ศึกสายเลือดออสซี่! BYD ผงาดโค่น Ford ขึ้นแท่นเบอร์ 2 แต่เจอเจ้าถิ่นตอกกลับ “มันคือละคร PR”


สมรภูมิตลาดรถยนต์ในประเทศออสเตรเลียกำลังลุกเป็นไฟ เมื่อ BYD (Build Your Dreams) ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ทำยอดขายพุ่งทะยานแซงหน้าแบรนด์เก๋าอย่าง Ford ขึ้นไปรั้งอันดับ 2 ของตลาดได้สำเร็จในเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 ตามหลังเพียงเจ้าตลาดอย่าง Toyota เท่านั้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แบรนด์รถยนต์จีนก้าวขึ้นมาอยู่บนพื้นที่ Top 3 ของออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามทาง Ford Australia ออกมาแสดงท่าที “ไม่หวั่นไหว” พร้อมมองว่านี่เป็นเพียงกระแสชั่วคราวจากสภาวะเศรษฐกิจเท่านั้น
BYD ทุบสถิติใหม่ ดันยนตรกรรมจีนยึดตลาดออสเตรเลีย
ความต้องการรถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าเบตเตอรี่ (BEV) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ BYD ก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ในตลาดรถยนต์ใหม่ของออสเตรเลียประจำเดือนเมษายน โดยสามารถส่งมอบรถยนต์ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 7,702 คัน เติบโตขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (เมษายน 2025) ทำลายสถิติเดิมของตัวเองที่เพิ่งทำไว้ในเดือนมีนาคมที่ 7,217 คันลงอย่างราบคาบ และเบียดแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Mazda, Ford, Kia รวมถึง Hyundai ลงไปอย่างเหนือความคาดหมาย
เมื่อเจาะลึกในรายละเอียด รุ่นรถยนต์ของ BYD ที่ทำยอดขายได้สูงสุดในปีนี้ ได้แก่:
- BYD Sealion 7: รถยนต์ SUV ไฟฟ้าขนาดกลาง ทำยอดขายไปได้ 6,248 คัน
- BYD Shark 6: รถกระบะขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ยอดขาย 4,851 คัน
- BYD Sealion 8: รถ SUV ขนาดใหญ่ ขุมพลัง PHEV ยอดขาย 2,491 คัน
- BYD Sealion 6: รถ SUV ขนาดกลาง ขุมพลัง PHEV ยอดขาย 2,292 คัน
นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็กอย่าง BYD Atto 1 ซึ่งเป็นรถ EV ที่มีราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในออสเตรเลีย ก็เปิดตัวได้อย่างร้อนแรงจนเกือบจะโค่นแชมป์เก่าอย่าง MG 3 ในเซกเมนต์รถยนต์ขนาดเล็ก (Light Car) ได้สำเร็จ
สถานการณ์ยอดขายสะสมสะท้อนอะไร?
ปัจจุบัน (ปี 2026) ยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี (Year-to-Date) ของ BYD รั้งอันดับ 5 อยู่ที่ 25,243 คัน ตามหลัง Ford ที่อยู่อันดับ 4 เพียงแค่ 677 คันเท่านั้น (Ford อยู่ที่ 25,920 คัน) ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่ BYD จะแซงหน้า Ford ได้สำเร็จก่อนสิ้นปีนี้ หลังจากแบรนด์จีนรายนี้เพิ่งเข้ามาทำตลาดในออสเตรเลียได้ไม่ถึง 5 ปี (เริ่มทำตลาดในปี 2022)

Ford โต้กลับ “ก็แค่กลยุทธ์ PR และกระแสชั่วคราว”
ในขณะที่ BYD กำลังฉลองความสำเร็จและสร้างความฮือฮาด้วยการประกาศส่งเรือขนส่งรถยนต์ขนาดใหญ่ (RORO) ชื่อ “BYD Zhengzhou” บรรทุกรถยนต์ใหม่กว่า 4,810 คันจากเซี่ยงไฮ้มุ่งตรงสู่ออสเตรเลีย เพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูงจากปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่ทาง Ambrose Henderson ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Ford Australia กลับมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “การตลาดสร้างกระแส” (Publicity Stunt)
“ถ้าให้พูดถึงเรื่องเรือขนส่งลำนั้น ตรงๆ เลยคือเมื่อ 3-4 ปีก่อน Ford เราก็เช่าเหมาลำเรือขนส่งสองลำเป็นของเราเอง เพื่อวิ่งส่งรถกระบะ Ranger และรถ SUV Everest กว่า 5,000 คันจากประเทศไทยมาออสเตรเลียในทุกๆ เดือน ดังนั้นสำหรับเรา การที่เรือขนส่งรถยนต์ 5,000 คันเข้ามาเทียบท่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรือเป็นข่าวน่าตื่นเต้นอะไร เพราะเราทำเป็นปกติทุกเดือนอยู่แล้ว” แอมโบรส กล่าวในงานเปิดตัวรถยนต์ Ford Ranger และ Everest รุ่นปรับปรุงใหม่ (MY26.50)
ผู้บริหารของ Ford ยังเสริมอีกว่า การหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์จีนเป็นเพียง “คลื่นลูกใหม่” ของการแข่งขันที่มีมานานแล้วในประวัติศาสตร์ยานยนต์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดอย่างที่หลายคนตื่นตระหนก
“สภาพเศรษฐกิจและราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด แต่มันจะไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอดไป เมื่อราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ สิ่งที่เราเห็นในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมามันคือจุดเปลี่ยน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง (Points in time) ไม่ใช่แนวโน้มทางระบบที่ยั่งยืน (Systemic trends)”
ความได้เปรียบที่แท้จริง “วิศวกรรมพันธุ์แท้” ปะทะ “แค่การตลาดปรับจูน”
ออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดในโลก โดยมีแบรนด์รถยนต์มากกว่า 75 แบรนด์ แย่งชิงเค้กในตลาดที่มีขนาดคงที่ประมาณ 1.2 ล้านคันต่อปี อย่างไรก็ตาม Ford มั่นใจในรากฐานที่แข็งแกร่งตลอด 101 ปีในออสเตรเลีย โดยชูจุดเด่นเรื่องการเป็นแบรนด์เดียวที่มีศูนย์วิจัย ออกแบบ และพัฒนาวิศวกรรมรถยนต์ทั้งคันในออสเตรเลีย
แอมโบรส ได้วิพากษ์วิจารณ์แบรนด์จีนหลายแบรนด์ (นำโดย GWM) ที่มักใช้คำโฆษณาว่ารถยนต์ของตนผ่านการ “ปรับจูนช่วงล่างในออสเตรเลีย” (Australian-tuned) ว่าเป็นเพียงแค่แผนการตลาดแบบผิวเผิน
“ในฐานะคนทำงานการตลาด ผมรู้ดีว่าคุณสามารถสร้างคำโฆษณาให้หรูหราอย่างไรก็ได้ แต่ในความเป็นจริง การปรับจูนช่วงล่างในตอนท้าย (Local Tuning) มันเปลี่ยนไดนามิกของตัวรถได้ไม่เกิน 5% เท่านั้น มันไม่มีนัยสำคัญเลยหากเทียบกับโครงสร้างรถทั้งคัน”
“วิศวกรด้านความเงียบและความสั่นสะเทือน (NVH), วิศวกรระบบเบรก และวิศวกรด้านสมรรถนะของ Ford ทุกคนฝังตัวอยู่ที่นี่ รถของเรา 100% ถูกคิดค้นมาเพื่อสภาพถนนและการใช้งานในออสเตรเลียตั้งแต่เริ่มวาดแบบบนกระดาษ ถ้าคุณใส่ฮาร์ดแวร์มาไม่ถูกตั้งแต่อยู่ในโรงงานผลิต ต่อให้คุณมาพยายามปรับจูนตอนท้ายแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันได้รถที่มีสมรรถนะและอายุการใช้งานที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
กลยุทธ์ของ Ford ปรับสเปก เพิ่มรุ่นเริ่มต้น แต่ไม่ลดคุณค่า
เมื่อถามว่าการรุกคืบของแบรนด์จีนส่งผลให้ Ford ต้องปรับราคาหรือสเปกเพื่อสู้ศึกครั้งนี้หรือไม่? แอมโบรสยอมรับว่าการแข่งขันที่สูงขึ้นส่งผลดีต่อผู้บริโภคเพราะจะได้รถที่คุ้มค่ามากขึ้นในราคาที่ถูกลง แต่สำหรับ Ford เองไม่ได้เปลี่ยนทิศทางหลัก ทว่าใช้วิธีเดินหน้าขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ในรุ่น MY26.50 ของ Ranger และ Everest ให้ครอบคลุมมากขึ้น
กลยุทธ์การรับมือของ Ford ประกอบด้วย:
- เพิ่มรุ่นเริ่มต้น (Entry-level) ที่คุ้มค่า: มีการปรับอุปกรณ์และราคาในรุ่นเริ่มต้นให้ดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าทั่วไปมากขึ้น
- ขยายขุมพลังเครื่องยนต์ V6 ดีเซล: นำเครื่องยนต์ดีเซล V6 อันทรงพลังมาใส่ในรุ่นย่อยที่หลากหลายขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่แท้จริง
- รักษาความเป็นผู้นำในเซกเมนต์ที่เชี่ยวชาญ: เน้นย้ำว่าในตลาดกระบะสมรรถนะสูงอย่าง Ford Ranger Raptor ยังคงไม่มีคู่แข่งรายใดในตลาด โดยเฉพาะแบรนด์จีน ที่สามารถก้าวขึ้นมาเทียบเคียงได้ทั้งในแง่ของสมรรถนะและความสามารถในการขับขี่
บทสรุปจากมุมมองของ Ford
แม้ว่าตัวเลขยอดขายของแบรนด์จีนอย่าง BYD จะเติบโตอย่างน่าจับตามองและสะเทือนบัลลังก์ยอดขายรายเดือน แต่ Ford Australia ยังคงเชื่อมั่นใน “คุณภาพฮาร์ดแวร์” และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง แอมโบรสทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่าแบรนด์จีนไม่ได้เพิ่งเข้ามาในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม พวกเขาอยู่มาสักพักใหญ่แล้ว แต่ Ford ก็ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งรถยนต์ที่มียอดขายอันดับ 1 ของประเทศ และเป็นผู้นำในเซกเมนต์หลักเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

