TOYOTA C-HR ฉลอง 10 ปี ปรับปรุงเล็กน้อยในรุ่นปัจจุบันในยุโรป มีให้เลือกทั้ง HEV , PHEV พร้อมตัวเลือก GR SPORT ใน PHEV

ฉลองครบรอบ 10 ปี Toyota C-HR จากผู้พลิกโฉมวงการ สู่ความสำเร็จยอดขายทะลุ 2 ล้านคันทั่วโลก
หากพูดถึงรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวี (C-SUV) ที่เข้ามาสร้างแรงสั่นสะเทือนและเปลี่ยนกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของตลาดยานยนต์ในทศวรรษที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Toyota C-HR (Coupe High-Rider) คือหนึ่งในโมเดลที่โดดเด่นที่สุด นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 รถรุ่นนี้ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะ “ผู้บุกเบิกเซกเมนต์ใหม่” ที่ผสมผสานดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตคูเป้ เข้ากับความอเนกประสงค์ของรถเอสยูวีได้อย่างลงตัว
ในโอกาสครบรอบ 10 ปีนี้ Toyota C-HR ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยยอดขายถล่มทลาย และการอัปเดตครั้งสำคัญในปี 2026 ที่ยกระดับความพรีเมียมและสมรรถนะให้เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม
สถิติความสำเร็จ: เรื่องราวความฮิตในตลาดยุโรปและทั่วโลก
ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ Toyota C-HR ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ขับขี่ทั่วโลก โดยมีตัวเลขความสำเร็จที่น่าสนใจดังนี้:
- ยอดขายสะสมทั่วโลก: ทะยานสู่หมุดหมาย 2.1 ล้านคัน
- ความนิยมในยุโรป: ตลาดยุโรปถือเป็นบ้านหลังหลักด้วยยอดขายสูงถึง 1.2 ล้านคัน
- ส่วนแบ่งทางการตลาด: ครองส่วนแบ่งเฉลี่ยสูงถึง 7.7% ในเซกเมนต์ C-SUV ของยุโรป
- ดึงดูดลูกค้าใหม่ (Conquest Sales): ในปี 2019 สามารถสร้างสถิติสูงสุด โดย 67% ของผู้ซื้อ C-HR เป็นลูกค้าใหม่ที่หันมาเลือกแบรนด์ Toyota เป็นครั้งแรก
- ความพึงพอใจของผู้บริโภค: ผลสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าสูงถึง 74% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์ในกลุ่มเดียวกัน (ซึ่งอยู่ที่ 64%) อย่างเห็นได้ชัด
“ดีไซน์ที่กล้าหาญและเป็นเอกลักษณ์ ไม่เพียงแต่ทำให้ C-HR โดดเด่นบนท้องถนน แต่ยังช่วยปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ Toyota ในยุโรปให้มีความเป็นแฟชั่นและเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่รุ่นใหม่มากขึ้น โดยผู้ซื้อมากกว่าครึ่งระบุว่า ‘งานดีไซน์’ คือเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อ”
ย้อนรอยเจเนอเรชันที่ 1 (2016-2023): ผู้ฉีกกฎเกณฑ์เดิมอย่างสิ้นเชิง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 2016 เมื่อ Toyota ตัดสินใจนำรถยนต์ต้นแบบจากงาน Paris Motor Show และ Frankfurt Motor Show มาพัฒนาสู่เวอร์ชันจำหน่ายจริง โดยแทบจะถอดรหัสงานดีไซน์ล้ำอนาคตมาทั้งหมด C-HR เจเนอเรชันแรกสร้างความแตกต่างด้วยตัวถังที่กว้าง มิติรถที่ดูสปอร์ตทรงพลัง และเส้นสายเฉียบคมราวกับรถสปอร์ตคูเป้
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบโดยเน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง (Driver-centric) เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม
ไฮไลต์ทางเทคโนโลยีของเจเนอเรชันที่ 1:
- ขุมพลัง Hybrid: นำระบบขับเคลื่อนไฮบริดเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ที่มีประสิทธิภาพความร้อนสูงถึง 40% (Thermal Efficiency) มาสู่เซกเมนต์นี้เป็นครั้งแรก
- แพลตฟอร์ม TNGA-C: เป็นรถรุ่นแรก ๆ ที่พัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า ทำให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุดในคลาส ส่งผลให้การทรงตัวและการควบคุมรถ (Handling) มีความเฉียบคมและสนุกสนาน
เจเนอเรชันที่ 2 (2023-ปัจจุบัน): นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมรักษ์โลก
เมื่อเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 2 ในปี 2023 Toyota ยกระดับแนวคิดให้กลายเป็น “Concept Car for the Road” หรือรถต้นแบบที่วิ่งได้จริงบนท้องถนน โดยได้รับการออกแบบ วิศวกรรม และผลิตขึ้นในยุโรปเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานชาวยุโรปโดยเฉพาะ ภายใต้เสาหลัก 4 ประการ ได้แก่: ดีไซน์ภายนอกที่เย้ายวน, ประสบการณ์การใช้งานเฉพาะบุคคล, ความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม และสมรรถนะที่ตอบสนองอย่างคล่องตัว
ตัวรถมาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถระดับเดียวกัน เช่น มือจับเปิดประตูแบบเรียบเนียนไปกับตัวถัง (Flush Door Handles), ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารปรับได้ถึง 64 สี และหลังคาพาโนรามิกแบบไร้ม่านบังแดดที่ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะ
จุดเด่นของรุ่น Plug-in Hybrid (PHEV)
ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดถือเป็นรุ่นเรือธงของเจเนอเรชันนี้ มอบสิ่งที่ดีที่สุดจากสองโลก (Best of Both Worlds) ด้วยการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สำหรับการใช้งานในเมืองได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร (City EAER) และเมื่อเดินทางไกลก็สามารถสลับมาใช้ระบบไฮบริดอัจฉริยะได้อย่างไร้กังวล โดยมีระยะทางวิ่งรวมในโหมดผสม (Combined WLTP) อยู่ที่ประมาณ 66 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Geo-fencing ภายใต้ระบบ Predictive Efficient Drive ซึ่งจะตรวจจับล่วงหน้าหากรถกำลังเข้าสู่เขตพื้นที่ควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone – LEZ) หรือเขตบังคับใช้รถยนต์ไฟฟ้า ระบบจะคำนวณและสลับมาใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (EV Mode) โดยอัตโนมัติเพื่อลดการปล่อยไอเสียให้เป็นศูนย์
ความยั่งยืนในทุกกระบวนการ:
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของ Toyota การผลิต C-HR เจเนอเรชันนี้จึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่ไม่ได้มาจากสัตว์ (Animal-free materials) รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถและลดการปล่อยก๊าซ CO2 ในโรงงาน
อัปเดตใหม่ล่าสุดปี 2026 ความประณีตที่เหนือกว่า และการขยายทัพ GR SPORT
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษในปี 2026 นี้ Toyota ได้ส่งอัปเดตใหม่ล่าสุดสำหรับไลน์อัปของ C-HR ในตลาดยุโรป โดยเน้นไปที่การเพิ่มความหรูหราและความสปอร์ตในรุ่นย่อยต่าง ๆ ดังนี้
ยกระดับความพรีเมียมในรุ่น Mid+ Grade
สำหรับรุ่นย่อยระดับกลางพรีเมียมอย่าง Mid+ ได้รับการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความหรูหราและสะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยรายละเอียดใหม่รอบคัน:
- ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลายดีไซน์ใหม่ สีดำด้านตัดหน้าเงา (Matt Black Machined Alloy Wheels) ให้ความรู้สึกสปอร์ตเข้ม
- เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าเนื้อละเอียดระดับหรู “Samara Fabric” ทั้งในส่วนของเบาะนั่งด้านหน้าและด้านหลัง
- เติมความประณีตในห้องโดยสารด้วยการเดินตะเข็บด้ายสีเทาบนเบาะคู่หน้า พร้อมตกแต่งฐานและหัวเกียร์ด้วยวัสดุสี Gunmetal สุดพรีเมียม
ขยายความสปอร์ตเต็มพิกัดกับ GR SPORT เวอร์ชัน
เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความท้าทายสไตล์มอเตอร์สปอร์ต Toyota ได้ขยายไลน์อัปของเวอร์ชัน GR SPORT ให้ครอบคลุมในทุกรูปแบบขุมพลังการขับเคลื่อน (ทั้งรุ่น Hybrid และ Plug-in Hybrid) ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเลือกจับคู่รูปลักษณ์ที่ดุดัน เข้ากับระบบส่งกำลังที่ตรงกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ของตนเองได้อย่างไร้ข้อจำกัด
ปัจจุบัน Toyota C-HR รุ่นปี 2026 ได้เปิดรับคำสั่งซื้ออย่างเป็นทางการแล้วทั่วภูมิภาคยุโรป ตอกย้ำการเป็นรถครอสโอเวอร์ยอดนิยมที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ขับสนุก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์แบบในทศวรรษใหม่นี้
1.8 HYBRID 140 แรงม้า
- 1.8 Hybrid 140 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตร
- ความเร็วสูงสุด 170 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 9.9 วินาที
- อัตราประหยัดน้ำมัน 25 กม./ลิตร WLTP
- ปล่อย CO2 110 กรัม/กม.
- ระบบขับเคลื่อน FWD
- ขนาดถังน้ำมัน 43 ลิตร
- ระบบส่งกำลังไฮบริด 1.8 ลิตร ซึ่งมีอยู่ในตระกูลโคโรลล่าใหม่เช่นกัน เน้นไปที่สมรรถนะเชิงนิเวศ แต่มีกำลังมากกว่า Toyota C-HR ไฮบริดไฟฟ้า 1.8 ลิตรปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด
2.0 ลิตร HYBRID 193 แรงม้า
- 2.0 Dynamic Force Hybrid 193 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 206 นิวตัน-เมตร
- ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 – 8.1 วินาที
- อัตราประหยัด 24.49 กม./ลิตร WLTP
- ปล่อย CO2 110 กรัม/กม.
- ระบบขับเคลื่อน FWD
- AWD-i ที่มีในรุ่น HEV ขนาด 2.0 ลิตรช่วยเพิ่มการยึดเกาะและเสถียรภาพเมื่อออกตัว เข้าโค้ง หรือขับบนพื้นผิวลื่น โดยได้รับการสนับสนุนจากเครื่องสร้างมอเตอร์ไฟฟ้าแรงบิดสูงขนาดกะทัดรัดเพิ่มเติมที่เพลาหลังของรถ . ระบบนี้สามารถทำงานได้ในช่วงความเร็วของรถและสภาพถนนที่หลากหลาย
ปลั๊กอินไฮบริด
- ระบบขับเคลื่อน FWD
- 2.0 Dynamic Force Plug-in Hybrid 223 แรงม้า
- ปลั๊กชาร์จไฟ และ ระบบจ่ายพลังงานให้อุปกรณ์ไฟฟ้า Vehicle-2-Load (V2L) 1,500W
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.7 วินาที
- วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไกล 66 กม.
- แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 13.6 kWh
- อัตราประหยัด 24.49 กม./ลิตร WLTP
- ไม่รองรับ DC รองรับ AC 6.6 – 7.0 kW
- ปล่อย CO2 110 กรัม/กม.
เปิดขาย 1.75 ล้านบาทในอังกฤษ TOYOTA C-HR Plug-in Hybrid วิ่งไฟฟ้าในเมือง 97 – 106 กม.

