ISUZU สยบข่าวลือ! ยืนยันไม่ย้ายฐานการผลิต D-Max และ MU-X จากไทยไปอินโดนีเซีย

ISUZU สยบข่าวลือ! ยืนยันไม่ย้ายฐานการผลิต D-Max และ MU-X จากไทยไปอินโดนีเซีย
Spread the love
Advertisement Advertisement

ISUZU สยบข่าวลือ! ยืนยันไม่ย้ายฐานการผลิต D-Max และ MU-X จากไทยไปอินโดนีเซีย

กระแสข่าวการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อมีรายงานจากฝั่งรัฐบาลอินโดนีเซียถึงความเป็นไปได้ในการดึงดูดแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่ อย่างไรก็ตาม Isuzu (อีซูซุ) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตรถกระบะยอดฮิตอย่าง D-Max และรถอเนกประสงค์ (PPV) อย่าง MU-X ออกจากประเทศไทยไปยังประเทศอินโดนีเซียตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

จุดเริ่มต้นของข่าวลือ และการชี้แจงจาก Isuzu

อ้างอิงจากรายงานของ Economic Times ข่าวลือดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ นาย Agus Gumiwang Kartasasmita รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงระบุว่า Isuzu กำลังจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์มายังอินโดนีเซียในเร็วๆ นี้ โดยอ้างว่ากระบวนการผลิตอาจเริ่มต้นขึ้นได้เร็วที่สุดภายในปี 2027

ทว่า หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่เริ่มผลิตรถกระบะในประเทศไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1974 (หลังจากดำเนินการผลิตชิ้นส่วนและยานยนต์อื่นๆ ในไทยมาแล้วกว่าทศวรรษ) ก็ไม่ได้ปล่อยให้ความสับสนเกิดขึ้นนาน โดยโฆษกของ Isuzu ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างชัดเจนเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

“แม้ว่าบริษัทของเราจะยังคงให้ความสำคัญกับประเทศอินโดนีเซียในฐานะตลาดหลักที่สำคัญแห่งหนึ่ง แต่เราไม่มีแผนที่จะย้ายโรงงานจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียแต่อย่างใด” – โฆษกของ Isuzu

ยุทธศาสตร์รุกคืบของอินโดนีเซีย ในอุตสาหกรรมยานยนต์และ EV

แม้ข่าวของ Isuzu จะถูกปฏิเสธ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินโดนีเซียกำลังดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างหนักเพื่อผลักดันตนเองให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค โดยในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการดึงดูดค่ายรถยนต์ชั้นนำและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้มาตั้งฐานการผลิต อาทิ:

Advertisement Advertisement
  • แบรนด์รถยนต์ชั้นนำ: Hyundai, Mitsubishi และ Mazda ได้เปิดโรงงานประกอบยานยนต์ในประเทศแล้ว
  • ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่: CATL ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่จากจีน ได้เข้ามาลงทุนเพื่อรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • ความสนใจจากบริษัทระดับโลก: มีรายงานว่า Tesla เคยพิจารณาอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับตั้งฐานการผลิตเช่นกัน

นอกจากนี้ ในช่วงกลางปี 2023 ประธานาธิบดี Joko Widodo ของอินโดนีเซีย ยังได้เดินทางไปพบปะกับ นายกรัฐมนตรี Anthony Albanese ของออสเตรเลีย ที่นครซิดนีย์ เพื่อหารือและกระชับความร่วมมือในการจัดหาแร่ลิเธียม ซึ่งเป็นทรัพยากรหัวใจสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นของอินโดนีเซียในระยะยาว

ประเทศไทยยังคงยืนหยัดในฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย”

แม้จะมีความท้าทายและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกยานยนต์ของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะรถกระบะยอดนิยมอย่าง Toyota HiLux และ Ford Ranger ที่ทำการผลิตในไทยและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

นอกจากนี้ หากดูข้อมูลจากยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย) ในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถครองตำแหน่ง “ประเทศผู้ผลิตรถยนต์นำเข้าอันดับ 2” ของออสเตรเลียได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:

  1. อันดับ 1 ประเทศญี่ปุ่น: ยอดนำเข้าประมาณ 360,000 คัน
  2. อันดับ 2 ประเทศไทย: ยอดนำเข้าประมาณ 250,000 คัน
  3. อันดับ 3 ประเทศจีน: ยอดนำเข้าประมาณ 222,000 คัน

บทสรุป

การยืนยันจาก Isuzu ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ศักยภาพของแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ว่ายังคงมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นฐานการผลิตที่ค่ายรถยนต์ระดับโลกไว้วางใจ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องตื่นตัวและปรับตัวเพื่อรักษาสถานะผู้นำ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย

Carexpert

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้