หยวน ส่วย ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมจีน เตือนให้ตรวจสอบ “ผงขาวจากช่องแอร์รถยนต์” หลังพบอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

หยวน ส่วย ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมจีน เตือนให้ตรวจสอบ “ผงขาวจากช่องแอร์รถยนต์” หลังพบอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
Spread the love
Advertisement Advertisement

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศจีนทันที เมื่อเจ้าของรถยนต์ FAW-Volkswagen (บริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ระหว่างจีนและเยอรมนี) หลายรายที่เพิ่งถอยรถคอมแพกต์ซีดานรุ่นยอดนิยมอย่าง Sagitar  รุ่นปี 2026 ออกมาใช้งาน กลับต้องเผชิญกับปัญหาที่ชวนปวดหัวและน่ากังวลใจ เมื่อพบว่ามี “ผงสีขาวปริศนา” พ่นออกจากช่องปรับอากาศอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับผลกระทบต่อทางเดินหายใจและสุขภาพในระยะยาว

ค่ายรถชี้แจง สารพอลิเมอร์จากคอยล์เย็น อ้างปลอดภัยระดับเดียวกับ “น้ำตาเทียม”

หลังจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มแพร่กระจายบนโลกออนไลน์ ทางฝ่ายบริการลูกค้าของ FAW-Volkswagen ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหาดังกล่าว โดยระบุว่า

  • ต้นตอของปัญหา เกิดจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการผลิต (Process Deviation) ของซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนคอยล์เย็นแอร์ (Evaporator) ในช่วงเวลาเฉพาะล็อต ส่งผลให้สารเคลือบผิวชนิด Hydrophilic Coating (สารเคลือบอุ้มน้ำเพื่อลดการเกาะตัวของหยดน้ำ) มีการสะสมหนาแน่นและหนาเกินไปในบางจุด
  • กลไกการหลุดลอก เมื่อแห้งตัวลง สารเคลือบส่วนเกินนี้จะไม่สามารถราบเรียบไปกับพื้นผิวโครงสร้างได้ และเมื่อระบบแอร์ต้องทำงานภายใต้สภาวะร้อนและเย็นสลับกัน สารส่วนเกินนี้จึงหลุดลอกออกมาเป็นอนุภาคฝุ่นละอองสีขาว และถูกพัดลมแอร์เป่าฟุ้งกระจายเข้ามาในห้องโดยสารตามท่อทางเดินแอร์
  • สารเคมีดังกล่าวคืออะไร ทาง FAW-Volkswagen ยืนยันว่าสารประกอบหลักคือ โพลีไวนิลแอลกอฮอล์ (Polyvinyl Alcohol: PVA) ซึ่งเป็นวัสดุพอลิเมอร์ที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย และยังเป็นสารเคมีที่พบได้ทั่วไปในส่วนผสมของน้ำตาเทียมหรือยาหยอดตา

แนวทางการแก้ไขจากทางค่าย เบื้องต้นแนะนำให้เจ้าของรถยนต์ที่พบปัญหานำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการเปลี่ยนคอยล์เย็นแอร์ (Evaporator) ชิ้นใหม่ที่เป็นอะไหล่แท้ หรือนำรถเข้าไปรับการล้างและเป่าทำความสะอาดระบบทางเดินแอร์ทั้งหมดที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้เชี่ยวชาญโต้กลับ ปลอดภัยเมื่อสัมผัส ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัยเมื่อสูดดม”

แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จะออกมาการันตีด้านความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกลับแสดงความเห็นคัดค้านอย่างรุนแรง โดย นายหยวน ส่วย (Yuan Shuai) รองเลขาธิการพันธมิตรแวดวงอุตสาหกรรมไอโอทีแห่งจงกวนชุน (Zhongguancun IoT Industry Alliance) ได้ระบุว่า คำว่า “ปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย” ในทางเคมีนั้น มีเงื่อนไขและขอบเขตการใช้งานที่จำกัดอย่างมาก

“การที่สารเคมีชนิดหนึ่งปลอดภัยเมื่อสัมผัสกับผิวหนัง หรือปลอดภัยเมื่อใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาตา ไม่ได้หมายความว่าระบบทางเดินหายใจของมนุษย์จะสามารถรองรับการสูดดมสารดังกล่าวเข้าไปสะสมในระยะยาวได้” นายหยวน ส่วย กล่าวเตือน

Advertisement Advertisement

ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่อาจมองข้าม:

  1. การระคายเคืองถุงลมปอด: ผงฝุ่น PVA ที่ถูกเป่าออกมามีขนาดเล็กระดับไมโครเมตร (Micron-level) หากสูดดมเข้าไปในร่างกายต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดการระคายเคืองทางกายภาพต่อเนื้อเยื่อเยื่อบุและถุงลมปอดโดยตรง
  2. อันตรายต่อกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเรื้อรัง สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) หรือโรคหอบหืด (Asthma) ฝุ่นละอองนี้จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้อาการกำเริบซ้ำซาก ส่วนคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง หากสูดดมสะสมเป็นเวลานานก็มีความเสี่ยงที่เนื้อเยื่อปอดจะได้รับความเสียหายเช่นกัน
  3. ขาดความโปร่งใสและขาดการตรวจสอบ นายหยวน ส่วย ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อสรุปที่ว่าฝุ่นขาวคือสาร PVA เป็นเพียงข้อมูลจากการแถลงฝ่ายเดียวของ FAW-Volkswagen เท่านั้น โดยปัจจุบันยังไม่มีการตรวจสอบและยืนยันอย่างเป็นอิสระจากหน่วยงานทดสอบภายนอกที่เป็นบุคคลที่สาม (Third-party) จึงยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีสารเคมีอันตรายอื่นแฝงอยู่ด้วยหรือไม่

เจ้าของรถกุมขมับ ยอมรับไม่ได้กับวิธีซ่อม พร้อมแฉเงื่อนไข “เซ็นสัญญาปิดปาก”

ประเด็นที่ทำให้เรื่องราวบานปลายและสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น คือแนวทางการซ่อมแซมและการเยียวยาจากดีลเลอร์ เจ้าของรถส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้กับการต้อง “เปลี่ยนคอยล์เย็นแอร์” เนื่องจากกระบวนการซ่อมชิ้นส่วนนี้จำเป็นต้องรื้อแผงคอนโซลหน้ารถ (Dashboard/Zhongkongtai) ออกทั้งหมด

การที่รถยนต์ป้ายแดงเพิ่งซื้อมาใหม่ต้องถูกรื้อชิ้นส่วนใหญ่ขนาดนี้ เจ้าของรถมองว่าจะส่งผลกระทบต่อความแน่นหนาในการประกอบที่ไม่อาจสมบูรณ์เหมือนเดิม และที่สำคัญคือจะทำให้ “ราคาขายต่อ” (มูลค่าซากรถ) ร่วงลงทันที เจ้าของรถจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้ทางค่ายจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเปิดเผยว่า ศูนย์บริการและผู้แทนจำหน่ายแบบ 4S บางแห่ง ได้ยื่นข้อเสนอชดเชยเป็น การขยายเวลารับประกันตัวรถ (Extended Warranty) เพิ่มให้อีก 3 ปี พร้อมมอบคูปองเงินสดมูลค่า 1,000 หยวน (ประมาณ 5,000 บาท) แต่มีเงื่อนไขผูกมัดสุดโหดระบุว่า:

“เจ้าของรถจะต้องลงนามในข้อตกลงรักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement: NDA) โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงนี้แก่บุคคลภายนอก และห้ามโพสต์ร้องเรียน ยินยอมที่จะไม่เผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือช่องทางใดๆ ที่จะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์รถยนต์”

ยอดร้องเรียนพุ่งกระฉูด สวนทางตัวเลขยอดขายที่ดิ่งลงเหว

จากข้อมูลบน “HeiMao” (Black Cat Complaints) แพลตฟอร์มร้องเรียนสิทธิผู้บริโภครายใหญ่ของประเทศจีน เผยให้เห็นว่า ปัจจุบันยอดร้องเรียนสะสมของ FAW-Volkswagen พุ่งสูงถึง 2,407 รายการ โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พบว่ามีเคสร้องเรียนกรณี “แอร์พ่นผงขาวปริศนา” หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งรถยนต์รุ่นที่ได้รับผลกระทบหลักคือคอมแพกต์ซีดานตระกูล Sagitar และ Sagitar L

วิกฤตความเชื่อมั่นในครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่สถานการณ์ยอดขายของ FAW-Volkswagen กำลังย่ำแย่และอยู่ในช่วงขาลงอย่างรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว สะท้อนผ่านตัวเลขทางสถิติดังนี้:

  • ภาพรวมปี 2025 ยอดขายรวมทั้งปีปิดที่ 1,587,000 คัน ลดลง 4.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ทุบสถิติต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
  • เดือนเมษายน 2026 ยอดขายปลีกภายในประเทศจีนร่วงเหลือเพียง 74,995 คัน ดิ่งลง 30.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) และลดลงถึง 32.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ยอดขายสะสม 4 เดือนแรก (ม.ค. – เม.ย. 2026): หดตัวลง 17.3% โดยมียอดส่งมอบรวมอยู่ที่ 393,232 คัน
  • เจาะลึกเฉพาะรุ่น Sagitar: ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำยอดขายปลีกได้เพียง 9,806 คัน ซึ่งตัวเลขยอดขายหายวับไปถึง 7,085 คัน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

แม้ว่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา FAW-Volkswagen จะพยายามแก้เกมและสู้ศึกสงครามราคา (Price War) ในจีนด้วยการส่งรุ่นย่อยใหม่ Sagitar S ออกสู่ตลาด พร้อมหั่นราคาเริ่มต้นลงมาอยู่ที่ 79,800 หยวน (ลดลงจากรุ่นเดิมถึง 50,000 หยวน หรือประมาณ 2.5 แสนบาท) เพื่อหวังดึงดูดเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภค แต่การมาเผชิญกับวิกฤตด้านคุณภาพการผลิตและข้อกังวลด้านสุขภาพของผู้โดยสารในครั้งนี้ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้แบรนด์ร่วมทุนเยอรมัน-จีนรายนี้ ต้องตกที่นั่งลำบากและเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม

fnance.sina.cn

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้