ต้นทุนวัตถุดิบ–ชิปพุ่ง บีบกำไรค่ายรถจีน ครึ่งแรกปี 2026 บริษัทใหญ่ 6 แห่ง ขาดทุนถึง 4 แห่ง
ต้นทุนวัตถุดิบ–ชิปพุ่ง บีบกำไรค่ายรถจีน ครึ่งแรกปี 2026 บริษัทใหญ่ 6 แห่ง ขาดทุนถึง 4 แห่ง
ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ผู้ผลิตรถยนต์จีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายรายได้เปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 2026 สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลว่า ต้นทุนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นกำลังกัดกินอัตรากำไรของอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหนัก
จากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 6 บริษัทที่ประกาศประมาณการล่าสุด มีถึง 4 บริษัทที่คาดว่าจะขาดทุน ส่วนอีก 2 บริษัทที่ยังทำกำไรได้กลับมีกำไรสุทธิลดลงเกือบ 60% หรือมากกว่านั้น
แรงกดดันจากห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำจึงกลายเป็นปัญหาร่วมที่ค่ายรถไม่สามารถดูดซับได้ง่ายในระยะสั้น
ผลประกอบการค่ายรถจีนครึ่งแรกปี 2026
GAC Group คาดว่าจะขาดทุนสุทธิประมาณ 4.06–4.57 พันล้านหยวน หรือราว 20,152–22,681 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นยอดขาย ยอดขายของกิจการร่วมทุนลดลง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
Changan Automobile คาดว่ากำไรจะลดลง 57.66–67.70% เหลือประมาณ 740–970 ล้านหยวน หรือราว 3,673–4,814 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ
Seres คาดว่าจะพลิกจากกำไรเป็นขาดทุนประมาณ 1.5–1.8 พันล้านหยวน หรือราว 7,445–8,933 ล้านบาท เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนห่วงโซ่อุปทานและราคาวัตถุดิบ
BAIC BluePark คาดว่าจะขาดทุนประมาณ 1.77–1.97 พันล้านหยวน หรือราว 8,785–9,777 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา ธุรกิจยังมีปริมาณการผลิตไม่มากพอที่จะสร้างความประหยัดต่อขนาด รวมถึงต้นทุนจากซัพพลายเออร์ต้นน้ำที่เพิ่มขึ้น
JAC Motors คาดว่าจะขาดทุนประมาณ 740 ล้านหยวน หรือราว 3,673 ล้านบาท จากยอดขายที่ลดลง ผลขาดทุนของกิจการร่วมทุน และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
Great Wall Motor คาดว่ากำไรสุทธิจะลดลง แต่ข้อมูลต้นฉบับไม่ได้ระบุตัวเลข โดยมีปัจจัยจากความล่าช้าในการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในต่างประเทศและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ข้อมูลรวบรวมโดย CarNewsChina คำนวณเงินบาทด้วยอัตรา 1 หยวน = 4.963 บาท
วิกฤต “ชิปหน่วยความจำ”
นอกจากวัตถุดิบสำคัญอย่างลิเทียมคาร์บอเนต ทองแดง และอะลูมิเนียมแล้ว “ชิปหน่วยความจำ” กำลังกลายเป็นต้นทุนอีกประเภทที่ผู้ผลิตรถยนต์ควบคุมได้ยาก
ความต้องการชิปจากอุตสาหกรรม AI และศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตชิปให้ความสำคัญกับตลาดที่มีอัตรากำไรสูงกว่า ส่งผลให้อุปทานชิปเกรดยานยนต์เกิดภาวะตึงตัว
ข้อมูลจาก TrendForce ที่ Jiemian News นำมาอ้างอิงระบุว่า ราคาตามสัญญาของชิปหน่วยความจำแบบเทคโนโลยีดั้งเดิมบางประเภทเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 60–70% ในช่วงครึ่งหลังของปี
ชิปแตกต่างจากวัตถุดิบประเภทอื่นตรงที่ไม่มีเครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ให้ค่ายรถใช้ป้องกันความเสี่ยงด้านราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทอย่าง General Motors, Ford และ Nio จึงเริ่มทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวหรือสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ผลิตชิป เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทาน
ค่ายรถถูกบีบจากสองด้าน
ด้านแรกคือต้นทุนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้ต้นทุนวัสดุต่อรถยนต์หนึ่งคันเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4,000–7,000 หยวน หรือประมาณ 19,852–34,741 บาทต่อคัน
สำหรับรถยนต์หรูบางรุ่น ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 10,000 หยวน หรือประมาณ 49,630 บาทต่อคัน
ด้านที่สองคือความต้องการของตลาดลดลง แต่การแข่งขันกลับรุนแรงขึ้น โดยยอดค้าปลีกรถยนต์นั่งในประเทศจีนช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ลดลงถึง 20.2%
ค่ายรถจึงต้องใช้ส่วนลด เงินอุดหนุน และโปรโมชั่นเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ขณะเดียวกันยังต้องทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนารถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 ตลาดจีนมีรถยนต์รุ่นใหม่เปิดตัวเฉลี่ยสูงถึง 3.6 รุ่นต่อวัน ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น งบพัฒนาผลิตภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ท่ามกลางจำนวนลูกค้าที่ลดลง
แนวโน้มต่อจากนี้
S&P Global Ratings ให้ความเห็นกับ Jiemian News ว่า ความต้องการรถยนต์ภายในประเทศจีนไม่น่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในระยะใกล้ ส่งผลให้ค่ายรถยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อกระแสเงินสดและอัตรากำไรต่อไป
บริษัทที่มีรถยนต์ระดับพรีเมียม มีปริมาณการผลิตมากจนเกิดความประหยัดต่อขนาด และมีธุรกิจต่างประเทศที่มั่นคง จะสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตรายเล็กหรือบริษัทที่พึ่งพารถยนต์ราคาประหยัดซึ่งมีอัตรากำไรต่ำ อาจเผชิญสถานการณ์ที่เปราะบางขึ้น เพราะไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ง่ายท่ามกลางสงครามราคา
แม้ค่ายรถจีนจะยังเปิดตัวรถใหม่อย่างรวดเร็วและแข่งขันกันด้านเทคโนโลยี แต่เบื้องหลังกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่พร้อมกันทั้งยอดขายลดลง สงครามราคา ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และวิกฤตชิป ซึ่งอาจทำให้ตลาดรถยนต์จีนเข้าสู่ช่วงคัดกรองผู้เล่นอย่างเข้มข้นกว่าเดิมในช่วงครึ่งหลังของปี 2026


