33.5 กม./ลิตร Changan Auto เปิดตัวแพลตฟอร์มไฮบริด “Blue Core Super Engine” หวังเจาะตลาดโลก


Changan Auto เปิดตัวแพลตฟอร์มไฮบริด “Blue Core Super Engine” ชูจุดเด่นประหยัดน้ำมัน เจาะตลาดโลก
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม บริษัท Changan Auto ได้ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด “บลู คอร์ ซูเปอร์ไฮบริด” อย่างเป็นทางการ ในแถลงการณ์ชื่อ “ชางกัน บลู เวล ซูเปอร์ไฮบริด” และเป็นที่ทราบกันดีว่า “บลู คอร์ ซูเปอร์ไฮบริด” จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์รุ่น V ใหม่
Changan Auto ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มไฮบริด “Blue Core Super Engine” (蓝鲸超擎混动) โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ซื้อรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทั่วโลกกว่า 70 ล้านคนต่อปี ผู้ผลิตรถยนต์ของรัฐแห่งนี้ได้ลงทุนกว่า 2 พันล้านหยวน (ประมาณ 9,396 ล้านบาท) ในห้องปฏิบัติการเฉพาะทางเพื่อพัฒนาสถาปัตยกรรมนี้ โดยตั้งเป้าหมายอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสำหรับการขับขี่ในเมืองไว้ที่ 2.98 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 33.5 กม./ลิตร
-
ก้าวสู่ยุคไฮบริดเต็มรูปแบบ: แพลตฟอร์ม Blue Core ดั้งเดิมที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2012 นั้นเน้นไปที่เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เป็นหลัก แต่เจเนอเรชัน “Super Engine” นี้ ถูกรื้อโครงสร้างใหม่เพื่อทำเป็นระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยเฉพาะ
-
ให้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นพระเอก: ระบบใหม่นี้เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานมาเป็น “เน้นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนเป็นหลัก” (Electric-priority) ส่วนเครื่องยนต์สันดาปจะทำหน้าที่ปั่นไฟหรือเข้ามาช่วยเสริมกำลังในบางจังหวะเท่านั้น ทำให้ผู้ขับขี่ได้ฟีลลิ่งอัตราเร่งและความเงียบเหมือนขับรถ EV
-
อัปเกรดเทคโนโลยีขั้นสุด: นำเทคโนโลยีหัวฉีดแรงดันสูงพิเศษ 500 บาร์ (ที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2024) มาปรับใช้ร่วมด้วย เพื่อรีดประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมันในเมืองให้ลงมาต่ำสุดระดับ 2.98 ลิตร/100 กม. ซึ่งเป็นตัวเลขที่เครื่องยนต์เจนเก่าทำไม่ได้
Changan ระบุว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นผลลัพธ์จากวงจรการพัฒนาที่ยาวนานถึง 6 ปี ซึ่งใช้ทีมวิศวกรกว่า 1,000 คน และสร้างความสำเร็จทางเทคนิค (Technical breakthroughs) ถึง 163 รายการ ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของระบบส่งกำลัง โดย Changan วางตำแหน่งระบบนี้ให้เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน (Transition technology) สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพความประหยัดเทียบเท่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จแบบปลั๊กอิน
วิวัฒนาการด้านขุมพลังทางเทคนิค (Technical Power Evolution)
แพลตฟอร์ม Blue Core เป็นการต่อยอดจากเครื่องยนต์ซีรีส์ปี 2012 ของ Changan และระบบหัวฉีดแรงดันสูงพิเศษ 500 บาร์ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2024 แพลตฟอร์มเวอร์ชันใหม่นี้ใช้แนวทางการทำงานแบบผสาน “น้ำมันและไฟฟ้า” เข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักเหนือเครื่องยนต์ เพื่อตรวจสอบความทนทานในระยะยาว ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบบนถนนจริงเป็นระยะทางกว่า 2 ล้านกิโลเมตร บนพื้นผิวถนน 70 ประเภททั่วโลก
Changan ได้กำหนดตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองในเมืองที่ 2.98 ลิตร/100 กม. หรือ 33.5 กม./ลิตร ให้เป็นเป้าหมายประสิทธิภาพหลัก ด้วยการปรับจูนเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ แพลตฟอร์มนี้จึงสามารถแก้ปัญหาการสูญเสียเชื้อเพลิงในระดับสูงซึ่งมักพบในการจราจรที่ติดขัด นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังได้รับการปรับแต่งให้ตอบสนองด้วยแรงบิดสูงในทันที และมีระดับเสียงรบกวนที่ต่ำลง เพื่อจำลองลักษณะการขับขี่ให้ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนให้มากที่สุด
กลยุทธ์ระดับโลก “Vast Ocean”
การเปิดตัวเทคโนโลยีนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับเป้าหมายของ Changan ในการทำยอดขายในต่างประเทศให้ถึง 750,000 คันภายในปี 2026 แพลตฟอร์มนี้ได้รับการพัฒนาโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกและการวิจัยที่สำคัญจากศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ของ Changan ในเมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นไปตามมาตรฐานสากล
หมุดหมายสำคัญ (Milestones) สำหรับการบุกตลาดระดับโลกในปี 2026 ได้แก่:
- ศูนย์กลางในประเทศไทย (Thailand Hub): ปัจจุบันโรงงานผลิตรถยนต์ในจังหวัดระยองของ Changan กำลังขยายกำลังการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา (RHD) เพื่อส่งออกไปยังตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ และสหราชอาณาจักร
- การขยายตลาดในยุโรป (European Expansion): หลังจากการก่อตั้งบริษัทสาขาในประเทศเยอรมนีที่เมืองมิวนิกเมื่อปี 2025 Changan กำลังใช้กลยุทธ์ “In Europe, For Europe” (ในยุโรป เพื่อยุโรป) เพื่อนำเสนอรถยนต์ไฮบริดรุ่นเหล่านี้เข้าสู่ตลาดนอร์เวย์ เยอรมนี และสหราชอาณาจักร
- การทดสอบระดับภูมิภาค (Regional Testing): ฤดูกาลทดสอบระดับโลกปี 2026 (2026 Global Testing Season) กำลังดำเนินการอยู่ในเทือกเขาแอลป์ในยุโรปและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบประหยัดน้ำมัน 2.98 ลิตร ในสภาพอากาศที่แตกต่างกันแบบสุดขั้ว
ผลกระทบต่อตลาด (Market Impact)
ระบบ Blue Core ก้าวเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งระบบ DM-i 5.0 ของ BYD และ NordThor (Leishen) EM-i ของ Geely ได้เคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไว้ต่ำถึง 2.62 ลิตร/100 กม. ไปแล้ว ดังนั้นเป้าหมายการสิ้นเปลืองในเมืองที่ 2.98 ลิตรของ Changan จึงถือเป็น “เกมรับ” เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ซีรีส์ UNI และ CS ในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับการหั่นราคาอย่างรุนแรงจากไลน์อัพรถยนต์ PHEV แบบครบวงจรของ BYD
ในมุมมองของห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) การลงทุน 2 พันล้านหยวน (291.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ช่วยให้ Changan สามารถดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบเกียร์ไฮบริดและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power-electronic) ได้ภายในองค์กรของตนเอง (In-house) ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 ภายนอกอย่างในอดีต (เช่น การพึ่งพาแบรนด์ Aisin สำหรับระบบเกียร์ประสิทธิภาพสูง)
แผนงานแบบพหุวิถี (Multi-Pathway Roadmap)
การมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดในครั้งนี้สอดคล้องกับการอัดฉีดเงินทุนของ Changan เข้าสู่แบรนด์ Deepal ซึ่งได้รับเงินทุนระดับ Series C มูลค่ามหาศาลถึง 6.12 พันล้านหยวน (890.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปลายปี 2025 เพื่อนำไปใช้ขยายการผลิตรถยนต์ EV เจเนอเรชันที่สอง
นอกจากนี้ Changan และ CATL เพิ่งจะร่วมกันเปิดตัว Nevo A06 ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่ผลิตจำนวนมาก (Mass-produced) เป็นรุ่นแรกของโลก โดยมาพร้อมกับแบตเตอรี่ CATL Naxtra ขนาด 45 kWh กลยุทธ์การใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนนี้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องระยะทางขับขี่และความปลอดภัยในสภาพอากาศหนาวจัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทการเป็น “สะพานเชื่อม” ของแพลตฟอร์ม Blue Core ที่มีต่อผู้ใช้งานรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) แบบดั้งเดิมในยุคเปลี่ยนผ่านนี้
