รีวิว HONDA CITY ไมเนอร์เช้นจ์ 2026 ปรับนิด ปรับหน่อย แต่ยอดจองเกิน 10,000 คัน…พลังแฟนคลับฮอนด้าไม่ธรรมดาจริง ๆ

ปรับนิด ปรับหน่อย แต่ยอดจองเกิน 10,000 คัน…พลังแฟนคลับฮอนด้าไม่ธรรมดาจริง ๆ
ก่อนหน้านี้ Honda City รุ่นใหม่ทำยอดจองไปกว่า 10,000 คัน ต้องยอมรับว่าพลังของแบรนด์ Honda ในประเทศไทยยังแข็งแกร่งมาก สำหรับ City e:HEV ไมเนอร์เชนจ์รุ่นนี้ หากมองกันตรง ๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกโลก
ขุมพลังเดิม ช่วงล่างพื้นฐานเดิม ห้องโดยสารทรงเดิม และความเป็น Honda City แบบเดิม ๆ ยังอยู่ครบ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือหน้าตาใหม่ พร้อมออปชันที่เพิ่มเข้ามาอย่างกล้องรอบคัน 360 องศา แบบเหมือนรถลอยได้ ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสไตล์ฮอนด้า
ฮอนด้าเป็นแบรนด์ที่ปรับรถแต่ละครั้งเหมือนกลัวลูกค้าตกใจ
ปรับเยอะไป เดี๋ยวคนบอกไม่ใช่ Honda
ปรับน้อยไป คนก็บอกว่า “พี่จะกั๊กไปถึงไหน”
สุดท้ายเลยออกมาเป็นการปรับแบบพอดี ๆ พอให้เจ้าของรุ่นเก่ามองเห็นความต่าง แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องรีบขายรถเดิมไปจองใหม่กลางดึก
อีกเรื่องที่ดึงดูดใจคือราคาซึ่งถูกกว่ารุ่นก่อนประมาณหลักแสนบาท แม้ว่าก่อนเปิดตัวรุ่นนี้ ตัวเก่าก็เคยจัดโปรโมชันลดกันเป็นแสนเหมือนกันก็ตาม พูดง่าย ๆ คือ ใครซื้อช่วงราคาปกติก็อาจมีมองบนบ้างเล็กน้อย ส่วนคนซื้อช่วงโปรก็นั่งยิ้มต่อไป
หน้าใหม่ดูทันสมัยขึ้น ส่วนท้าย…ยังคงยืนหยัดในความเดิม
สิ่งที่น่าสนใจเป็นอันดับแรกคือการออกแบบด้านหน้า ซึ่งดูทันสมัยขึ้นอย่างชัดเจน ชุดไฟหน้าถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นแถบกึ่งยาว พาดเข้าไปบริเวณขอบฝากระโปรงหน้า แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกันเต็มแนวแบบรถไฟฟ้าหลายรุ่น ทำให้หน้ารถดูพรีเมียมและล้ำขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย บางมุมชวนให้นึกถึง Honda Prelude รุ่นใหม่อยู่เหมือนกัน
แน่นอนว่าเรื่องความสวยเป็นเรื่องส่วนบุคคล บางคนอาจมองว่าตัวเก่าดูสปอร์ตและลงตัวกว่า แต่ส่วนตัวมองว่าหน้าใหม่ช่วยลดอายุของรถลงไปได้หลายปี จากเดิมที่ดูสุภาพเรียบร้อย กลายเป็นรถที่ดูมีเทคโนโลยีขึ้นมาอีกนิด
ส่วนด้านหลังแทบไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น เหมือนเดิมก็คือเหมือนเดิม ไม่ต้องเดินวนหลายรอบ เดี๋ยวเหนื่อยเปล่า
รถสีแดงดูโดดเด่นสะดุดตาดี ส่วนสีเทาก็สวยแบบสุขุม ใช้ง่าย ไม่ต้องล้างบ่อยก็ยังพอหลอกสายตาคนได้ พร้อมล้ออัลลอยทูโทนขนาด 16 นิ้วลายใหม่ที่โดยรวมดูเข้ากับตัวรถดี
ไฟหน้า LED เมื่อลองใช้งานกลางคืนและช่วงฝนตกให้ความสว่างเพียงพอ มองเห็นพื้นถนนได้ชัดเจน ใครที่บอกว่าไฟไม่สว่าง อาจต้องลองปรับระดับไฟ ตรวจฟิล์มกระจก หรือเช็ดกระจกหน้าดูก่อน อย่าเพิ่งโยนความผิดให้รถทั้งหมด

ภายนอกทันสมัย แต่พอเปิดประตูเข้ามา…กลิ่นอายญี่ปุ่นชัดมาก
เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสาร ความรู้สึกแรกคือ รถยังคงมีความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมสูงมาก คำว่า “ดั้งเดิม” ในที่นี้เป็นศัพท์สุภาพ ส่วนคำที่ลอยอยู่ในหัวจริง ๆ คือ “โบราณนิด ๆ”
แต่ความโบราณก็ไม่ได้แปลว่าใช้งานไม่ดี เพราะสิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือปุ่มกดแบบกายภาพ โดยเฉพาะชุดควบคุมเครื่องปรับอากาศที่ใช้งานง่าย กดเป็นกด หมุนเป็นหมุน มีเสียง “แก๊ก…” ให้ความรู้สึกจริงจังเหมือนกำลังควบคุมเครื่องจักร
มันอาจไม่ล้ำเท่ารถจีนที่ทุกอย่างย้ายไปอยู่ในหน้าจอกลาง แต่เวลาอากาศร้อนเกือบ 40 องศา คุณจะรู้ทันทีว่าปุ่มแอร์จริง ๆ มีประโยชน์กว่าภาพปลาว่ายน้ำในจอมากแค่ไหน
พวงมาลัยมีปุ่มควบคุมมาให้จำนวนมาก กดกันสนุกสนานเหมือนพวงมาลัยรถแข่ง ส่วนแผงหน้าปัดอ่านง่าย ตัวเลขชัดเจน ไม่ต้องเพ่งหรือเปิดคู่มือก่อนขับ สิ่งที่อยากให้เพิ่มคือข้อมูลปริมาณน้ำมันในถังว่าเหลือกี่ลิตร
ตอนนี้มาตรวัดน้ำมันแบ่งออกเป็นประมาณ 10 ช่อง ถังน้ำมันมีความจุราว 40 ลิตร ก็ต้องมานั่งคิดคร่าว ๆ ว่า 1 ช่องเท่ากับประมาณ 4 ลิตร
เหลือ 7 ช่องก็ประมาณ 28 ลิตร
เหลือ 3 ช่องก็ประมาณ 12 ลิตร
ซื้อรถมาขับ ไม่ได้สมัครเรียนคณิตศาสตร์เพิ่มเติมนะพี่ ถึงจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่แสดงตัวเลขให้เลยก็น่าจะสะดวกกว่า
เบาะแข็ง พวงมาลัยกำลังดี ช่วงล่างสนุกตามแบบ City
เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบปรับด้วยมือ การปรับบางจังหวะต้องออกแรงกระตุกพอสมควร ใครไม่เคยเล่นเวตอาจได้บริหารแขนตอนจัดท่านั่งไปในตัว ตัวเบาะค่อนข้างแข็ง ไม่ได้นุ่มแบบนั่งแล้วจมหายเข้าไป แต่ให้การรองรับตัวพอใช้ เหมาะกับบุคลิกของรถที่เน้นความคล่องตัวมากกว่าความนุ่มนวลแบบรถผู้บริหาร ปีกเบาะคู่หน้าอนาคตอาจย้วยแน่นอน
น้ำหนักพวงมาลัยค่อนข้างหนักกำลังดี โดยเฉพาะขณะเลี้ยวหรือเข้าโค้ง ทำให้รู้สึกมั่นคงและควบคุมรถได้ง่าย การเข้าโค้งที่ความเร็วประมาณ 30–50 กม./ชม. ทำได้สบาย รถเปลี่ยนทิศทางได้คล่อง และให้ความรู้สึกสนุกตามแบบ Honda City
เมื่อลองเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงขึ้น 80-100 กม./ชม. ตัวรถยังควบคุมได้ แต่ถ้าโค้งแรงหรือใช้ความเร็วมาก ก็อาจรู้สึกว่าท้ายรถมีการเคลื่อนไหวหรือส่ายเล็กน้อย
อาจเป็นรถ
อาจเป็นถนน
หรืออาจเป็นคนขับเริ่มหลอนไปเอง
ไม่ขอฟันธง
ด้านคันเร่งและระบบส่งกำลังตอบสนองนุ่มนวล ไม่กระตุกมาก เพราะเป็นระบบไฮบริดที่เน้นความต่อเนื่อง ไม่ได้พุ่งฉับพลันแบบรถไฟฟ้าที่แรงบิดมารออยู่ตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งตัว อัตราเร่งของ City ไฮบริด เป็นลักษณะค่อย ๆ มา ไม่ได้กระชากคอ แต่เมื่อเหยียบต่อเนื่องรถก็ไหลขึ้นไปได้เรื่อย ๆ เคยลองขึ้นไปถึงประมาณ 165 กม./ชม. รถยังให้ความรู้สึกนิ่งและเหมือนจะไปต่อได้อีก แต่คนขับไม่ไปแล้วครับ ใจไม่พร้อม รถพร้อมกว่า
ประหยัดจริง แต่ตัวเลข 30 กม./ลิตรนั้นขับกันอย่างไร
เรื่องอัตราสิ้นเปลืองถือเป็นจุดแข็งของ City ไฮบริด จากการใช้งานจริงทั้งในเมืองและรอบเมือง โดยไม่ได้เปิดโหมด ECON ตลอดเวลา ทำตัวเลขเฉลี่ยได้ประมาณ 20–21 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดมากสำหรับรถที่ขับสนุกและมีกำลังเพียงพอ
การขับจริงในชีวิตประจำวันไม่มีใครรักษาความเร็วคงที่ได้ตลอดเวลา เดี๋ยวรถติด เดี๋ยวเร่งแซง เดี๋ยวเบรก เดี๋ยวเจอไฟแดง ความเร็วเฉลี่ยจึงเปลี่ยนแปลงตลอด
ส่วนคนที่ขับได้ 30 กม./ลิตร ต้องถามจริง ๆ ว่าเส้นทางเป็นอย่างไร
ลงเขาหรือเปล่า
มีรถลากอยู่ข้างหน้าหรือไม่
หรือดับแอร์แล้วกลั้นหายใจตลอดทาง
ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าใช้งานทั่วไปแล้วได้ประมาณ 20–21 กม./ลิตร ก็ถือว่าดีมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้แข่งขันกับตัวเลขในกลุ่มผู้ใช้งานทุกวัน
เสียงลมกับเสียงเครื่องยนต์ คือซาวด์แทร็กประจำรถ
ข้อสังเกตที่ชัดเจนคือเรื่องเสียงรบกวน เมื่อใช้ความเร็วประมาณ 70–80 กม./ชม. จะเริ่มได้ยินเสียงยางและเสียงพื้นถนนเข้ามาในห้องโดยสารพอสมควร ยิ่งในรุ่นไฮบริด เมื่อเครื่องยนต์ติดขึ้นมาเพื่อผลิตพลังงานหรือเร่งรอบตามการใช้กำลัง เสียงเครื่องยนต์จะดังชัดขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ใช้ความเร็วสูงหรือกดคันเร่งมาก
ที่ความเร็วระดับ 140–160 กม./ชม. เสียงเครื่องยนต์ดังจนบางจังหวะนึกว่าโรงสีข้าวมาเปิดสาขาอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ไม่ได้ถึงขั้นทนไม่ได้ แต่ใครคาดหวังความเงียบแบบรถไฟฟ้าอาจต้องปรับความเข้าใจก่อน
มันคือรถไฮบริดที่ยังมีเครื่องยนต์อยู่จริง และเครื่องยนต์ก็อยากให้เรารู้ว่ามันกำลังทำงานหนักเหมือนกัน

วัสดุภายในเน้นทนทาน ไม่เน้นลูบแล้วเคลิ้ม
วัสดุภายในหลายตำแหน่งให้สัมผัสค่อนข้างแข็ง โดยเฉพาะส่วนล่างของคอนโซลกลางและแผงประตู มันให้ความรู้สึกว่าออกแบบมาเพื่อใช้งานและทำความสะอาดง่าย มากกว่าจะให้เจ้าของรถนั่งลูบเล่นแล้วพูดว่า “โอ้โห ซอฟต์ทัช”
ไฟบรรยากาศภายในมีมาให้ เหมือนฮอนด้าต้องการบอกว่า “ใส่มาแล้วนะ อย่าหาว่าไม่มี” แต่แสงและการตกแต่งยังไม่ได้สร้างบรรยากาศหรูหราเท่ารถจีนบางรุ่นในระดับราคาใกล้เคียงกัน ลักษณะออกแนวหลอด LED ประหยัดไฟในตู้โชว์มากกว่าห้องรับรองโรงแรม
ด้านหน้ามีพอร์ต USB Type-A มาให้ 2 ตำแหน่ง ซึ่งในยุคนี้ควรเปลี่ยนเป็น Type-C ได้แล้ว เพราะโทรศัพท์และอุปกรณ์รุ่นใหม่จำนวนมากใช้สาย Type-C กันเกือบหมด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือด้านหลังกลับมี Type-C ให้ 2 ตำแหน่งบริเวณช่องแอร์
ด้านหน้าใช้ของเก่า
ด้านหลังใช้ของใหม่
ฮอนด้าน่าจะต้องการให้คนขับรู้จักการเสียสละเพื่อผู้โดยสาร
แอร์เย็นสะใจ จุดนี้ต้องชม
ระบบปรับอากาศทำงานได้ดีมาก แม้อุณหภูมิภายนอกจะเกือบ 40 องศา ห้องโดยสารก็เย็นลงได้รวดเร็ว ช่องแอร์หลังช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังสบายขึ้นอย่างชัดเจน และอย่างที่กล่าวไป ชุดปุ่มควบคุมแอร์ใช้งานสะดวกมาก หมุนแล้วมีแรงต้านและเสียงตอบสนองกำลังดี
เป็นความสนุกเล็ก ๆ ที่รถซึ่งย้ายทุกฟังก์ชันเข้าไปในหน้าจอให้ไม่ได้ บางครั้งความทันสมัยก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนทุกอย่างไว้ในเมนู 4 ชั้น ร้อนก็หมุน – หนาวก็หมุน จบ…ง่ายๆ
กระจกไฟฟ้าอัตโนมัติ เหมือนงบประมาณมาถึงแค่บานเดียว
กระจกหน้าต่างปรับไฟฟ้าแบบอัตโนมัติมีเฉพาะฝั่งคนขับ จริง ๆ อย่างน้อยเพิ่มฝั่งผู้โดยสารหน้าอีกบานก็น่าจะดี งบประมาณคงไม่ได้ขยับขึ้นถึงขั้นต้องจำนองโรงงาน แต่ฮอนด้าอาจคิดว่า คนขับคือผู้ควบคุมรถ จึงควรได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น ผู้โดยสารอยากเปิดกระจกก็ช่วยกดแช่ไว้ก่อน ถือเป็นกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับรถ
ที่พักแขนด้านหน้ามี แต่เหมือนไม่อยากให้พักจริง
คอนโซลกลางมีที่พักแขนมาให้ แต่ตำแหน่งค่อนข้างสั้นและลึก เวลาจะวางแขนต้องเอียงตัวหรือขยับท่านั่งเล็กน้อยถึงจะพิงได้พอดี การจัดวางปุ่มเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Brake Hold กินพื้นที่บริเวณคอนโซลกลางพอสมควร ส่วนตัวมองว่าน่าจะย้ายปุ่มเหล่านี้ไปรวมใกล้คันเกียร์ แล้วขยายที่พักแขนให้ยาวและใช้งานได้จริงมากขึ้น ตอนนี้มันเกือบมีประโยชน์แล้ว ขาดอีกนิดเดียวจริง ๆ เหมือนออกแบบมาถึงรอบสุดท้าย แล้ววิศวกรพูดว่า “พอแล้ว กลับบ้าน”
เบาะหลังพื้นที่ดี แต่ตรงกลางเหมือนมีไว้ลงโทษคนแพ้
พื้นที่วางขาของเบาะหลังถือว่ากว้างมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวรถ ผู้โดยสารสองคนด้านหลังสามารถนั่งได้สบาย พื้นที่เหนือศีรษะและช่วงเข่าก็เพียงพอ แอร์หลังเย็นทั่วถึง เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทย แต่ตำแหน่งเบาะกลางมีความนูนและแข็ง ทำให้นั่งไม่สบายเท่าสองตำแหน่งริม แม้ตามกฎหมายและจำนวนเข็มขัดนิรภัยจะนั่งได้ 3 คน แต่คนตรงกลางน่าจะต้องจับสลากกันก่อนออกเดินทาง
ใครแพ้ก็นั่งกลาง
ใครชนะก็นั่งริม
ส่วนใครเป็นเจ้าของรถก็นั่งหน้าไปเลย
รถคันนี้จึงเหมาะกับผู้โดยสารด้านหลัง 2 คนมากกว่า แม้ว่าจะสามารถรองรับ 3 คนในกรณีจำเป็นได้ ส่วนใบปัดน้ำฝนด้านหน้ามีขนาดใหญ่และกวาดพื้นที่กระจกได้ดี ช่วงฝนตกสามารถปาดน้ำออกได้ชัดเจน จุดนี้ต้องชมว่าใช้งานจริงได้ดีมาก ปาดครั้งเดียว เห็นโลกทันที

กล้อง 360 องศามาแล้ว แต่รถเหมือนลอยบนพรมวิเศษ
Honda City รุ่นนี้ติดตั้งกล้องมองรอบคัน 360 องศามาให้ ซึ่งถือว่าดีกว่าไม่มีและช่วยเพิ่มความสะดวกเวลาเข้าจอดหรือขับในพื้นที่แคบ แต่ภาพจากกล้องยังไม่ได้มีการจำลองตัวรถและพื้นด้านล่างให้สมจริงเหมือนรถหลายรุ่นในปัจจุบัน วิธีแก้ของฮอนด้าคือ ไม่ต้องทำภาพพื้นด้านล่างให้ยุ่งยาก ปล่อยรถลอยไปเลย ดูแล้วบางมุมให้ความรู้สึกเหมือนรถกำลังบินอยู่บนพรมวิเศษ ไม่แน่ใจว่าจอดรถหรือกำลังเดินทางไปเมืองอะลาดิน คุณภาพภาพจากกล้องพอใช้งานได้ แต่ยังไม่คมชัดนัก
กล้องด้านข้างให้อารมณ์คล้ายกล้องวงจรปิดหน้าร้านสะดวกซื้อ เมื่อเปิดไฟเลี้ยว ภาพจากกล้องด้านข้างจะแสดงบนหน้าจอกลางขนาดใหญ่ ช่วยให้มองรถจักรยานยนต์หรือวัตถุด้านข้างได้ดีขึ้น แต่ปัญหาคือภาพกล้องสามารถบดบังแผนที่นำทางได้ในช่วงที่กำลังเลี้ยว เวลาขับในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณแยกซับซ้อน ควรจำทางไว้บ้าง เพราะถ้ารอให้แผนที่บอกตอนกำลังเลี้ยว กล้องด้านข้างอาจขึ้นมาปิดจังหวะสำคัญพอดี จากที่จะได้เลี้ยวซ้าย อาจกลายเป็นทัวร์กรุงเทพฯ รอบพิเศษแทน

Auto Brake Hold ใช้ดี แต่ต้องเปิดใหม่ทุกครั้ง
ระบบ Auto Brake Hold เป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเวลาขับในเมืองหรือรถติด เมื่อรถหยุดสนิท ระบบจะช่วยค้างเบรกไว้ ผู้ขับไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างตลอดเวลา และเมื่อต้องการออกตัวก็เพียงกดคันเร่ง รถจะเคลื่อนตัวต่อทันที สะดวกและช่วยลดความเมื่อยล้าได้จริง
ข้อสังเกตคือเมื่อดับและสตาร์ทรถใหม่ ระบบจะกลับไปปิดอีกครั้ง ทำให้ต้องกดเปิดใหม่ทุกครั้งที่ใช้งาน น่าจะมีตัวเลือกให้ระบบจดจำค่าล่าสุด หรือเปิดเป็นค่าเริ่มต้นได้ เพราะคนที่ใช้เป็นประจำก็ต้องกดปุ่มเดิมทุกวัน จนกลายเป็นพิธีกรรมก่อนออกจากบ้าน
คาดเข็มขัด
กดสตาร์ต
เปิด Auto Hold
ถอนหายใจ
แล้วค่อยออกเดินทาง
สรุป Honda City e ใหม่ ดีไหม?
Honda City e รุ่นใหม่ไม่ได้มีข้อเสียร้ายแรง และไม่ได้เป็นรถที่แย่แต่อย่างใด มันคือรถที่นำพื้นฐานเดิมซึ่งทำได้ดีอยู่แล้ว มาปรับหน้าตา เพิ่มอุปกรณ์ และปรับรายละเอียดบางจุดให้ทันสมัยขึ้น มากกว่าจะเป็นรถใหม่หมดทั้งคัน
จุดเด่นยังคงเป็นการขับขี่ที่สนุก คล่องตัว ช่วงล่างมั่นใจ เครื่องยนต์ไฮบริดประหยัดน้ำมัน ห้องโดยสารใช้งานง่าย แอร์เย็น และมีความอุ่นใจด้านแบรนด์ ศูนย์บริการ และการดูแลระยะยาว
สิ่งที่ต้องยอมรับคือเสียงรบกวนที่เข้ามาในห้องโดยสาร เบาะที่ค่อนข้างแข็ง วัสดุภายในที่ไม่ได้หรูหรา ตำแหน่งที่พักแขนใช้งานไม่ถนัด เบาะหลังตรงกลางนั่งไม่สบาย และคุณภาพกล้องรอบคันที่ยังตามหลังคู่แข่งหลายราย
โดยเฉพาะภาพกล้อง 360 องศาที่บางครั้งทำให้รถดูเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ
แต่ไม่ว่ากันครับ
อย่างน้อยมีพรมวิเศษให้ใช้ ดีกว่าต้องลงไปโบกเอง
สุดท้าย Honda City e เหมาะกับคนที่ต้องการรถไฮบริดประหยัดน้ำมัน ขับสนุก ใช้งานง่าย มีศูนย์บริการรองรับจำนวนมาก และไม่ต้องการเสี่ยงกับแบรนด์ที่ยังใหม่เกินไปในประเทศไทย
มันอาจไม่ได้หวือหวาที่สุด
ไม่ได้มีจอใหญ่ที่สุด
ไม่ได้มีไฟบรรยากาศอลังการที่สุด
และไม่ได้ปรับเยอะที่สุด
แต่มันยังเป็น Honda City ที่ขับง่าย ดูแลง่าย และขายต่อไม่ต้องอธิบายให้ใครฟังนาน
ส่วนฮอนด้าจะปรับน้อยไปหรือไม่? ก็นิดหนึ่งครับ แต่นี่แหละฮอนด้า ปรับเยอะเดี๋ยวลูกค้าจำไม่ได้
Honda City e:HEV RS Hatchback ราคา 739,000 บาท
ราคาดังกล่าวเป็นราคาพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับการจองตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569
เครื่องยนต์และระบบไฮบริด
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Atkinson Cycle
- แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC i-VTEC
- ความจุ 1,498 ซีซี
- กระบอกสูบ × ช่วงชัก 73.0 × 89.5 มม.
- อัตราส่วนกำลังอัด 13.5:1
- ระบบจ่ายน้ำมัน PGM-FI
- รองรับน้ำมันสูงสุด E20
- กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 98 PS ที่ 5,600–6,400 รอบ/นาที
- แรงบิดเครื่องยนต์สูงสุด 127 นิวตันเมตร ที่ 4,500–5,000 รอบ/นาที
มอเตอร์ไฟฟ้า
- มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 109 PS ที่ 3,500–8,000 รอบ/นาที
- แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 253 นิวตันเมตร ที่ 0–3,000 รอบ/นาที
- แบตเตอรี่ไฮบริดลิเธียมไอออน
- เกียร์อัตโนมัติ E-CVT
- ขับเคลื่อนล้อหน้า
- อัตราประหยัดน้ำมันสูงสุด 27.8 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน UN R101
- ผ่านมาตรฐานมลพิษ Euro 6
ฮอนด้าไม่ได้ระบุ “กำลังรวมระบบ” ด้วยวิธีบวกกำลังเครื่องยนต์กับมอเตอร์ เนื่องจากทั้งสองแหล่งกำลังไม่ได้สร้างกำลังสูงสุดพร้อมกันตลอดเวลา
ขนาดตัวถัง
- ยาว 4,594 มม.
- กว้าง 1,748 มม.
- สูง 1,480 มม.
- ระยะฐานล้อ 2,589 มม.
- ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,497 มม.
- ระยะห่างล้อคู่หลัง 1,485 มม.
- ระยะต่ำสุดจากพื้น 149 มม.
- น้ำหนักรถ 1,232 กก.
- ความจุถังน้ำมัน 40 ลิตร
- รัศมีวงเลี้ยว 5.0 เมตร
- พวงมาลัยหมุนสุด 2.81 รอบ
ช่วงล่าง ล้อ และระบบเบรก
- ช่วงล่างหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัทอิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง
- ช่วงล่างหลังทอร์ชันบีม
- พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS
- ดิสก์เบรกหน้าพร้อมช่องระบายความร้อน
- ดิสก์เบรกหลัง
- เบรกมือไฟฟ้า Electric Parking Brake
- ระบบ Auto Brake Hold
- ล้ออัลลอยขนาด 16 × 6J แบบทูโทนดีไซน์สปอร์ต
- ยางขนาด 185/60 R16
อุปกรณ์ภายนอก
- กระจังหน้าดีไซน์ใหม่เฉพาะรุ่น RS
- ชุดตกแต่งภายนอกสไตล์สปอร์ต
- ไฟหน้า LED
- ไฟหน้า Connecting Light แบบ LED พาดเต็มความกว้างด้านหน้า
- ระบบเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ AHB
- ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวันแบบ LED
- ไฟท้าย LED แบบใสดีไซน์ใหม่
- ไฟตัดหมอกหน้า LED
- กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า
- ไฟเลี้ยว LED บนกระจกมองข้าง
- เสาอากาศแบบครีบฉลาม
- มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
- สัญลักษณ์ RS และ e:HEV
- ล้ออัลลอย 16 นิ้วแบบทูโทน
ห้องโดยสารและความสะดวกสบาย
- ห้องโดยสารโทนสีดำ
- เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์สลับผ้า ตกแต่งสไตล์ RS
- พวงมาลัยหุ้มหนัง
- หัวเกียร์ตกแต่งสไตล์สปอร์ต
- แป้นเปลี่ยนระดับการชะลอความเร็วที่พวงมาลัย
- มาตรวัดพร้อมหน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
- ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
- ระบบสตาร์ตรถและเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท
- ระบบสตาร์ตรถด้วยปุ่ม Push Start
- กุญแจ Honda Smart Key
- ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจอยู่ห่างจากรถ Walk Away Auto Lock
- กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
- อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย
- กระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน
- กระจกฝั่งคนขับเลื่อนขึ้น–ลงอัตโนมัติ
- พนักพิงศีรษะด้านหลัง 3 ตำแหน่ง
- ที่วางแขนเบาะหลังพร้อมที่วางแก้ว
- ช่องจ่ายไฟและช่องเชื่อมต่อ USB
ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อ
- หน้าจอสัมผัส Advanced Touch ขนาด 10 นิ้ว
- รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย
- รองรับ Android Auto แบบไร้สาย
- Bluetooth
- รองรับการโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี
- ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
- ช่องเชื่อมต่อ USB
- ระบบลำโพงภายในห้องโดยสาร
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง Multi-View Camera System หรือ MVCS
Honda SENSING 6 ระบบ
ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ได้แก่
- CMBS ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยเบรก
- ACC with LSF ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมติดตามรถคันหน้าที่ความเร็วต่ำ
- LKAS ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ
- RDM with LDW ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทาง
- AHB ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
- LCDN ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่
ระบบความปลอดภัยอื่น ๆ
- กล้องมองภาพรอบทิศทาง MVCS
- Honda LaneWatch กล้องแสดงภาพมุมอับสายตาฝั่งซ้าย
- ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
- ถุงลมคู่หน้า
- ถุงลมด้านข้างคู่หน้า
- ม่านถุงลมด้านข้าง
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
- สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS
- ระบบล็อกประตูอัตโนมัติตามความเร็ว
- ระบบปลดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน
- จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX
- ระบบกุญแจ Immobilizer
- สัญญาณกันขโมย
- เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดทุกตำแหน่ง
- กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะ รวมอยู่ในระบบกล้องรอบคัน
สีตัวถังรุ่น e:HEV RS
- สีแดง Blazing Red Pearl — สีใหม่
- สีเทา Urban Gray Pearl — สีใหม่
- สีขาว Platinum White Pearl
- สีเทา Meteoroid Gray Metallic
- สีดำ Crystal Black Pearl
สีมุกและสีพิเศษบางสีมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม โดยหน้าเว็บไซต์ฮอนด้าระบุว่าสีดำ Crystal Black Pearl เพิ่ม 6,000 บาท
การรับประกันระบบไฮบริด
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี
- รับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง


