Stellantis “รีเซ็ตธุรกิจ” ครั้งใหญ่ ชะลอเกม EV ตั้งค่าใช้จ่าย 26.2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 826,000 ล้านบาท ฟื้นธุรกิจ

Stellantis เดินเกมครั้งสำคัญหลังการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง โดยประกาศ “รีเซ็ตธุรกิจ” พร้อมตั้งค่าใช้จ่ายพิเศษรวม 26.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 826,000 ล้านบาท สะท้อนการปรับทิศทางจากการเร่งรุก EV ไปสู่แนวทางใหม่ที่บริษัทเรียกว่า “freedom of choice” หรือการให้ลูกค้าเลือกขุมพลังได้ตามความต้องการจริง ทั้ง ICE / Hybrid / EV

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณว่า “ความเร็วของการเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้า” ในตลาดยังไม่เป็นเส้นตรง และควรขับเคลื่อนด้วย ดีมานด์ มากกว่า คำสั่ง/เป้าหมายเชิงนโยบาย (demand rather than command) ซึ่งส่งผลต่อทั้งแผนผลิตภัณฑ์ ซัพพลายเชน และโครงการรถบางรุ่นที่ถูกยกเลิก

ประเด็นใหญ่ที่สะเทือนวงการ: Stellantis ลดน้ำหนัก EV และปรับแผน Ram ครั้งสำคัญ

ภายใต้การเขย่าทีมและปรับยุทธศาสตร์ บริษัทมีการเปลี่ยนหมากหลายด้าน โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ เช่น

  • ยุติ/ลดบทบาทปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในบางแนวทางของตลาดอเมริกาเหนือ เพื่อลดความซับซ้อนของไลน์อัปและให้สอดคล้องกับความต้องการจริง
  • ยุติโครงการ Ram 1500 REV (ไฟฟ้าล้วน) ตามแผนที่ถูกปรับใหม่ (เป็นหนึ่งในรายการที่เกี่ยวกับ “โครงการยกเลิก” ในงบตั้งค่าใช้จ่าย)
  • ดึงเครื่องยนต์ V8 กลับมา ทั้ง 5.7L Hemi V8 และเครื่อง 6.2L Supercharged V8 สำหรับรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง TRX เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ “ยังต้องการแรงและเสียง” ในตลาดรถกระบะ/สมรรถนะ

ภาพรวมคือ Stellantis กำลัง “ถอยหนึ่งก้าวเพื่อจัดระเบียบใหม่” แทนการเร่งเดินหน้าล้วน ๆ ด้วย EV โดยเฉพาะในเซกเมนต์ที่ลูกค้ายังให้คุณค่ากับ ICE/ไฮบริดสูง เช่น รถกระบะและรถสมรรถนะ

“Freedom of Choice” คืออะไร และทำไมถึงแพงขนาดนี้?

Freedom of choice ในที่นี้หมายถึง Stellantis จะไม่ผลักดันตลาดไปทางเดียว แต่จะทำไลน์อัปให้ลูกค้า “เลือกได้” ระหว่าง

  1. เครื่องยนต์สันดาป (ICE) เพื่อความคุ้นเคย ต้นทุนครอบครองในบางพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่า
  2. ไฮบริด/ปลั๊กอินไฮบริด (Hybrid/PHEV) เป็นตัวกลางของการเปลี่ยนผ่าน
  3. รถไฟฟ้า (BEV) สำหรับตลาด/กลุ่มลูกค้าที่พร้อมจริง

ปัญหาคือ เมื่อบริษัทเคย “เดิมพัน EV หนักเกินไป” การกลับลำมายังโมเดลที่ยืดหยุ่นทำให้ต้องจ่ายต้นทุนครั้งใหญ่ ทั้งด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การยกเลิกโครงการ การปรับซัพพลายเชนแบตเตอรี่/ชิ้นส่วน EV และการจัดโครงสร้างองค์กร

คำพูดจาก CEO Antonio Filosa: ยอมรับ “ประเมินความเร็วการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงเกินจริง”

CEO คนปัจจุบัน Antonio Filosa ระบุว่า การรีเซ็ตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เริ่มตั้งแต่ปี 2025 เพื่อทำให้ “ความต้องการของลูกค้า” กลับมาเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจอีกครั้ง โดยยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สะท้อน “ต้นทุนของการประเมินความเร็วการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่สูงเกินจริง” จนทำให้บริษัทห่างจากความต้องการ กำลังซื้อ และความต้องการใช้งานจริงของผู้บริโภคในหลายตลาด

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง “ผลกระทบจากการดำเนินงานที่ผิดพลาดในอดีต” ซึ่งทีมใหม่กำลังทยอยแก้ไข

เจาะตัวเลข ค่าใช้จ่าย 26.2 พันล้านดอลลาร์ มาจากอะไรบ้าง?

Stellantis แบ่งองค์ประกอบหลักของค่าใช้จ่าย/รายการตั้งสำรอง (charge) ออกเป็นหลายส่วน โดยสรุปได้ดังนี้

หมวดค่าใช้จ่าย มูลค่า (ดอลลาร์) คำอธิบายย่อ
ปรับแผนผลิตภัณฑ์ให้ตรงดีมานด์ + กฎมลพิษสหรัฐฯ 17.4 พันล้าน หรือ 548,000 ล้านบาท รีอะไลน์แผนสินค้าให้สอดคล้องตลาดและข้อกำหนดใหม่ รวมถึง “ลดความคาดหวังต่อ BEV”
ตัดจำหน่ายโครงการที่ถูกยกเลิก 3.4 พันล้าน หรือ 107,000 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ที่ถูกยกเลิก/หยุดเดินหน้า
ปรับขนาดซัพพลายเชน EV 2.5 พันล้าน หรือ 78,800 ล้านบาท “Resize” เครือข่ายจัดหาแบตเตอรี่/ชิ้นส่วน EV ให้เหมาะกับยอดขายที่คาดใหม่
โครงสร้างองค์กร/การดำเนินงานอื่น ๆ 6.4 พันล้าน หรือ 201,000 ล้านบาท รวมถึงการลดพนักงานในยุโรป และการปรับกระบวนการภายใน
สรุปหมวดค่าใช้จ่ายพิเศษที่ Stellantis เปิดเผยจากแผนรีเซ็ตธุรกิจ

อ่านเกม: ตัวเลข 17.4 พันล้านดอลลาร์คือ “ก้อนใหญ่สุด” เพราะเป็นการยอมรับว่าต้องปรับแผนสินค้าให้เข้ากับทั้งตลาดและข้อกำหนดด้านไอเสียของสหรัฐฯ พร้อมลดความคาดหวังต่อ BEV ลงอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพการเงินครึ่งหลังปี 2025 รายได้ยังสูง แต่คาดขาดทุนสุทธิหนัก

บริษัทคาดการณ์รายได้ครึ่งหลังของปี 2025 อยู่ที่ราว 92.2–94.6 พันล้านดอลลาร์ หรือ  2.90 – 2.98 ล้านล้านบาท ซึ่งฟังดู “ไม่แย่” ในเชิงยอดขายรวม แต่ไฮไลต์ที่ทำให้ตลาดช็อกคือการคาด ขาดทุนสุทธิ 22.4–24.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 706,000 – 782,000 ล้านบาท ในช่วงเดียวกัน

ผลที่ตามมา:

  • ยกเลิกเงินปันผลประจำปี 2026 เพื่อรักษาสภาพคล่อง
  • อนุมัติการออกตราสารหนี้ ได้สูงสุดราว 5.9 พันล้านดอลลาร์ หรือ 186,000 ล้านบาท เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางการเงิน
  • หุ้นร่วงแรง ตลาดตอบสนองเชิงลบอย่างหนัก จากความกังวลเรื่องการตั้งสำรองและทิศทางธุรกิจ

ทำไมหุ้นถึงร่วง? มุมมองนักลงทุนต่อ “รีเซ็ต”

สำหรับนักลงทุน การตั้งค่าใช้จ่ายระดับนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ “งบกระดาษ” แต่สื่อว่า

Advertisement Advertisement
  1. แผนเดิมมีความคลาดเคลื่อน (over-estimate) ทั้งด้านยอดขาย EV และจังหวะตลาด
  2. ต้นทุนปรับทัพสูง ตั้งแต่ R&D, แพลตฟอร์ม, ซัพพลายเชน ไปจนถึงคน
  3. ความไม่แน่นอนระยะสั้นสูง เพราะการปรับไลน์อัปต้องใช้เวลา และอาจกระทบกำไรต่อคัน

อย่างไรก็ตาม “รีเซ็ต” อาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดการเผาเงินในทิศทางที่ตลาดยังไม่ตอบรับเท่าที่คาด และกลับมาสร้างยอดขายจากสินค้าที่ลูกค้าซื้อจริง

แสงสว่างในข่าวร้าย ยอดส่งมอบเพิ่มขึ้น และคุณภาพดีขึ้นชัดเจน

Stellantis ระบุว่ามีสัญญาณบวกหลายด้าน เช่น

  • ยอดส่งมอบรวมครึ่งหลังเพิ่ม 11% เป็น 2.8 ล้านคัน
  • การเติบโตเกิดในหลายภูมิภาคหลัก: อเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, ยุโรป, จีน, ตะวันออกกลาง & แอฟริกา
  • คุณภาพดีขึ้น จำนวนปัญหาที่รายงานในเดือนแรกของการใช้งานลดลงมาก (มากกว่า 50% ในอเมริกาเหนือ และมากกว่า 30% ในยุโรป เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปี 2025)

การลดปัญหาช่วงแรกใช้งานเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะช่วยลดเคลม/ต้นทุนรับประกัน และฟื้นความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว

ไลน์อัปสินค้าใหม่ที่หวังพยุงยอดขาย Jeep และ Dodge เดินหน้าเต็มที่

เพื่อพยุงยอดขาย Stellantis เตรียม “ชุดสินค้าใหม่และปรับโฉม” หลายรุ่น โดยแกนสำคัญคือฝั่ง Jeep และ Dodge ได้แก่

  • Jeep Cherokee รุ่นใหม่
  • Jeep Compass รุ่นใหม่/อัปเดต
  • Jeep Recon (สายลุย)
  • Grand Cherokee และ Grand Wagoneer รุ่นไมเนอร์เชนจ์/ปรับโฉม
  • Dodge Charger ที่หวังแรงหนุนจากเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง เทอร์โบคู่
  • Ram 1500 เครื่อง Hemi ที่ถูกระบุว่ากำลัง “ขายดี/ได้รับความนิยม” หลังการนำกลับมา

บทสรุปเชิงกลยุทธ์: Stellantis กำลัง “กลับไปหาความจริงของตลาด”

หากสรุปให้ชัด Stellantis กำลังทำ 3 อย่างพร้อมกัน:

  1. ยอมรับความจริง ว่าจังหวะตลาด EV อาจช้ากว่าที่เคยประเมิน
  2. ลดความเสี่ยง ด้วยการยืดหยุ่นไลน์อัป ให้ลูกค้าเลือก ICE/Hybrid/EV
  3. จ่ายราคาเพื่อปรับโครงสร้าง ผ่านการตั้งค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ การปรับซัพพลายเชน และการจัดทัพองค์กร

ระยะสั้นภาพการเงินยัง “หนัก” และความผันผวนสูง แต่ระยะกลางถึงยาว จุดชี้ขาดคือ Stellantis จะทำให้แนวคิด “freedom of choice” กลายเป็น “กำไรจริง” ได้หรือไม่ ผ่านสินค้าที่ลูกค้าซื้อจริง คุณภาพที่ดีขึ้น และการบริหารต้นทุนที่คุมอยู่

Stellantis ใหญ่ขนาดไหน ?

Stellantis N.V. เป็นหนึ่งใน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2026 โดยนับเป็นกลุ่มยานยนต์ระดับท็อปทั้งใน ยุโรปและตลาดโลก ด้วยขนาดธุรกิจและส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่มาก ดังนี้

ขนาดของธุรกิจและตัวเลขสำคัญ

  • Stellantis เป็น กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติ มีสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ และมีสำนักงานบริหารในสหรัฐฯ พร้อมพนักงานร่วม ประมาณ 248,000 คนทั่วโลก (ข้อมูลปี 2024)
  • ในปี 2024 บริษัทมีรายได้สูงถึงประมาณ €156.9 พันล้าน และผลิตรถรวม ประมาณ 5.4 ล้านคัน ทั่วโลก
  • ใน 2025 บริษัทมียอดจดทะเบียนรถยนต์รวมกว่า 2.4 ล้านคันในยุโรป EU30 และมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 16% ของยอดขายรถยนต์รวมในยุโรป

ตำแหน่งในตลาดโลก

  • จากการจัดอันดับโดย Focus2Move กลุ่ม Stellantis อยู่ใน อันดับที่ 4 ของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลก (2025) โดยมีส่วนแบ่งตลาดรวมเติบโตในหลายภูมิภาค
  • ในรายการบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในยุโรป (Fortune Global 500) Stellantis อยู่ใน อันดับต้นๆ ของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์, อยู่ใกล้เคียงกับ BMW และ Mercedes-Benz โดยมีรายได้มากกว่า €204 พันล้าน (ประมาณอันดับ 6 ของยูโรป)

แบรนด์ภายใต้เครือและขอบเขตตลาด

Stellantis รวมแบรนด์รถยนต์หลากหลาย ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น

  • Jeep, Ram, Dodge (ตลาดอเมริกา)
  • Peugeot, Citroën, Opel/Vauxhall, Fiat, Alfa Romeo, Lancia, Maserati (ยุโรปและตลาดทั่วโลก) นั่นหมายถึง Stellantis ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งทั่วไป รถออฟ-โรด รถกระบะ และ รถเชิงพาณิชย์ในหลากหลายภูมิภาค

แบรนด์ยุโรป

  • Peugeot — รถยนต์นั่ง/EV ตลาดแมสของฝรั่งเศส

  • Citroën — เน้นความสบายและดีไซน์

  • Opel — แบรนด์เยอรมัน (ขายในยุโรปแผ่นดินใหญ่)

  • Vauxhall — เวอร์ชันอังกฤษของ Opel

  • Fiat — รถเมือง/คอมแพ็กต์จากอิตาลี

แบรนด์อิตาลี (กลุ่มพรีเมียม/สปอร์ต)

  • Alfa Romeo — สปอร์ตพรีเมียม

  • Lancia — แบรนด์ประวัติศาสตร์ (ปัจจุบันโฟกัสยุโรป)

  • Maserati — ลักชัวรีระดับสูง

  • Abarth — สายสปอร์ตของ Fiat

แบรนด์อเมริกาเหนือ

  • Jeep — SUV/Off-road ระดับโลก

  • Ram Trucks — รถกระบะและเชิงพาณิชย์

  • Dodge — รถสมรรถนะสูง/มัสเซิลคาร์

  • Chrysler — รถครอบครัว/MPV

รถเชิงพาณิชย์

  • DS Automobiles — พรีเมียมฝรั่งเศส (แยกจาก Citroën)

Carscoop