เจาะลึกกฎหมายอุทยานแห่งชาติ ฝ่าฝืนขับ “ออฟโรด-วิบาก” ปรับหนักสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เจาะลึกกฎหมายอุทยานแห่งชาติ ฝ่าฝืนขับ “ออฟโรด-วิบาก” ปรับหนักสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

 

เจาะลึกกฎหมายอุทยานฯ ฝ่าฝืนขับ “ออฟโรด-วิบาก” ปรับหนัก 100,000 บาท ความเสียหายที่ธรรมชาติจ่ายแพง

ในกลุ่มผู้รักการท่องเที่ยวและการกิจกรรมผจญภัย ยานพาหนะประเภทขับเคลื่อนสี่ล้อ (Off-Road 4×4) และรถจักรยานยนต์วิบาก (Enduro) ถือเป็นเครื่องมือในการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการท้าทายเส้นทางธรรมชาติล้ำเส้นเข้าไปในเขตพื้นที่อนุรักษ์ ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบางล่าสุด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกคำสั่งและแนวทางปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยเน้นย้ำถึงบทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ลักลอบนำยานพาหนะสายลุยเหล่านี้เข้าขับขี่ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการควบคุมความระเบียบเรียบร้อย แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่าก่อนที่จะสายเกินไป

🚫 กฎระเบียบนี้บังคับใช้ที่ไหนบ้าง?

ข้อห้ามและการบังคับใช้กฎหมายนี้ มีผลเหมือนกันในอุทยานแห่งชาติทั้ง 156 แห่งทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติทางบก ป่าลึก หรือพื้นที่เปราะบาง โดยครอบคลุมทั้งเส้นทางลำลอง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และแนวป่าทั้งหมด

ผลกระทบเชิงนิเวศวิทยา บาดแผลลึกที่รถออฟโรดทิ้งไว้ในผืนป่า

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “แค่ขับรถผ่านป่า จะสร้างความเสียหายอะไรมากมาย?” แต่ในทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การบุกรุกของยานพาหนะดัดแปลงในพื้นที่ป่าปิด ก่อให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงในหลายมิติ ดังนี้

1. วิกฤตมลพิษทางเสียงและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสัตว์ป่า

สัญชาตญาณของสัตว์ป่าพึ่งพาเสียงในการดำรงชีวิต ทั้งการหาอาหาร การหลบภัย และการสื่อสาร เสียงเครื่องยนต์รอบสูง ท่อไอเสียดัดแปลง หรือเสียงตะกุยหินของรถออฟโรดและมอเตอร์ไซค์วิบาก จะกระตุ้นกลไกความเครียดของสัตว์อย่างรุนแรง สัตว์ป่าจะตื่นตระหนกและละทิ้งแหล่งหากินสมบูรณ์

*กรณีศึกษาที่เด่นชัด: เสียงดังกล่าวมักผลักดันให้ “ช้างป่า” เกิดอาการคุ้มคลั่ง แตกตื่น และเดินเตลิดออกนอกแนวเขตป่าอนุรักษ์ เข้าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนรอบอุทยานฯ จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในระยะยาว

2. การตัดวงจรการขยายพันธุ์และการเลี้ยงลูกอ่อน

ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ หรือช่วงที่สัตว์กำลังเลี้ยงดูตัวอ่อนเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด การส่งเสียงดังและการบุกรุกพื้นที่ซ่อนตัวของสัตว์ป่าในเส้นทางลึกจะทำให้สัตว์ป่าแท้งลูก ละทิ้งรัง หรือไม่ยอมจับคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการอยู่รอดและจำนวนประชากรสัตว์ป่าในอนาคต

3. การทำลายโครงสร้างดิน และเร่งอัตราการกัดเซาะ (Soil Erosion)

ยางรถออฟโรดประเภท Mud Terrain หรือยางหนามของรถวิบาก ถูกออกแบบมาเพื่อจิกและตะกุยพื้นผิว เมื่อนำมาขับขี่บนพื้นดินป่าที่อ่อนนุ่มหรือทางลาดชัน หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จะถูกทำลายและกลายเป็นร่องดินลึก (Ruts) เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ร่องเหล่านี้จะกลายเป็นช่องทางไหลของน้ำ เร่งให้อัตราการพังทลายของหน้าดินเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตะกอนดินหนาแน่นจะไหลทะลักลงสู่ลำธารป่า ส่งผลให้แหล่งน้ำธรรมชาติขุ่นมัว กระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำทันที

4. การบดขยี้พืชชั้นล่างและกล้าไม้ทดแทน

ระบบนิเวศป่าไม้จะเติบโตได้ต้องอาศัยกล้าไม้ขนาดเล็กที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนไม้ใหญ่ที่ตายไป การขับขี่หลุดจากทางวิ่งปกติ ล้อรถจะบดขยี้พืชชั้นล่าง เฟิร์น มอส และกล้าไม้ป่าจนราบคาบ ทำลายห่วงโซ่อาหารของแมลงและสัตว์ขนาดเล็กที่เป็นฐานรากของระบบนิเวศ

เปิดข้อกฎหมาย พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

เพื่อการคุ้มครองพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ จึงได้มีการปรับเพิ่มอัตราโทษปรับให้สูงขึ้นอย่างมาก โดยมีรายละเอียดข้อกำหนดที่สำคัญดังนี้:

  • มาตรา 20 (การรักษาความระเบียบเรียบร้อย) ระบุให้บุคคลที่เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ การนำรถออฟโรดหรือมอเตอร์ไซค์วิบากเข้าพื้นที่ห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดสำเร็จทันที
  • บทลงโทษตามมาตรา 47: ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • โทษพ่วงเพิ่มเติม: หากตรวจสอบพบว่าการลักลอบเข้าพื้นที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ พืชพรรณ หรือสัตว์ป่าในระหว่างการบุกรุก จะมีการตั้งข้อหาเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับเพิ่มตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง

หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ ต้องทำอย่างไร?

กฎหมายไม่ได้ปิดกั้นหากมีความจำเป็นอย่างแท้จริง เช่น การเข้าไปปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการ การศึกษาวิจัยทางวิชาการ หรือการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ทว่าการนำรถประเภทนี้เข้าพื้นที่ จะต้องทำการยื่นหนังสือขออนุญาตต่อหัวหน้าอุทยานแห่งชาตินั้นๆ เป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า และต้องได้รับหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะสามารถนำยานพาหนะเข้าพื้นที่ตามเส้นทางและเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น

ร่วมเป็นหูเป็นตา ป้องกันการทำลายผืนป่าไทย

ผืนป่าและสัตว์ป่าเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน หากคุณพบเห็นกลุ่มบุคคล รถออฟโรด หรือจักรยานยนต์วิบากที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย ลักลอบจัดทริปเข้าไปลุยป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ โปรดบันทึกภาพ/วิดีโอ และแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ทันที เพื่อการดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ช่องทางแจ้งเหตุ (อุทยานแห่งชาติทับลาน):

  • 📞 สายด่วน/เบอร์โทรศัพท์: 0 3721 0340
  • ✉️ อีเมล: thaplannp2@gmail.com

ในต่างประเทศปรับหนักไหม เฉพาะการนำออฟโรดเข้าไป

🇺🇸 สหรัฐอเมริกา (United States)

สหรัฐฯ มีกฎหมายควบคุมยานพาหนะออฟโรด (ORV) ในเขตอุทยานแห่งชาติ (National Park) และผืนป่าสงวนเข้มงวดมาก

  • ค่าปรับขั้นต้น: การขับรถออกนอกเส้นทางที่กำหนด หรือขับเข้าไปในเขตหวงห้าม มีโทษปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 116,000) และ/หรือ จำคุกสูงสุด 6 เดือน
  • หากกระทบสัตว์ป่า/พืชพรรณคุ้มครอง (Endangered Species Act) ค่าปรับจะพุ่งสูงถึง 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) และจำคุก 1 ปี
  • ค่าฟื้นฟูธรรมชาติ กฎหมายรัฐบาลกลางระบุชัดเจนว่า ผู้กระทำผิดต้อง รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในการสืบสวน ตรวจสอบความเสียหาย และค่าจ้างเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

🇦🇺 ออสเตรเลีย (Australia)

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่นิยมการขับรถ 4×4 มาก แต่ถ้าขับลุยเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ (National Park) หรือเขตอนุรักษ์ (Conservation Park) โดยไม่ได้รับอนุญาต จะโดนบทลงโทษหนักตามกฎหมายแต่ละรัฐ เช่น

  • รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland): โทษปรับสูงสุดสำหรับการขับรถออกนอกเส้นทางที่อนุมัติ อยู่ที่ประมาณ 3,096 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 72,000 บาท)

    • กรณีศึกษาจริง: มีกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์สายลุยขับรถออฟโรดและบั๊กกี้เข้าไปในเขตอนุรักษ์ ปรากฏว่าขับชนต้นไม้และทำลายหินธรรมชาติ พร้อมถ่ายคลิปลงโซเชียล ศาลสั่งปรับรวมกันสูงถึง 15,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 362,000 บาท)

  • รัฐวิกตอเรีย (Victoria): สำหรับบางพื้นที่ที่อ่อนไหว เช่น Chiltern-Mt Pilot National Park หากฝ่าฝืนนำรถออฟโรดเข้าไปในพื้นที่ปิด โดนโทษปรับสูงสุดถึง 9,087 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 212,000 บาท) และ/หรือ จำคุก 1 ปี

    Advertisement Advertisement

🛑 มาตรการเด็ดขาดเพิ่มเติมในต่างประเทศ (Beyond Fines)

นอกเหนือจากเงินค่าปรับแล้ว หลายประเทศยังใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อดัดหลังสายลุยที่ฝ่าฝืนกฎหมาย:

  1. การยึดและริบยานพาหนะ (Vehicle Confiscation) เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในหลายรัฐของอเมริกาและออสเตรเลีย มีอำนาจในการยึดรถออฟโรด อุปกรณ์ลากจูง หรือมอเตอร์ไซค์วิบากที่ใช้ในการกระทำความผิดไว้เป็นของกลาง และอาจถูกศาลสั่งริบให้ตกเป็นของแผ่นดินทันที

  2. การตามรอยจากโซเชียลมีเดีย (Social Media Monitoring) ปัจจุบันหน่วยงานพิทักษ์ป่าทั่วโลกมีหน่วยเฉพาะกิจคอยตรวจเช็กคลิปวิดีโอ รูปภาพ หรือ Log ในกลุ่มออฟโรด/อินฟลูเอนเซอร์ หากพบว่ามีการไปขับรถลุยในจุดห้ามเข้า เจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกและสั่งปรับย้อนหลังทันที แม้ว่าจะออกจากพื้นที่ไปแล้วก็ตาม

  3. การระงับใบอนุญาต (License Suspension) ในบางพื้นที่ หากทำผิดซ้ำซ้อนจะถูกสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ รวมถึงใบอนุญาตอื่น ๆ เช่น ใบอนุญาตตั้งแคมป์หรือล่าสัตว์ด้วย

สรุปสาระสำคัญของ “ระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓” (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๔ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป) โดยมีรายละเอียดแยกตามหมวดหมู่เพื่อความชัดเจน ดังนี้ครับ

๑. กฎทั่วไปสำหรับบุคคลที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติ (ข้อ ๔)

  • ระยะเวลาพำนัก: ท่องเที่ยว ศึกษาธรรมชาติ และพักค้างแรมได้ไม่เกิน ๕ วันต่อคราว (ยกเว้นการเดินป่าระยะไกล)
  • การพักแรม: จอดรถนอน กางเต็นท์ หรือใช้รถบ้าน/เรือ/แพ ได้เฉพาะในบริเวณที่กำหนด
  • การใช้เสียงและพฤติกรรม: ห้ามส่งเสียงดังรบกวนคนหรือสัตว์ป่า และต้องไม่กระทำการที่เสื่อมเสียศีลธรรมและวัฒนธรรม
  • การก่อไฟ: ทำได้เฉพาะจุดที่กำหนด และต้องดับไฟให้เรียบร้อยหลังใช้งาน
  • กรณีฉุกเฉิน: หากเกิดเหตุหรืออันตราย ต้องแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่โดยด่วน

๒. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยานพาหนะ (ข้อ ๕)

  • สภาพรถ: ต้องสมบูรณ์ ไม่มีน้ำมันรั่วไหล ท่อไอเสียไม่ดัง และควันดำไม่เกินมาตรฐาน
  • เวลาและเส้นทาง: ต้องเข้า-ออกตามเวลาและเส้นทางที่กำหนด และต้องหยุดให้ตรวจที่ด่าน
  • การทิ้งสิ่งปฏิกูล: ห้ามทิ้งสิ่งปฏิกูลจากห้องน้ำ ห้องครัว หรือขยะจากยานพาหนะลงในพื้นที่
  • อากาศยานและโดรน: ห้ามนำอากาศยานขึ้นลงในที่ที่ไม่ได้จัดไว้ ส่วนโดรน (อากาศยานไร้คนขับ) ต้องได้รับอนุญาตและบินในบริเวณที่กำหนดเท่านั้น
  • ยานพาหนะใต้น้ำ: ห้ามนำเข้า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
  • กฎระเบียบทางเรือ

    • ใช้ความเร็วไม่เกิน ๓ นอต ในรัศมี ๑๐๐ เมตรจากชายฝั่ง แนวปะการัง ป่าชายเลน หรือจุดดำน้ำ
    • เรือยนต์ทุกลำต้องมีระบบติดตามเรือตามมาตรฐานสากล
    • ห้ามทิ้งสมอในแนวปะการัง และต้องจอดเรือห่างจากจุดดำน้ำ/ทุ่นธง อย่างน้อย ๕๐ เมตร
    • เรือทัวร์ดำน้ำลึกต้องหมุนเวียนจุดจอดเรือทุกวัน

๓. ข้อห้ามเด็ดขาด (ข้อ ๖)

  • ห้าม นำสารเคมีหรือวัตถุที่เป็นอันตรายต่อพืช สัตว์ และระบบนิเวศเข้าพื้นที่ (เว้นแต่ได้รับอนุญาต)
  • ห้าม ให้อาหารสัตว์ทุกชนิด
  • ห้าม จัดกิจกรรมแข่งรถ แข่งจักรยาน หรือวิ่งการกุศลที่ก่อความรำคาญ/อันตราย (เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีเพื่อประโยชน์ทางราชการ)
  • ห้าม ปิดประกาศ โฆษณา ขีดเขียน หรือทำให้ป้ายเครื่องหมายชำรุดเสียหาย
  • ห้าม ทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลนอกพื้นที่ที่จัดไว้
  • ห้าม จำหน่ายหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ห้าม สูบบุหรี่ ยกเว้นในบริเวณที่จัดไว้ให้เฉพาะ

๔. การควบคุมและอำนาจเจ้าหน้าที่ (ข้อ ๗ – ข้อ ๙)

  • การจำกัดจำนวนคน: การจองล่วงหน้าและการจำกัดจำนวนคน/ยานพาหนะ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
  • อำนาจสั่งการ: เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งห้ามบุคคลใดๆ กระทำการที่อาจเกิดอันตราย รบกวนผู้อื่น/สัตว์ป่า หรือทำลายระบบนิเวศได้ทันที
  • ผู้รักษาการ: อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้รักษาการและมีอำนาจวินิจฉัยข้อโต้แย้งตามระเบียบนี้

หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม “ระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓” (ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒) จะต้องระวางโทษตามที่กฎหมายหลักกำหนดไว้ ดังนี้ครับ

⚖️ โทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒

  • กรณีทั่วไป (ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ / ฝ่าฝืนระเบียบการเข้าไปในพื้นที่): ตาม มาตรา ๔๗ ระบุว่า บุคคลซึ่งเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด (ซึ่งก็คือระเบียบข้อ ๔, ๕, ๖, ๘ ที่กล่าวไปข้างต้น)

    บทลงโทษ (มาตรา ๔๗): หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

🚫 โทษเฉพาะกรณีเพิ่มเติม (ที่มักพบบ่อย)

หากการกระทำนั้นไปเข้าข่ายข้อห้ามอื่น ๆ ใน พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย จะมีโทษแยกต่างหากหรือหนักขึ้น เช่น:

  • การดื่ม/จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือส่งเสียงดังรบกวน: นอกจากจะผิดระเบียบข้อ ๖ (๗) แล้ว หากเจ้าหน้าที่ตักเตือนหรือสั่งให้หยุด/ออกจากพื้นที่ตามอำนาจในข้อ ๘ แล้วยังขัดขืน จะโดนโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาททันที
  • การทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล หรือสารเคมี (มาตรา ๑๙ (๒) และ (๑๖)): หากเป็นการทิ้งขยะที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาพธรรมชาติหรือระบบนิเวศอย่างร้ายแรง อาจถูกดำเนินคดีตามมาตรา ๑๙ ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • การนำโดรน (อากาศยานไร้คนขับ) ขึ้นบินโดยไม่ได้รับอนุญาต: นอกจากผิดระเบียบกรมอุทยานฯ (ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท) แล้ว ยังอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินอากาศ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดถึง ๔๐,๐๓๐ – ๕๐,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๑ ปี (ขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดของการใช้โดรน)

สรุปสั้น ๆ โทษหลักของการฝ่าฝืนระเบียบฉบับนี้ คือ โทษปรับทางอาญา สูงสุดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหน้าที่มีอำนาจเชิญตัวให้ออกจากพื้นที่อุทยานฯ ได้ทันทีครับ

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้