เปิดขายจีน 751,000 – 892,000 บาท BYD SEAL 07 EV ชาร์จไว 10-97% ใน 9 นาที พร้อมระยะวิ่ง 705 กม./ชาร์จ CLTC

BYD Seal 07 EV (รุ่นปี 2026) ในประเทศจีน
BYD Seal 07 EV เปิดตัวในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมซีดานที่มาเขย่าวงการด้วยเทคโนโลยี Flash Charging 2.0 และการติดตั้ง LiDAR เป็นมาตรฐานในรุ่นท็อป เพื่อท้าชนกับคู่แข่งอย่าง Tesla Model 3 และ Xiaomi SU7 โดยเฉพาะ
1. ราคาจำหน่ายและรุ่นย่อย (China Spec)
(คำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 CNY = 4.698 THB)
| รุ่นย่อย | ราคา (หยวน) | ราคาไทย (คำนวณตรง) | ไฮไลท์สำคัญ |
| 705 Elite (เริ่มต้น) | 159,900 | 751,210 บาท | แพลตฟอร์ม 800V, วิ่งไกล 705 กม. |
| 705 Honor (รุ่นกลาง) | 169,900 | 798,190 บาท | เพิ่ม HUD, เครื่องเสียงพรีเมียม, เบาะเป่าลม/อุ่น |
| 705 Flagship (ตัวท็อป) | 189,900 | 892,150 บาท | มี LiDAR, ระบบช่วยขับ God’s Eye, ช่วงล่างปรับไฟฟ้า |
สมรรถนะและมิติตัวถัง (Performance & Dimensions)
ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด e-Platform 3.0 Evo ซึ่งเน้นประสิทธิภาพการจัดการพลังงานที่สูงขึ้น
- มิติตัวถัง: ยาว 4,995 มม. / กว้าง 1,910 มม. / สูง 1,495 มม.
- ระยะฐานล้อ: 2,900 มม. (เทียบเท่ารถยนต์ Segment E-Class)
- พละกำลัง: มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) 240 kW (322 แรงม้า)
- แรงบิด: 305 นิวตันเมตร
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 6.5 วินาที
- ความเร็วสูงสุด: 200 กม./ชม.
นิยามใหม่ของการชาร์จ: Flash Charging 2.0
นี่คือจุดเด่นที่สุดของรุ่นปี 2026 ด้วยแบตเตอรี่ Second-Gen Blade Battery (69.07 kWh) ที่รองรับการชาร์จแรงดันสูงเป็นพิเศษ
- 10% → 97% ใน 9 นาที: ทำลายสถิติการชาร์จในรถยนต์ระดับเดียวกัน
- ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ 400 กม.: เร็วเกือบเท่าการเติมน้ำมัน
- Extreme Cold Charging: ในอุณหภูมิ -30°C ยังชาร์จ 20% → 97% ได้ในเวลาเพียง 12 นาที
- รองรับกำลังไฟสูงสุด: 1,500 kW (เมื่อใช้กับตู้ BYD Flash Charger)
เทคโนโลยีและความอัจฉริยะ (Intelligence)
BYD ยกระดับการขับขี่อัตโนมัติขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบ God’s Eye 5.0 (DiPilot 300)
- LiDAR: ติดตั้งบนหลังคาในรุ่นท็อป เพื่อการตรวจจับวัตถุที่แม่นยำสูง
- Smart Driving: รองรับ City NOA (ขับอัตโนมัติในเมือง), Highway Pilot และระบบจอดรถอัจฉริยะทุกรูปแบบ
- ระบบช่วงล่าง: Yun-Nian C (Cloud-Chassis C) ปรับความหนืดโช้คอัพแบบแปรผันตามสภาพถนนอัตโนมัติ
- ความปลอดภัย: ถุงลมนิรภัย 11 จุดรอบคัน และระบบควบคุมเสถียรภาพเมื่อยางระเบิดที่ความเร็วสูงถึง 180 กม./ชม.
ภายในและความสะดวกสบาย (Interior)
ห้องโดยสารออกแบบในสไตล์ “Haihui New Luxury” ที่ดูสุขุมและพรีเมียมกว่ารุ่นก่อนหน้า
- หน้าจอ: จอหมุนอัจฉริยะ 15.6 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลบนกระจกหน้า (W-HUD)
- การควบคุม: เปลี่ยนเกียร์แบบก้านหลังพวงมาลัย (Column Shifter) เพื่อเพิ่มพื้นที่คอนโซลกลาง
- สิ่งอำนวยความสะดวก: ตู้เย็นในรถ (Heating/Cooling), ที่ชาร์จมือถือไร้สาย 50W พร้อมระบบระบายความร้อน, และเบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลังและรองรับต้นขา

FULL SPEC CHINA
มิติตัวถังภายนอก
- ความยาวตลอดคัน: 4,995 มิลลิเมตร (ยาวเกือบ 5 เมตร ซึ่งยาวกว่า Seal รุ่นเดิมถึง 195 มิลลิเมตร)
- ความกว้าง: 1,910 มิลลิเมตร
- ความสูง: 1,495 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 2,900 มิลลิเมตร (ช่วยให้พื้นที่วางขาด้านหลังกว้างขวางระดับรถผู้บริหาร)
- ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า: 1,640 มิลลิเมตร
- ระยะห่างระหว่างล้อคู่หลัง: 1,650 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวรถ (Curb Weight): ประมาณ 1,940 กิโลกรัม
- รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 5.5 เมตร (ถือว่าคล่องตัวมากเมื่อเทียบกับความยาวรถเกือบ 5 เมตร)
- ขนาดล้อและยาง: มาตรฐานใช้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางซีรีส์ 225/50 R18
- ความจุห้องสัมภาระท้าย: 465 ลิตร (สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้พร้อมกันหลายใบ)
- ช่องเก็บของภายใน: มีทั้งหมด 29 จุดทั่วห้องโดยสาร
- พื้นที่ใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk): มีพื้นที่เก็บของเพิ่มเติมพร้อมระบบเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
มอเตอร์ไฟฟ้าและสมรรถนะ
- รูปแบบการขับเคลื่อน: ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ติดตั้งที่เพลาหลัง (Rear-Wheel Drive)
- ประเภทมอเตอร์: มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) พัฒนาโดย Nanjing BYD
- พละกำลังสูงสุด: 240 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 326 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด: 305 นิวตันเมตร
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ทำได้ใน 6.5 วินาที
- ความเร็วสูงสุด: 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แบตเตอรี่ (Second-Gen Blade Battery)
- ประเภท: ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) รุ่นใหม่ล่าสุด blade battery GEN 2 “Flash” Variant
- ความจุ: 69.07 kWh
- เทคโนโลยีโครงสร้าง: CTB (Cell-to-Body) ที่รวมแบตเตอรี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวถัง เพิ่มความแข็งแกร่งและการทรงตัว
- ระยะทางวิ่งสูงสุด: 705 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)
- อัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน: ต่ำเพียง 10.8 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร
ระบบการชาร์จ (Charging)
-
การชาร์จกระแสตรง (DC Fast Charge):
- รองรับสถาปัตยกรรมแรงดันสูง 800V
- มาพร้อมเทคโนโลยี Flash Charging 2.0 ที่รองรับกำลังไฟสูงสุดมหาศาล (ร่วมกับสถานีชาร์จ 1,500 kW ของ BYD)
- ความเร็วการชาร์จ: 10% ถึง 97% ใช้เวลาเพียง 9 นาที (ที่อุณหภูมิปกติ)
- ชาร์จด่วน 5 นาที: สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ถึง 400 กิโลเมตร
- ในสภาวะหนาวจัด (-30°C): ยังสามารถชาร์จ 20% ถึง 97% ได้ใน 12 นาที
- การชาร์จกระแสสลับ (AC Charge): รองรับสูงสุด 7 kW (สำหรับเวอร์ชันจีน)
- ระบบจ่ายไฟภายนอก (V2L): รองรับการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกสูงสุด 6 kW (พร้อมปลั๊กพ่วง 220V ในตัวรถ)
ระบบจัดการความร้อนและเทคโนโลยีอื่นๆ
- Heat Pump: ระบบปั๊มความร้อนอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพแบตเตอรี่ได้กว่า 85% แม้ในอุณหภูมิต่ำถึง -10°C
- Smart Pulse Self-Heating: เทคโนโลยีการทำความร้อนด้วยตัวเองของแบตเตอรี่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการชาร์จไวในทุกสภาพอากาศ
- ระบบเบรก: ระบบเบรกอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับระบบกู้คืนพลังงาน (Energy Regeneration) ช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งและถนอมผ้าเบรก

ระบบช่วงล่าง
โครงสร้างพื้นฐาน (Chassis Layout)
- ช่วงล่างด้านหน้า: เป็นแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) ซึ่งเน้นความคล่องตัวและการตอบสนองของพวงมาลัยที่ฉับไว
- ช่วงล่างด้านหลัง: เป็นแบบ อิสระ 5 ลิงก์ (Five-Link Independent Suspension) ซึ่งถือเป็นจุดเด่น เพราะช่วยซับแรงกระแทกจากพื้นถนนได้ละเอียดกว่าระบบ Multi-link ทั่วไป และช่วยให้ล้อหลังยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยมเวลาเข้าโค้ง
ระบบเบรค
- เบรกหน้า: จานเบรกแบบมีช่องระบายความร้อน (Ventilated Discs) เพื่อการระบายความร้อนที่ดีเยี่ยมแม้เบรกต่อเนื่อง
- เบรกหลัง: จานเบรกแบบจานตัน (Solid Discs) หรือแบบมีช่องระบายความร้อนในรุ่นท็อป
- คาลิปเปอร์: ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบรีเจน (Regenerative Braking) ได้อย่างสมูท
- ระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Power Brake – IPB)
ระบบความปลอดภัยและการกู้คืนพลังงาน
- Regenerative Braking: ระบบหน่วงความเร็วเพื่อชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ ซึ่งในรุ่นนี้สามารถทำงานได้ละเอียดขึ้น ช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรกได้มากกว่า 50%
- High-speed Blowout Stability: หากเกิดเหตุยางระเบิดที่ความเร็วสูง ระบบเบรกจะทำงานร่วมกับมอเตอร์เพื่อรักษาเสถียรภาพของรถ ไม่ให้รถปัดหรือเสียหลัก
- AEB (Automatic Emergency Braking): ทำงานร่วมกับ LiDAR (ในรุ่นท็อป) เพื่อตรวจจับวัตถุและสั่งเบรกฉุกเฉินได้แม่นยำขึ้นแม้ในที่แสงน้อย
เทคโนโลยีเด่น: Yun-Nian C (Cloud-Chassis C)
ในรุ่นท็อป (705 Flagship) จะได้รับการติดตั้งระบบควบคุมตัวถังอัจฉริยะ Yun-Nian C (DiSus-C) ซึ่งมีความพิเศษคือ:
- ระบบปรับความหนืดอัตโนมัติ: โช้คอัพสามารถปรับความแข็ง-นุ่มได้แบบเรียลไทม์ตามสภาพถนนและลักษณะการขับขี่ เช่น จะนุ่มนวลเมื่อขับผ่านทางขรุขระ และจะแข็งขึ้นเพื่อลดการโคลงของตัวถัง (Body Roll) เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว
- ระบบ Yun-Nian Pre-scan: ทำงานร่วมกับกล้องและเซนเซอร์เพื่อ “มอง” สภาพถนนล่วงหน้า และเตรียมปรับช่วงล่างรอรับแรงกระแทกก่อนที่รถจะไปถึง (ฟีเจอร์นี้จะอัปเดตผ่าน OTA ในภายหลัง)
ระบบความปลอดภัยและการควบคุม
- High-speed Blowout Stability System: ระบบควบคุมเสถียรภาพเมื่อเกิดเหตุยางระเบิดที่ความเร็วสูง (สูงสุด 180 กม./ชม.) โดยระบบจะทำงานร่วมกับช่วงล่างและมอเตอร์เพื่อรักษาทิศทางรถไม่ให้เสียหลัก
- Comfortable Braking Control: ระบบช่วยควบคุมอาการ “หน้าทิ่ม” ขณะเบรก เพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายที่สุดและลดอาการเมารถ (Anti-Motion Sickness Mode)
การออกแบบภายนอก
การออกแบบภายนอกของ BYD Seal 07 EV (2026) ยึดหลักการออกแบบที่เรียกว่า “Ocean Aesthetics 2.0” (สุนทรียศาสตร์แห่งมหาสมุทร) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว และความพรีเมียมในสไตล์รถซีดานผู้บริหาร โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ชุดไฟหน้าใหม่: ใช้ไฟหน้าแบบ LED ทรงตัว “E” หรือที่เรียกว่า Double U-shaped ที่มีความเพรียวบางและคมชัดขึ้น พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) ที่ดูทันสมัย
- กระจังหน้าแบบปิดสนิท: เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้า 100% ด้านหน้าจึงเป็นแบบเรียบเพื่อเน้นประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ แต่มีการทำเส้นสายรูปตัว “X” ที่กันชนหน้าเพื่อให้ดูมีมิติและดุดัน
- ช่องดักลมด้านล่าง: มีระบบ Active Air Intake Grille (กระจังหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ) เพื่อช่วยระบายความร้อนให้ระบบแบตเตอรี่และมอเตอร์อย่างเหมาะสม
- เซนเซอร์ LiDAR: สำหรับรุ่นท็อป (705 Flagship) จะมี “โหนก” บริเวณเหนือกระจกหน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งของเลเซอร์สแกนสำหรับการขับขี่อัตโนมัติที่แม่นยำ
- ทรงรถแบบ Fastback: ตัวรถมีหลังคาที่ลาดเทไปด้านหลังในสไตล์คูเป้ 4 ประตู ช่วยลดแรงต้านอากาศและทำให้รถดูสปอร์ตพรีเมียม
- มือจับประตูแบบซ่อน (Hidden Door Handles): จะเรียบเนียนไปกับตัวถังและยื่นออกมาเมื่อปลดล็อก ช่วยลดแรงเสียดทานของลมและเพิ่มความสวยงามแบบมินิมอล
- เส้นสายตัวถัง (Waistline): มีเส้นสายที่ลากยาวจากซุ้มล้อหน้าไปถึงท้ายรถ ช่วยให้รถดูยาวและดูมีพลังขณะเคลื่อนที่
- ล้ออัลลอย: ใช้ล้อลายใบพัดแบบทูโทนขนาด 18 นิ้ว ที่ออกแบบมาเพื่อลดลมหมุนวนบริเวณล้อ (Aero Wheels)
- ไฟท้ายแบบ贯穿式 (Full-width LED): ไฟท้ายพาดยาวจากซ้ายไปขวาที่เป็นเอกลักษณ์ของ BYD ภายในโคมไฟมีการออกแบบลายจุดแบบ “Water Drop Matrix” ที่มีลักษณะเหมือนหยดน้ำกระจายตัว
- โลโก้ใหม่: ใช้โลโก้ “BYD” แบบเรืองแสงสีแดงที่ด้านท้าย (แทนการใช้ตัวอักษร Build Your Dreams แบบเดิม) ทำให้ดูทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น
- ดิฟฟิวเซอร์หลัง: กันชนล่างออกแบบให้มีแผงจัดเรียงกระแสลม (Diffuser) ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มแรงกดและเสถียรภาพในการขับขี่ความเร็วสูง
- หลังคากระจกพาโนรามา: หลังคากระจกขนาดใหญ่เกือบเต็มพื้นที่หลังคา ช่วยให้รถดูโปร่งและล้ำสมัย (พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้ามาให้ในตัว)
- ฝากระโปรงหน้า: ออกแบบให้มีเส้นสันนูน (Muscular Lines) ที่ช่วยให้รถดูมีพละกำลัง
- พอร์ตชาร์จไฟ: ติดตั้งไว้ที่บริเวณแก้มรถด้านหลัง เพื่อความสะดวกในการถอยเข้าซองเพื่อชาร์จไฟ
การออกแบบภายในและระบบอำนวยความสะดวก
ถูกยกระดับภายใต้แนวคิด “Haihui New Luxury” ที่เน้นความหรูหรา เรียบง่าย และการใช้งานที่ล้ำสมัยกว่าเดิม โดยมีรายละเอียดเจาะลึกดังนี้ครับ
การออกแบบห้องโดยสาร (Interior Design)
- แนวคิดการออกแบบ: ห้องโดยสารเน้นความกว้างขวางและดูสุขุมมากขึ้น ลดความสปอร์ตที่จี๊ดจ๊าดลงแล้วเพิ่มความพรีเมียมด้วยวัสดุบุนุ่มและหนังคุณภาพสูงทั่วทั้งคัน
- คันเกียร์แบบใหม่ (Column Shifter): เปลี่ยนจากหัวเกียร์คริสตัลที่คอนโซลกลาง ไปเป็นก้านเกียร์ที่หลังพวงมาลัย (怀挡) ทำให้คอนโซลกลางดูสะอาดตาและเพิ่มพื้นที่สำหรับช่องเก็บของและที่วางแก้ว
- พวงมาลัย: แบบมัลติฟังก์ชันทรง 4 ก้าน ดีไซน์ใหม่ที่ดูพรีเมียม พร้อมระบบอุ่นพวงมาลัย (Heated Steering Wheel) มาให้เป็นมาตรฐาน
- แสงสว่าง: ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) แบบหลากสีที่ปรับเปลี่ยนตามจังหวะเพลงหรือโหมดการขับขี่ พร้อมไฟส่องสว่างบริเวณเท้าและมือจับประตู
2. เบาะนั่งและการจัดวาง (Seating & Comfort)
-
วัสดุ: เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียม ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ซัพพอร์ตสรีระได้ดีในการขับขี่ระยะไกล
-
เบาะนั่งคู่หน้า:
- ฝั่งคนขับ: ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง มีระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Seat) และระบบต้อนรับ (Easy Entry)
- ฝั่งผู้โดยสาร: ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
- ฟังก์ชันเสริม: มีระบบระบายอากาศ (Ventilated) และอุ่นเบาะ (Heated) เป็นมาตรฐาน ส่วนในรุ่น Flagship จะเพิ่มระบบ นวดเบาะ (Massage) มาให้ด้วย
-
เบาะนั่งด้านหลัง:
Advertisement Advertisement- ความสบาย: ในรุ่นท็อป (Flagship) จะติดตั้งระบบระบายอากาศและอุ่นเบาะมาให้สำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วย ซึ่งหาได้ยากในรถระดับเดียวกัน
- พื้นที่: ระยะฐานล้อ 2,900 มม. ทำให้พื้นที่วางขา (Legroom) กว้างขวางมาก และเบาะหลังสามารถพับแยกได้แบบ 40:60
ระบบบันเทิง (Infotainment System)
- หน้าจอหลัก: จออัจฉริยะแบบหมุนได้ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียดระดับ High-Definition ทำงานบนระบบปฏิบัติการ DiLink 150 (ในรุ่นท็อป) ที่ประมวลผลได้รวดเร็วและรองรับ 5G
- มาตรวัด: จอแสดงผลการขับขี่แบบ Full LCD ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมหน้าจอ W-HUD ที่ยิงข้อมูลการขับขี่ขึ้นบนกระจกหน้า
- ระบบเสียงพรีเมียม: ใช้ชุดเครื่องเสียงจาก Dynaudio โดยในรุ่น Honor จะมีลำโพง 8 ตำแหน่ง และเพิ่มเป็น 12 ตำแหน่ง ในรุ่น Flagship พร้อมระบบจำลองเสียงรอบทิศทาง
- ความบันเทิง: รองรับระบบ K-Song (คาราโอเกะ) แบบไม่ต้องใช้ไมค์แยก, ระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะ 4 โซน (สั่งงานได้จากทุกที่นั่ง) และรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเต็มรูปแบบ
ระบบอำนวยความสะดวกสบาย (Convenience Features)
- ตู้เย็นอัจฉริยะ: เฉพาะรุ่น Flagship จะมีตู้เย็นติดตั้งมาให้บริเวณคอนโซลกลาง สามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้ง แช่เย็นและอุ่นร้อน
- การชาร์จไร้สาย: แท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายกำลังไฟ 50W พร้อมระบบเป่าลมเย็นระบายความร้อนที่ตัวมือถือขณะชาร์จ
- ระบบปรับอากาศ: ระบบปรับอัตโนมัติแบบ 2 โซน พร้อมไส้กรองอากาศ PM2.5 ประสิทธิภาพสูง และระบบฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิสูงผ่านการสั่งงานระยะไกล
- หลังคา: หลังคากระจกพาโนรามาขนาดใหญ่ พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้าที่เปิด-ปิดได้สนิทเพื่อกันความร้อนจากแสงแดดเมืองไทย
- เทคโนโลยีการเข้ารถ: รองรับกุญแจดิจิทัลผ่าน NFC (ใช้มือถือหรือนาฬิกาปลดล็อก), กุญแจบลูทูธ และมีระบบติดตั้ง ETC มาให้ในตัว (สำหรับเวอร์ชันจีน)
การจัดเต็มทั้งระบบนวดเบาะ ตู้เย็น และระบบเสียง Dynaudio 12 ลำโพง ทำให้ Seal 07 EV รุ่นปี 2026 กลายเป็นรถที่เน้น “สุนทรียภาพในการเดินทาง” มากกว่าแค่ความแรงเพียงอย่างเดียวครับ
ระบบความปลอดภัย
ระบบปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (Passive Safety)
- ถุงลมนิรภัย 12 จุดรอบคัน: มาเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งถุงลมคู่หน้า, ด้านข้างเบาะหน้า-หลัง, ม่านถุงลมยาวตลอดคัน และ ถุงลมกลางระหว่างเบาะหน้า (Far-side Airbag) เพื่อป้องกันคนขับและผู้โดยสารกระแทกกันเอง
- โครงสร้างตัวถัง CTB (Cell-to-Body): แบตเตอรี่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรถ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการบิดตัว (Torsional Rigidity) และกระจายแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมเมื่อเกิดการชน
- เหล็กแรงดึงสูง: ใช้โครงสร้างเหล็กกล้าความเข็งแรงสูงในจุดสำคัญรอบห้องโดยสาร เพื่อรักษาพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้โดยสาร
ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ DiPilot (Active Safety)
- รุ่น Honor (DiPilot 100): เน้นการใช้กล้องและเรดาร์ รองรับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC), ระบบประคองรถในเลน (ICC), และระบบจอดรถอัตโนมัติ
- รุ่น Flagship (DiPilot 300 – God’s Eye): ติดตั้ง LiDAR บนหลังคา ทำให้ตรวจจับวัตถุได้แม่นยำแม้ในที่มืดหรือสภาพอากาศเลวร้าย รองรับระบบ City NOA (ขับอัตโนมัติในเมือง) และระบบนำทางบนทางหลวงระดับสูง
เทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูง (Advanced Tech)
- ระบบควบคุมเสถียรภาพเมื่อยางระเบิดความเร็วสูง (TSC): สามารถควบคุมรถให้ยังคงวิ่งในทางตรงและเบรกได้อย่างปลอดภัย แม้เกิดเหตุยางระเบิดที่ความเร็วสูงถึง 180 กม./ชม.
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB): ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น โดยในรุ่น LiDAR จะสามารถตรวจจับคนเดินถนนหรือจักรยานในมุมอับได้ดีกว่าเดิม
- ระบบเบรกฉุกเฉินความเร็วต่ำ (MEB): ป้องกันการถอยชนหรือชนสิ่งของขณะขยับรถในที่แคบ
- การจอดรถอัจฉริยะ: รองรับทั้งการจอดอัตโนมัติ (APA), การจอดด้วยรีโมท (RPA) และระบบจอดแบบ Valet Parking (AVP) ที่รถสามารถวิ่งไปหาที่จอดเองได้
ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือน
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา: ความละเอียดสูง พร้อมระบบภาพใต้ท้องรถ (Transparent Chassis)
- โหมดเฝ้าระวัง (Sentry Mode): บันทึกภาพรอบคันเมื่อมีสิ่งผิดปกติมาใกล้รถขณะจอด
- ระบบตรวจสอบผู้ขับขี่: มีกล้องตรวจจับอาการเหนื่อยล้า (Fatigue Monitoring) และอาการเสียสมาธิ (Distraction Monitoring) ของคนขับ
- ระบบความปลอดภัยอื่นๆ: การแจ้งเตือนจุดอับสายตา (BSD), เตือนการชนด้านหลัง (RCW), เตือนเมื่อเปิดประตู (DOW) และระบบเตือนแรงดันลมยาง (TPMS)
ระบบ DiPilot: แบ่งตามระดับความฉลาด
ในรุ่นปี 2026 นี้ BYD แบ่งระบบช่วยขับออกเป็น 2 ระดับหลัก เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ต่างกัน:
- DiPilot 100 (รุ่น Elite และ Honor): เน้นความปลอดภัยและการขับขี่บนทางหลวง มาพร้อมกล้องและเรดาร์รอบคัน รองรับ L2+ เช่น การคุมความเร็วแปรผัน และประคองรถในเลน
- DiPilot 300 “God’s Eye” 5.0 (รุ่น Flagship): เป็นระบบท็อปสุดที่ใช้ LiDAR บนหลังคา ทำงานร่วมกับชิปประมวลผลความเร็วสูง และ AI จากความร่วมมือกับ DeepSeek เพื่อวิเคราะห์เส้นทางแบบเรียลไทม์
ฟีเจอร์การขับขี่อัตโนมัติ (Navigation on Autopilot – NOA)
ในรุ่นท็อปที่มี LiDAR รถสามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนแทนมนุษย์ได้ในหลายสถานการณ์:
- City NOA (การขับขี่อัจฉริยะในเมือง): รถสามารถเลี้ยวที่ทางแยก, เลี่ยงคนเดินถนนหรือจักรยาน, และเปลี่ยนเลนเองได้ตามเส้นทางที่ตั้งไว้ในแผนที่ (ในเมืองที่รองรับ)
- Highway NOA (การขับขี่บนทางหลวง): รถสามารถขับจากทางขึ้นถึงทางลงทางด่วนได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงการแซงรถช้าและรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยอย่างแม่นยำ
- High-Level Perception: เซนเซอร์ LiDAR ช่วยให้รถ “เห็น” วัตถุในที่มืดหรือสภาพอากาศเลวร้าย (ฝนตกหนัก/หมอกลง) ได้ไกลและแม่นยำกว่ากล้องทั่วไป
ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (All-Scenario Parking)
ระบบจอดรถในรุ่น 2026 ถูกอัปเกรดให้มีความแม่นยำระดับ 2 เซนติเมตร:
- AVP (Automated Valet Parking): ผู้ขับสามารถลงจากรถหน้าห้าง แล้วปล่อยให้รถวิ่งไปหาที่จอดเองในอาคารจอดรถ
- RPA (Remote Parking Assist): สั่งจอดหรือเลื่อนรถเข้า-ออกจากซองแคบๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ
- APA (Auto Parking Assist): ระบบถอยจอดอัตโนมัติที่รองรับทุกรูปแบบ ทั้งซองขนาน ซองเฉียง หรือพื้นที่จอดที่ไม่มีเส้นตีบอก
เทคโนโลยีช่วยเหลือด้านเสถียรภาพ (Control Assistance)
ไม่ใช่แค่ความฉลาด แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยในการควบคุมรถ:
- TSC (High-speed Blowout Stability): ระบบช่วยรักษาทิศทางรถไม่ให้เสียหลักเมื่อเกิดเหตุยางระเบิดที่ความเร็วสูงสุดถึง 180 กม./ชม. โดยจะสั่งการผ่านมอเตอร์และเบรกทันที
- Yun-Nian C (Cloud-Chassis C): ระบบช่วงล่างไฟฟ้าที่ปรับความหนืดอัตโนมัติ ช่วยลดอาการโคลงของตัวถังเวลาเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
- iTAC (Intelligent Torque Adaption Control): ระบบบริหารแรงบิดอัจฉริยะที่ช่วยป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถลได้รวดเร็วกว่าระบบ ESP ทั่วไป
ระบบช่วยเหลือความปลอดภัยเชิงรุก (Standard Safety)
- AEB (Automatic Emergency Braking): ระบบเบรกฉุกเฉินที่ทำงานร่วมกับ LiDAR ตรวจจับวัตถุได้ไวขึ้น
- ELKA (Emergency Lane Keeping Assist): ระบบดึงพวงมาลัยกลับเมื่อรถกำลังจะหลุดออกนอกถนนหรือจะชนรถคันข้างๆ
- DOW (Door Open Warning): ระบบเตือนเมื่อมีรถหรือจักรยานวิ่งมาจากด้านหลังขณะกำลังจะเปิดประตู


