะและรถตู้เชิงพาณิชย์ควรมีเป้าหมาย CO₂ แยกต่างหาก
สำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเบา หรือ Light Commercial Vehicles (LCV) โตโยต้าต้องการให้สหภาพยุโรปใช้ข้อกำหนดแตกต่างจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
บริษัทเสนอเป้าหมายลด CO₂ สำหรับรถยนต์กลุ่มนี้ดังต่อไปนี้
- ปี 2030: ลดการปล่อย CO₂ ลง 35%
- ปี 2035: ลดการปล่อย CO₂ ลง 80%
- การประเมิน: ใช้ระบบเฉลี่ยการปฏิบัติตามเป้าหมายระยะเวลา 5 ปี
เหตุผลสำคัญคือรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีลักษณะการใช้งานแตกต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไป ทั้งด้านระยะทางวิ่ง น้ำหนักบรรทุก และความพร้อมในการปฏิบัติงานต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องพิจารณาต้นทุนการดำเนินงานและข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป
Made with Europe คืออะไร? ทำไม TOYOTA ต้องการเปลี่ยนแนวคิด Made in Europe
นอกจากกฎการปล่อย CO₂ แล้ว โตโยต้ายังเสนอแนวคิด Made with Europe เพื่อให้กฎสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปยอมรับการมีส่วนร่วมจากพันธมิตรทางการค้าที่เชื่อถือได้
โตโยต้ามองว่าการพัฒนาและผลิตรถยนต์หนึ่งคันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในประเทศที่ตั้งโรงงานประกอบเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบจากงานวิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา ชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
บริษัทเสนอให้สหภาพยุโรปพิจารณารวมประเทศพันธมิตรที่มีข้อตกลงการค้าเสรีหรือสหภาพศุลกากร และมีหลักการต่างตอบแทน เช่น สหราชอาณาจักร ตุรกี และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ในกรอบความร่วมมือ
โตโยต้าประเมินว่า หากรวมตลาดยุโรปกับพันธมิตรเหล่านี้ จะมีขนาดตลาดประมาณ 31 ล้านคัน ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอื่น
เสนอเกณฑ์ชิ้นส่วนและมูลค่าการผลิตในยุโรป 70%
รายละเอียดสำคัญของข้อเสนอ Made with Europe ได้แก่
- ทยอยเพิ่มข้อกำหนดด้านมูลค่าองค์ประกอบยุโรปไปสู่ระดับ 70% หลังระยะเปลี่ยนผ่าน 3 ปี
- ใช้มูลค่ารถยนต์ ณ โรงงาน หรือ Ex-Works Value เป็นฐานในการประเมิน โดยนับมูลค่าจากงานวิศวกรรม วิจัยและพัฒนา และการประกอบขั้นสุดท้าย
- ไม่ควรบังคับใช้ข้อกำหนดสำคัญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ก่อนปี 2030
- เสนอให้ลดเกณฑ์สัดส่วนยอดขายรถยนต์ที่เข้าเงื่อนไขโดยรวมจากระดับ 85% ที่เสนอไว้ เหลือ 70%
- ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรการสนับสนุน และรถยนต์สำหรับองค์กร
- ยกเว้นข้อกำหนดด้านการผลิตในภูมิภาคสำหรับรถยนต์ Fuel Cell เป็นการชั่วคราว ระหว่างรอการเติบโตของตลาดและห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ตัวเลข 70% ของมูลค่าองค์ประกอบยุโรปและตัวเลข 70% ของสัดส่วนยอดขายเป็นข้อเสนอคนละส่วน ไม่ใช่เกณฑ์เดียวกัน
TOYOTA เสนออังกฤษทบทวนกฎ ZEV พร้อมกำหนดทิศทางถึงปี 2035
สำหรับสหราชอาณาจักร โตโยต้าเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงนโยบาย Zero Emission Vehicle Mandate หรือ ZEV Mandate ให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของตลาดและแนวทางของสหภาพยุโรป
ข้อเสนอประกอบด้วย
- กำหนดระดับเป้าหมาย ZEV ปี 2030 สำหรับรถยนต์นั่งไม่เกิน 50% ภายใต้กรอบที่มีความยืดหยุ่น
- กำหนดระดับเป้าหมาย ZEV ปี 2030 สำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเบาไม่เกิน 40%
- กำหนดกรอบนโยบายปี 2035 ให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ขยายมาตรการยืดหยุ่นในการปฏิบัติตามข้อกำหนดจนถึงปี 2035
- พิจารณาการยอมรับเชื้อเพลิงหมุนเวียนในแนวทางคล้ายกับ VEEF ของสหภาพยุโรป
- ดำเนินการทบทวน ZEV Mandate ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2027
โตโยต้ามองว่าความชัดเจนทางนโยบายมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในโรงงาน สายการผลิต และการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะเข้าสู่ตลาดได้จริง
TOYOTA ลงทุนในยุโรปแล้วกว่า 12,000 ล้านยูโร
Yoshihiro Nakata ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Toyota Motor Europe ยืนยันจุดยืนว่าโตโยต้าเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตจากต่างประเทศที่เข้ามาจำหน่ายรถยนต์ในภูมิภาคนี้
ข้อมูลจาก Toyota Motor Europe ระบุว่า
- ดำเนินธุรกิจในยุโรปมานานกว่า 60 ปี
- มีพนักงานโดยตรงกว่า 26,000 คน
- ลงทุนสะสมในยุโรปกว่า 12,000 ล้านยูโร นับตั้งแต่ปี 1990
- มีโรงงานผลิตในยุโรปจำนวน 8 แห่ง
- มียอดจำหน่าย Toyota และ Lexus รวมประมาณ 1.229 ล้านคันในปี 2025
- ครองส่วนแบ่งตลาดยุโรปประมาณ 7.2% ในปี 2025
ขณะที่ Matt Harrison ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายองค์กรของ Toyota Motor Europe เน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างยุโรปกับพันธมิตรที่เชื่อถือได้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมมากกว่าการดำเนินนโยบายแบบแยกตัว
วิเคราะห์: TOYOTA กำลังปกป้องอนาคตของรถยนต์ไฮบริดหรือไม่?
หากพิจารณาทิศทางการพัฒนารถยนต์ของโตโยต้าที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีหลายรูปแบบ หรือ Multi-Pathway Approach ข้อเสนอครั้งนี้ถือว่าสอดคล้องกับแนวทางของบริษัทอย่างชัดเจน
โตโยต้าไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องการให้ระบบกฎหมายเปิดโอกาสแก่เทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อย CO₂ ได้ โดยไม่ตัดสินจากชนิดระบบขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว
หากกฎปี 2035 ถูกปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รถยนต์ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนอาจมีโอกาสรักษาบทบาทในตลาดยุโรปต่อไป ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ยังต้องพัฒนา BEV และเทคโนโลยีปล่อยมลพิษต่ำควบคู่กัน เพราะเป้าหมายลด CO₂ ลง 90% ยังคงเป็นข้อกำหนดที่เข้มงวดมาก เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในอดีต
อีกด้านหนึ่ง การผ่อนคลายกฎอาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและการลงทุนในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ก็อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นช้ากว่าเดิมได้เช่นกัน ประเด็นนี้จึงต้องพิจารณาควบคู่กับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตยุโรป
สรุป TOYOTA ต้องการอะไรจาก EU ในปี 2035?
ข้อเรียกร้องสำคัญที่สุดของโตโยต้าคือ การกำหนดเป้าหมายลด CO₂ ที่เข้มงวดแต่สามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีหลายรูปแบบและยอมรับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร
แนวคิด Made with Europe ไม่ได้มีความหมายเฉพาะด้านการผลิตรถยนต์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาฐานอุตสาหกรรม การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปในระยะยาว
สำหรับผู้บริโภค ประเด็นที่ต้องติดตามคือกฎหมาย CO₂ ปี 2035 ฉบับสุดท้ายจะมีเงื่อนไขอย่างไร และจะเปิดทางให้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาป รวมถึง HEV และ PHEV สามารถจำหน่ายต่อไปได้มากน้อยเพียงใด
ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ข้อเสนอของโตโยต้าเป็นการเรียกร้องเชิงนโยบาย ไม่ใช่ประกาศว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทุกประเภทได้รับอนุญาตให้จำหน่ายหลังปี 2035 แล้ว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
EU ยกเลิกกฎห้ามขายรถยนต์เบนซินปี 2035 แล้วหรือยัง?
ยังไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ กรอบกฎหมายเดิมกำหนดเป้าหมายลด CO₂ จากรถยนต์ใหม่ 100% ในปี 2035 ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปมีข้อเสนอแก้ไขเป็น 90% พร้อมมาตรการชดเชย ซึ่งรายละเอียดสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับกระบวนการออกกฎหมาย
ทำไม Toyota ต้องการลด CO₂ ปี 2035 เหลือ 90%?
เพราะโตโยต้าต้องการให้เป้าหมายสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และเปิดทางให้ผู้ผลิตสามารถใช้เทคโนโลยีหรือมาตรการลด CO₂ หลายรูปแบบภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
รถยนต์ HEV และ PHEV จะยังขายในยุโรปหลังปี 2035 ได้หรือไม่?
มีความเป็นไปได้ภายใต้ข้อเสนอแก้ไขกฎ CO₂ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารถยนต์ HEV และ PHEV ทุกรุ่นจะได้รับอนุญาต โดยต้องรอรายละเอียดกฎหมายฉบับสุดท้ายและหลักเกณฑ์การรับรอง
Made with Europe ต่างจาก Made in Europe อย่างไร?
Made with Europe เป็นแนวคิดที่โตโยต้าเสนอให้ยอมรับมูลค่าการผลิตและความร่วมมือจากพันธมิตรที่เชื่อถือได้ เช่น ญี่ปุ่น ตุรกี และสหราชอาณาจักร แทนการจำกัดการพิจารณาเฉพาะการผลิตภายในสหภาพยุโรป
Toyota คาดการณ์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปปี 2030 เท่าไร?
โตโยต้าคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้า BEV จะมีสัดส่วนประมาณ 45% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในปี 2030 ขณะที่บริษัทประเมินว่าข้อกำหนด CO₂ อาจจำเป็นต้องมีสัดส่วน BEV มากกว่า 55% เพื่อปฏิบัติตามเป้าหมาย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. Toyota Motor Europe – Made with Europe: Toyota calls for partnership and pragmatism to secure Europe’s automotive competitiveness เผยแพร่วันที่ 16 ตุลาคม 2026
2. European Commission – CO₂ Emission Performance Standards for Cars and Vans
3. European Commission – Proposal COM(2025) 995: Revision of CO₂ Standards
เรียบเรียงและวิเคราะห์โดย CAR250.COM | ข้อมูล ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

