ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า TOYOTA ในยุโรป ครึ่งปี 2026 เพิ่ม 113% กว่า 62,412 คัน

Toyota EV ยุโรปโตมากกว่าเท่าตัว ครึ่งแรกปี 2026 ยอด BEV เพิ่ม 113% ขณะที่รถพลังงานไฟฟ้าครองสัดส่วน 87%
Toyota Motor Europe เปิดเผยผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนหรือ BEV เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 113% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะแบรนด์ Toyota มียอดขาย BEV เพิ่มขึ้น 125% สะท้อนให้เห็นว่ารถไฟฟ้ารุ่นใหม่ของบริษัทกำลังได้รับการตอบรับมากขึ้นในตลาดยุโรป
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวม ยอดขายรถยนต์ Toyota และ Lexus รวมกันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก โดยมียอดขายทั้งหมด 633,617 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.3% แต่ยังครองส่วนแบ่งตลาดยุโรปได้ประมาณ 7.0%
รถพลังงานไฟฟ้ารวม 549,332 คัน เพิ่มขึ้น 12%
ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2026 Toyota Motor Europe หรือ TME มียอดขายรถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวม 549,332 คัน เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 87% ของยอดขายทั้งหมด
สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้น 9 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปี 2025 โดยแบ่งตามภูมิภาคได้ดังนี้
- ยุโรปตะวันตก 92%
- ยุโรปกลาง 84%
- ยุโรปตะวันออก 61%
- ภาพรวม Toyota Motor Europe 87%
คำว่า “Electrified Vehicle” ที่ Toyota ใช้ ไม่ได้หมายถึงรถยนต์ไฟฟ้าล้วนทั้งหมด แต่รวมรถยนต์หลายระบบขับเคลื่อน ได้แก่ Hybrid, Plug-in Hybrid, Battery Electric Vehicle และรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง
รถยนต์ไฟฟ้าล้วนหรือ BEV มีสัดส่วนประมาณ 11% ของยอดขายทั้งหมด แม้จะยังน้อยกว่ารถไฮบริด แต่กำลังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดของบริษัท

ยอดขาย BEV ของ Toyota Motor Europe เพิ่มขึ้น 113%
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Toyota Motor Europe เพิ่มขึ้น 113% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายผลิตภัณฑ์ BEV รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Toyota bZ4X, bZ4X Touring, Toyota C-HR+ และ Urban Cruiser รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้าในตระกูล Proace
หากนับเฉพาะแบรนด์ Toyota บริษัทจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนได้ 62,412 คัน เพิ่มขึ้นถึง 125% จากปีก่อน
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Toyota ในยุโรปช่วงครึ่งแรกปี 2026 ประกอบด้วย
- Toyota bZ4X จำนวน 20,145 คัน
- Toyota C-HR+ จำนวน 17,316 คัน
- Urban Cruiser จำนวน 9,041 คัน
- Proace City BEV จำนวน 6,016 คัน
- Proace BEV จำนวน 4,328 คัน
- bZ4X Touring จำนวน 3,142 คัน
- Proace Max BEV จำนวน 2,314 คัน
- Hilux BEV จำนวน 110 คัน
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า bZ4X ยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหลักของ Toyota ในยุโรป ขณะที่ C-HR+ สามารถสร้างยอดขายได้ 17,316 คัน หลังเข้ามาเสริมตลาดรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้าที่กำลังแข่งขันอย่างเข้มข้น
ส่วน bZ4X Touring ซึ่งเพิ่งเริ่มทำตลาด มียอดขายแล้ว 3,142 คัน โดยเป็นตัวถังที่เน้นพื้นที่เก็บสัมภาระและการใช้งานแบบครอบครัวมากกว่ารุ่นปกติ
Toyota ขายรวม 592,463 คัน ยังเป็นแบรนด์รถยนต์นั่งอันดับ 2
เฉพาะแบรนด์ Toyota มียอดขายรวม 592,463 คัน เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังรักษาตำแหน่งแบรนด์รถยนต์นั่งที่มียอดขายสูงเป็นอันดับ 2 ในยุโรป
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกประเภทของ Toyota มียอดขายรวม 509,834 คัน เพิ่มขึ้น 13% และคิดเป็นสัดส่วน 86% ของยอดขายแบรนด์ เพิ่มขึ้น 10 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน
แม้รถยนต์ไฟฟ้าล้วนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่กลุ่มไฮบริดยังเป็นกำลังหลักของ Toyota ในตลาดยุโรป โดยเฉพาะรถขนาดเล็กและรถครอสโอเวอร์ที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง
Yaris Cross Hybrid ขายดีที่สุด 107,251 คัน
Toyota Yaris Cross Hybrid ยังคงเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดของ Toyota ในยุโรป ด้วยยอดขาย 107,251 คัน คิดเป็นประมาณ 18% ของยอดขาย Toyota ทั้งหมดในภูมิภาค
รถยนต์นั่งรุ่นหลักของ Toyota ในช่วงครึ่งแรกปี 2026 ได้แก่
- Yaris Cross Hybrid จำนวน 107,251 คัน
- Yaris Hybrid จำนวน 86,820 คัน
- Corolla ทุกรุ่น จำนวน 77,998 คัน
- Toyota C-HR จำนวน 72,099 คัน
- Aygo X Hybrid จำนวน 55,330 คัน
- Toyota bZ4X จำนวน 20,145 คัน
Toyota Yaris มียอดขายรวม 86,821 คัน โดยเกือบทั้งหมดจำนวน 86,820 คันเป็นรุ่นไฮบริด แสดงให้เห็นว่ารุ่นเครื่องยนต์สันดาปธรรมดาแทบไม่มีบทบาทแล้วในตลาดยุโรป
Aygo X มียอดขายรวม 59,353 คัน ในจำนวนนี้เป็น Aygo X Hybrid ถึง 55,330 คัน หรือมากกว่า 93% ของยอดขายรุ่นดังกล่าว
Corolla ขายรวม 77,998 คัน รุ่นไฮบริดยังเป็นกำลังหลัก
Toyota Corolla มียอดขายรวมทุกตัวถัง 77,998 คัน แบ่งเป็น Corolla Hatchback และ Touring Sports จำนวน 45,721 คัน และ Corolla Sedan จำนวน 32,277 คัน
Corolla Hatchback และ Touring Sports เกือบทั้งหมดเป็นรุ่นไฮบริด โดยทำยอดขายได้ 45,720 คัน จากยอดรวม 45,721 คัน
ด้าน Corolla Sedan มียอดขายรุ่นไฮบริด 18,457 คัน จากยอดรวม 32,277 คัน ขณะที่ Corolla Cross Hybrid มียอดขายแยกอีก 26,233 คัน
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบไฮบริดยังเป็นหัวใจสำคัญของ Corolla ในยุโรป โดยเฉพาะตัวถัง Hatchback และ Touring Sports ซึ่งตลาดได้เปลี่ยนเข้าสู่ระบบไฮบริดเกือบทั้งหมดแล้ว
Toyota C-HR ทำยอดขาย 72,099 คัน
Toyota C-HR รุ่น Hybrid และ Plug-in Hybrid มียอดขายรวม 72,099 คัน แบ่งเป็น
- Toyota C-HR Hybrid จำนวน 55,664 คัน
- Toyota C-HR Plug-in Hybrid จำนวน 16,435 คัน
เมื่อนับรวม Toyota C-HR+ ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนอีก 17,316 คัน รถในกลุ่ม C-HR สามารถสร้างยอดขายรวมได้เกือบ 90,000 คันในช่วงเวลาเพียงหกเดือน
อย่างไรก็ตาม Toyota C-HR+ ไม่ใช่เพียงการนำ C-HR รุ่นเครื่องยนต์หรือไฮบริดมาเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน แต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่พัฒนาบนพื้นฐานแพลตฟอร์มสำหรับ BEV และมีรายละเอียดทางวิศวกรรมแตกต่างจาก C-HR รุ่นปกติ
RAV4 มียอดขาย 21,193 คัน
Toyota RAV4 มียอดขายรวม 21,193 คัน แบ่งเป็นรุ่น Hybrid จำนวน 17,827 คัน และ Plug-in Hybrid จำนวน 2,962 คัน
สัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่ยังอยู่ในรุ่นไฮบริด ขณะที่รุ่น Plug-in Hybrid คิดเป็นประมาณ 14% ของยอดขาย RAV4 ทั้งหมด
รถยนต์รุ่นอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ Camry จำนวน 5,572 คัน ในจำนวนนี้เป็น Camry Hybrid 3,705 คัน ส่วน Land Cruiser มียอดขาย 7,488 คัน และ GR Yaris มียอดขาย 802 คัน
ด้าน Prius Plug-in Hybrid มียอดขาย 857 คัน ส่วน Toyota Mirai รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงมียอดขายเพียง 51 คัน สะท้อนว่าตลาดรถยนต์ไฮโดรเจนในยุโรปยังมีขนาดค่อนข้างจำกัด
Toyota Professional ขาย 76,788 คัน ลดลง 5%
กลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ Toyota Professional ซึ่งประกอบด้วย Hilux และรถตู้ตระกูล Proace มียอดขายรวม 76,788 คัน ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 6.1%
Toyota Hilux มียอดขายรวม 20,118 คัน โดยรุ่นไฟฟ้าล้วน Hilux BEV มียอดขาย 110 คันในช่วงครึ่งแรกของปี
ด้านรถตู้เพื่อการพาณิชย์มีรายละเอียดดังนี้
- Proace ยอดขายรวม 15,869 คัน
- Proace City ยอดขายรวม 30,670 คัน
- Proace Max ยอดขายรวม 10,082 คัน
Toyota ระบุว่ายอดขาย Proace BEV เพิ่มขึ้น 37% ส่วน Proace City BEV เพิ่มขึ้น 47% ขณะที่การเพิ่ม Proace Max BEV และ Hilux BEV เข้ามาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ช่วยให้บริษัทมีรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้าครอบคลุมหลายขนาดมากขึ้น
Lexus ขาย 41,154 คัน รถพลังงานไฟฟ้ามีสัดส่วน 96%
Lexus มียอดขายในยุโรปช่วงครึ่งแรกปี 2026 จำนวน 41,154 คัน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แม้ยอดขายรวมจะลดลง แต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกประเภทมีจำนวน 39,498 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 96% ของยอดขาย Lexus ทั้งหมด
หากแบ่งตามภูมิภาค รถยนต์ Lexus ที่จำหน่ายในยุโรปตะวันตกและยุโรปกลางเป็นรถพลังงานไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 100% ส่วนยุโรปตะวันออกอยู่ที่ 61%
Lexus LBX Hybrid เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ด้วยยอดขาย 13,236 คัน ตามด้วย Lexus NX จำนวน 12,992 คัน โดย NX Plug-in Hybrid มียอดขาย 6,918 คัน และ NX Hybrid จำนวน 5,946 คัน
รถยนต์ Lexus รุ่นสำคัญมีตัวเลขดังนี้
- Lexus LBX Hybrid จำนวน 13,236 คัน
- Lexus NX จำนวน 12,992 คัน
- Lexus RX จำนวน 4,173 คัน
- Lexus UX จำนวน 4,159 คัน
- Lexus RZ จำนวน 3,597 คัน
- Lexus ES จำนวน 1,543 คัน
- Lexus LM Hybrid จำนวน 318 คัน
- Lexus GX จำนวน 301 คัน
Lexus RZ เติบโต 43%
Lexus RZ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนมียอดขาย 3,597 คัน เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน Lexus UX Electric มียอดขาย 3,742 คัน
Lexus ES BEV ซึ่งเริ่มปรากฏในรายงานยอดขายแล้ว มียอดส่งมอบ 136 คัน ขณะที่ Lexus RX Plug-in Hybrid มียอดขาย 2,482 คัน เพิ่มขึ้น 25%
หากรวม Lexus ES BEV, UX Electric และ RZ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Lexus อยู่ที่ประมาณ 7,475 คันในช่วงครึ่งแรกปี 2026
กลยุทธ์หลายระบบขับเคลื่อนยังเป็นหัวใจสำคัญ
Till Conrad รองประธานบริหารฝ่ายการขายของ Toyota Motor Europe ระบุว่า ผลงานในช่วงครึ่งแรกของปีแสดงให้เห็นว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังกลายเป็นทางเลือกตามธรรมชาติของลูกค้าในยุโรป โดยบริษัทพบความต้องการทั้งรถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Toyota และ Lexus
Toyota ยังคงเชื่อว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้รวดเร็วขึ้น จำเป็นต้องทำให้ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำสามารถเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง และน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคจำนวนมากที่สุด
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ Multi-Pathway ของ Toyota ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นระบบขับเคลื่อนประเภทเดียว แต่พัฒนาทั้ง Hybrid, Plug-in Hybrid, BEV และ Fuel Cell ให้เหมาะกับความพร้อมของแต่ละตลาด
BEV โตแรง แต่ไฮบริดยังเป็นฐานยอดขายขนาดใหญ่
ตัวเลขครึ่งแรกปี 2026 แสดงให้เห็นภาพที่น่าสนใจว่า ยอดขายรวมของ Toyota Motor Europe ลดลงเล็กน้อย 0.3% แต่ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากลับเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ BEV เติบโตถึง 113%
การเติบโตของ BEV จึงไม่ได้เกิดจากตลาดรวมที่ขยายตัวอย่างมาก แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างยอดขายภายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Toyota เอง รวมถึงการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่หลายรุ่น
อย่างไรก็ตาม รถไฮบริดยังคงเป็นฐานยอดขายขนาดใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะ Yaris Cross, Yaris, Corolla, Toyota C-HR และ Aygo X ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าล้วนกำลังเพิ่มบทบาทผ่าน bZ4X, C-HR+, Urban Cruiser และรถเพื่อการพาณิชย์ตระกูล Proace
จึงอาจกล่าวได้ว่า Toyota ยังไม่ได้เปลี่ยนจากไฮบริดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนทั้งหมด แต่กำลังใช้ยอดขายจากรถไฮบริดเป็นฐาน พร้อมเร่งขยายผลิตภัณฑ์ BEV เพื่อรองรับตลาดยุโรปที่มีข้อกำหนดด้านการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น
ที่มา: Toyota Motor Europe


