Mitsubishi ยุติพัฒนา EV ด้วยตัวเอง เน้นความร่วมมือแทนการลงทุนเองเดี่ยวๆ CEO ระบุเราเล็กเกินที่จะลงทุนมหาศาล


มิตซูบิชิ (Mitsubishi) กลายเป็นแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายล่าสุดที่ประกาศปรับเปลี่ยนทิศทางแผนงานด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยตัดสินใจยุติการพัฒนาโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าด้วยตนเอง (In-house EV development) แม้ว่าในอดีตค่ายรถรายนี้จะเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาด EV ยุคแรก ๆ ก็ตาม โดยทางมิตซูบิชิระบุว่าจะไม่พัฒนาขุมพลัง EV ของตัวเองจนกว่าตลาดจะมีความพร้อมและเติบโตเต็มที่มากกว่านี้
การประกาศล้มเลิกแผนพัฒนา EV ภายในองค์กรครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Takao Kato ได้ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มิตซูบิชิเป็นค่ายรถยนต์ที่มี “ขนาดเล็กเกินไป” ที่จะแบกรับ “เม็ดเงินลงทุนมหาศาล” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ณ ปัจจุบัน
ปรับกลยุทธ์เน้น “ร่วมมือ” แทนการลงทุนเองเดี่ยว ๆ
จากรายงานของสื่อยานยนต์ระดับโลกอย่าง Automotive News ในการประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา ทาคาโอะ คาโตะ (Takao Kato) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมิตซูบิชิ ได้แถลงว่า แบรนด์จะเปลี่ยนไปใช้แนวทาง “สร้างความร่วมมือกับพันธมิตร” (Collaborative approach) ในการพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแทน
“เรายังคงสร้างและสั่งสมขุมกำลังความสามารถภายในของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมตอบสนองได้ด้วยตัวเองในวันที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) มีการเติบโตและพัฒนาการที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต และเราจะลงมือทำทันทีเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น … แต่สำหรับตอนนี้ แนวทางของเราคือการรับมือกับความท้าทายนี้ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร” นายคาโตะกล่าว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ มิตซูบิชิ ออสเตรเลีย (Mitsubishi Australia) ซึ่งเคยเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ค่ายแรกในออสเตรเลียเมื่อปี 2010 ด้วยรถแฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง i-MiEV กำลังวางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สองของแบรนด์ในตลาดออสเตรเลียช่วงปลายปีนี้
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 5 ประตูรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดเผยชื่อนี้ ได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัท ฟ็อกซ์ตรอน (Foxtron) จากไต้หวัน ซึ่งนี่ถือเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่สะท้อนถึงกลยุทธ์ EV ระดับโลกของมิตซูบิชิต่อจากนี้
นอกจากนี้ ในตลาดอเมริกาเหนือ มิตซูบิชิเพิ่งเปิดตัวรุ่น Eclipse Sportback EV ซึ่งเป็นการนำรถยนต์รุ่น Nissan Leaf มาปรับโฉมใหม่ (Restyled version) ภายใต้กรอบความร่วมมือของกลุ่มพันธมิตรสามพันธมิตร (Alliance) ร่วมกับ นิสสัน (Nissan) และ เรโนลต์ (Renault) จากฝรั่งเศส ขณะที่ในตลาดยุโรป รถรุ่น Eclipse Cross EV ก็ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานโครงสร้างจากรถยนต์รุ่น Renault Scenic E-Tech
วิกฤตตลาด EV ชะลอตัวทั่วโลก
“ความเป็นจริงในตอนนี้คือ การเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าชะลอตัวลงทั่วโลก” นายคาโตะยอมรับ
“ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เรามีการพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) มาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีหรือสองปีที่ผ่านมานี้ เริ่มเกิดการประเมินสถานการณ์ใหม่อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับบริษัทที่มีขนาดกลางแบบเรา การตัดสินใจทุ่มเงินลงทุนมหาศาลลงไปในอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว แล้วต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างรุนแรงในภายหลัง อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงต่อการบริหารจัดการองค์กรได้”
แม้ว่าในปี 2026 นี้ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย โดยในออสเตรเลีย ยอดขาย EV พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 19.9 ของส่วนแบ่งตลาดในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยมี Tesla Model Y เป็นรถยนต์ไฟฟ้าค่ายแรกที่สามารถขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในชาร์ตยอดขายรถยนต์รายเดือนรวมทุกประเภทเชื้อเพลิงได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวอย่างหนักในตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ระดับโลกของค่ายรถต่าง ๆ จากข้อมูลของ Cox Automotive พบว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไตรมาสแรกของปี 2026 ร่วงลงถึงร้อยละ 27 หลังจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการจูงใจทางภาษีรถยนต์ไฟฟ้าไปเมื่อปลายปี 2025 อีกทั้งยังมีการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านการควบคุมการปล่อยมลพิษในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วย
“สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการประเมินแนวโน้มตลาดอย่างรอบคอบ” นายคาโตะระบุเพิ่มเติม “เมื่อเป็นเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก เราจะกระจายความเสี่ยงและแบ่งเบาภาระด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่มพันธมิตร เพื่อลดภาระทางการเงินของตัวเราเองให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”
พลิกแผนงานจากอดีตโดยสิ้นเชิง
ทิศทางใหม่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากแผนเดิมที่มิตซูบิชิเคยประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2023 ที่ตั้งเป้าจะเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า (Electric Ute) ที่พัฒนาขึ้นเองภายในปี 2028 ซึ่งโครงการรถยนต์ค่ายดังกล่าวไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในเอกสารแผนวิสัยทัศน์ระยะกลาง-ยาว (Mid-Long Term Vision) ฉบับล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังขัดแย้งกับคำให้สัมภาษณ์ของวิศวกรระดับสูงของมิตซูบิชิในงาน Tokyo Motor Show เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่เคยระบุว่า แบรนด์จะไม่พึ่งพาพันธมิตรรายอื่นในการพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฮบริดสำหรับรถกระบะรุ่นธงอย่าง Triton
ปัจจุบัน การแชร์โมเดลรถยนต์ร่วมกัน (Model sharing) ของมิตซูบิชิได้ขยายวงกว้างไปมากกว่าแค่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น รถยนต์มิตซูบิชิรุ่น ASX เครื่องยนต์สันดาปที่วางจำหน่ายในออสเตรเลีย แท้จริงแล้วก็คือรถรุ่น Captur จากค่ายพันธมิตรอย่าง Renault ที่นำมาติดโลโก้ใหม่ (Rebadged) หลังจากที่ทางฝรั่งเศสหยุดทำตลาดรุ่นดังกล่าวไป ในทางกลับกัน รถยนต์รุ่น Mitsubishi Grandis ที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรป ก็เป็นการปรับโฉมภายนอกเล็กน้อยจากรถ SUV ขุมพลังน้ำมัน/ไฮบริดรุ่น Renault Symbioz
เทรนด์ค่ายรถญี่ปุ่นพึ่งพาจีน-พันธมิตรพยุงตัว
มิตซูบิชิไม่ใช่ค่ายรถญี่ปุ่นรายเดียวที่หันไปพึ่งพาพันธมิตรรายอื่นในการพัฒนา EV และยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้:
- Mazda: กำลังเน้นส่งออกรุ่น 6e และ CX-6e ซึ่งพัฒนาร่วมกับพันธมิตรจีนอย่าง Changan และได้ตัดสินใจเลื่อนการพัฒนาโครงสร้างรถ EV ของตัวเองออกไป หลังจากความล้มเหลวในตลาดของรุ่น MX-30
- Nissan: ได้ระงับแผนการขาย Leaf รุ่นใหม่ในบางประเทศ และยุติการทำตลาดรุ่น Ariya ในสหรัฐอเมริกา โดยหันมาเน้นการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรฝั่งจีนอย่าง Dongfeng แทน
- Honda: ถือเป็นค่ายที่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้าน EV ครั้งใหญ่และเป็นที่จับตามองที่สุด โดยในเดือนมีนาคม 2026 ฮอนด้าได้ประกาศยกเลิกแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าซีรีส์ใหม่อย่าง 0 SUV, 0 Saloon และ Acura RSX EVs ทั้งที่รถยนต์เหล่านี้มีกำหนดการเข้าสู่สายการผลิตในปีนี้แล้ว นอกจากนี้ยังได้พับแผนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาร่วมกับ Sony ไปก่อนหน้านี้ด้วย
สรุปภาพรวมผลประกอบการทางการเงิน
วิกฤตการณ์และความผันผวนของตลาดสะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการทางธุรกิจในรอบปีงบประมาณที่สิ้นสุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 อย่างชัดเจน ดังนี้
ฮอนด้า (Honda): เผชิญภาวะขาดทุนสุทธิอย่างรุนแรงถึง 414,300 ล้านเยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 87,003 ล้านบาท) พลิกผันจากเดิมที่บริษัทเคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะมีผลกำไรสูงถึงราว 620,000 ล้านเยน (ประมาณ 130,200 ล้านบาท)
มิตซูบิชิ (Mitsubishi): ยังคงสามารถประคองตัวให้มีผลกำไรเอาไว้ได้ในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมา แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ที่ลดลงถึงร้อยละ 46 ทว่ารายได้รวมจากการขาย (Sales Revenue) ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ก็ตาม
ตัวเลขผลประกอบการเหล่านี้ กลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้ มิตซูบิชิ และแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นหลายค่าย ต้องหันกลับมาทบทวนจุดยืน เร่งรัดการบริหารต้นทุน และเลือกที่จะ “กอดคอ” ไปกับพันธมิตร เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน ดีกว่าที่จะลงสนามแข่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเองเพียงลำพังในยุคที่ตลาดเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้

