ลาวเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ EV ระงับนำเข้ารถยนต์นั่งเบนซิน–ดีเซล ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึงสิ้นปี 2026
ลาวเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ EV ระงับนำเข้ารถยนต์นั่งเบนซิน–ดีเซล ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึงสิ้นปี 2026
รัฐบาลลาวเดินหน้านโยบายยานยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่ ด้วยการระงับนำเข้ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งเบนซินและดีเซล ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 ไปจนถึงสิ้นปี 2026 ส่งผลให้รถยนต์ใหม่ที่นำเข้าประเทศในกลุ่มรถยนต์นั่งต้องเปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเกือบทั้งหมด
รายงานระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นเดือนแรกหลังมาตรการมีผล รถยนต์ที่ลาวนำเข้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 100% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวหมายถึง “รถยนต์นำเข้าในเดือนนั้น” ไม่ได้หมายความว่ารถยนต์ทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนถนนลาวได้เปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว
มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้มข้นที่สุดในโลก แต่ต้องเน้นว่าเป็น “การระงับนำเข้าชั่วคราว” จนถึงสิ้นปี 2026 ไม่ใช่การประกาศยกเลิกรถยนต์น้ำมันอย่างถาวร และยังมีรถยนต์หลายประเภทได้รับการยกเว้น Electrek รายงาน
เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2026
รัฐบาลลาวประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ก่อนกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้กำกับดูแลการนำเข้าและจัดทำรายละเอียดของมาตรการ
นโยบายนี้จำกัดการนำเข้ารถยนต์เบนซินและดีเซลส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกทดแทนในตลาดแล้ว
เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการลดมลพิษจากภาคการขนส่ง แต่ยังรวมถึงการลดการนำเข้าน้ำมัน การรักษาเงินตราต่างประเทศ ควบคุมโครงสร้างราคาของรถยนต์ไฟฟ้า และเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้งาน EV ภายในประเทศ US-ASEAN Business Council
ไม่ใช่การห้ามรถน้ำมันทุกประเภท
แม้หลายสำนักข่าวจะเรียกมาตรการนี้ว่า “แบนรถยนต์น้ำมัน” แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ครอบคลุมยานพาหนะทุกประเภท และไม่ได้หมายถึงการสั่งห้ามประชาชนใช้รถน้ำมันที่มีอยู่เดิม รถยนต์ที่จดทะเบียนและใช้งานอยู่แล้วสามารถใช้งานต่อไปได้ ขณะที่การระงับนำเข้ามุ่งไปที่รถยนต์ใหม่ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลเป็นหลัก
ยานพาหนะบางประเภทได้รับการยกเว้น ได้แก่
- รถโดยสารและรถขนส่งสาธารณะบางประเภท
- รถบรรทุกที่ใช้ในโครงการพัฒนาและโครงการผลิต
- เครื่องจักรก่อสร้างและเครื่องจักรกลหนัก
- ยานพาหนะสำหรับงานเฉพาะทาง
- รถยนต์ที่จำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ซึ่งยังไม่พร้อมเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้า
- ยานพาหนะที่ยังไม่มีทางเลือกพลังงานไฟฟ้าเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน
ดังนั้น คำอธิบายที่แม่นยำกว่าคือ “ลาวระงับนำเข้ารถยนต์น้ำมันส่วนใหญ่ชั่วคราว” โดยมีรถยนต์เฉพาะทางและรถสำหรับภารกิจที่จำเป็นได้รับการยกเว้น Eco-Business
ทำไมลาวต้องเร่งเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า
เหตุผลสำคัญของลาวไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานโดยตรง
ลาวเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล มีประชากรมากกว่า 7 ล้านคน และมีศักยภาพด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำสูง ไฟฟ้าจึงเป็นทรัพยากรที่ลาวสามารถผลิตได้เอง รวมถึงส่งออกไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน
ในทางกลับกัน ลาวต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ การซื้อน้ำมันต้องใช้เงินตราต่างประเทศ และยังทำให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ค่าเงิน และสถานการณ์ด้านการขนส่งระหว่างประเทศ
เมื่อรถยนต์น้ำมันหนึ่งคันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนรถจะเปลี่ยนจากน้ำมันนำเข้า มาเป็นไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศมากขึ้น
ในมุมเศรษฐกิจ นโยบาย EV จึงช่วยลาวได้พร้อมกันหลายด้าน ได้แก่
- ลดความต้องการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป
- ลดการใช้เงินตราต่างประเทศ
- ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก
- เพิ่มการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ
- สร้างตลาดใหม่ให้ธุรกิจสถานีชาร์จและบริการเกี่ยวกับ EV
- ลดมลพิษจากรถยนต์ในระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าของลาวไม่ได้ตั้งอยู่บนเรื่องการลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือบริหารเศรษฐกิจ พลังงาน และเงินตราต่างประเทศไปพร้อมกัน
รถยนต์ไฟฟ้าต่ำกว่า 1.69 ล้านบาท ยกเว้นภาษีสรรพสามิต
มาตรการสำคัญอีกประการคือ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตทั้งหมด
เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 33.80 บาท รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายจะต้องมีมูลค่าต่ำกว่า 50,000 × 33.80 = 1,690,000 บาท
ดังนั้น เกณฑ์ยกเว้นภาษีสรรพสามิตจึงเทียบเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าประมาณ 1.69 ล้านบาท ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์ รวมถึงรถยนต์พลังงานทางเลือกประเภทอื่น รัฐบาลลาวจะศึกษาความเหมาะสมของอัตราภาษีเพิ่มเติม
มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าระดับราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศจำนวนมากในการนำเข้า
รัฐบาลเตรียมควบคุมราคา ป้องกันผู้นำเข้าฉวยโอกาส
เมื่อรัฐบาลจำกัดการนำเข้ารถยนต์เบนซินและดีเซล ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าย่อมเพิ่มขึ้นทันที ความเสี่ยงที่ตามมาคือ ผู้จำหน่ายหรือผู้นำเข้าบางรายอาจปรับราคาขึ้นจากจำนวนทางเลือกในตลาดที่ลดลง
รัฐบาลลาวจึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจัดทำโครงสร้างราคามาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยพิจารณาต้นทุนสำคัญ ได้แก่
- ราคาจากโรงงานผู้ผลิต
- ค่าขนส่ง
- ภาษีและอากรที่เกี่ยวข้อง
- ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า
- อัตรากำไรที่ได้รับอนุญาต
- ราคาขายปลีกของรถแต่ละประเภท
ผู้ประกอบการที่ตั้งราคาสูงเกินกว่ากรอบ หรือใช้มาตรการดังกล่าวเป็นโอกาสในการปั่นราคา อาจถูกปรับหรือได้รับบทลงโทษจากหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ การซื้อขายรถยนต์และการชำระเงินที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการผ่านระบบธนาคารอย่างโปร่งใส เพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน ราคาจำหน่าย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ง่ายขึ้น
บริษัทขนส่งต้องมี EV อย่างน้อย 10% ภายในสิ้นปี 2026
นอกจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแล้ว ลาวยังต้องการผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคธุรกิจ โดยกำหนดเป้าหมายให้บริษัทขนส่งมีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 10% ของกองรถภายในสิ้นปี 2026
รถที่วิ่งในเชิงพาณิชย์มักมีระยะทางใช้งานต่อวันสูงกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล หากสามารถเปลี่ยนรถกลุ่มนี้ไปใช้พลังงานไฟฟ้าได้ จะช่วยลดการใช้น้ำมันในภาพรวมได้มาก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ราคาซื้อรถ ระยะทางต่อการชาร์จ ความรวดเร็วในการชาร์จ ตำแหน่งสถานีชาร์จ ค่าไฟ และความพร้อมของศูนย์บริการ
สำหรับรถบรรทุก เครื่องจักรหนัก หรือรถที่ต้องวิ่งระยะไกลในพื้นที่ห่างไกล การเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าอาจยังทำได้ยาก จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลยังคงให้ข้อยกเว้นกับรถบางประเภท
จับมือพันธมิตร 27 ราย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน EV
ก่อนเริ่มมาตรการระงับนำเข้ารถน้ำมัน ลาวได้วางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้แล้ว โดยในเดือนเมษายน 2026 มีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนรวม 27 ราย
ความร่วมมือครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่
- การติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
- การพัฒนาสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
- การจัดหารถยนต์ไฟฟ้า
- การพัฒนาระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า
- การสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลส่วนกลาง
- ระบบบริหารจัดการพลังงานและสถานีชาร์จ
- ผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการทางการเงิน
- การสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนกองรถเป็น EV
รัฐบาลยังมีแนวทางจัดหาพื้นที่และให้การสนับสนุนด้านเทคนิคแก่ภาคเอกชนที่สนใจลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จ
เป้าหมายระดับประเทศคือทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนมากกว่า 30% ของรถยนต์บนท้องถนนภายในปี 2030
จุดท้าทายคือสถานีชาร์จและกำลังซื้อ
การระงับนำเข้ารถน้ำมันสามารถทำให้สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนผ่านจะไม่มีอุปสรรค
ความท้าทายสำคัญของลาวคือเครือข่ายสถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างเมืองและพื้นที่ชนบท หากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนหัวชาร์จ ผู้ใช้รถอาจต้องเผชิญปัญหารอชาร์จนานหรือไม่สามารถเดินทางในบางเส้นทางได้สะดวก
อีกประเด็นคือกำลังซื้อของประชาชน แม้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจะมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาซื้อเริ่มต้นอาจยังสูงสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม รัฐบาลและสถาบันการเงินจึงต้องพัฒนาสินเชื่อที่เหมาะสม รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นเรื่องแบตเตอรี่ การรับประกัน การซ่อมบำรุง และมูลค่าขายต่อ
นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรฐานร่วมสำหรับหัวชาร์จ ระบบชำระเงิน ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ การรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และระบบจัดการแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุการใช้งาน

แบรนด์จีนมีโอกาสได้ประโยชน์สูงสุด
พื้นที่ตลาดที่เกิดขึ้นหลังลาวจำกัดการนำเข้ารถยนต์น้ำมัน มีแนวโน้มถูกเติมเต็มด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้ผลิตจีนมีรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่รถขนาดเล็กสำหรับใช้งานในเมือง ไปจนถึงรถอเนกประสงค์และรถเพื่อการพาณิชย์
เดือนมิถุนายน 2026 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนไปยังประเทศอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.80 บาท จะมีมูลค่าประมาณ 1,200 ล้าน × 33.80 = 40,560 ล้านบาท เท่ากับว่าจีนส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามายังอาเซียนในเดือนเดียวคิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,560 ล้านบาท โดยรายงานระบุว่าปริมาณส่งออกไปยังลาวและกัมพูชาทำสถิติสูงสุดใหม่
นอกจากแบรนด์จีนแล้ว VinFast จากเวียดนามก็เริ่มสร้างฐานในตลาดผ่าน Xanh SM ซึ่งดำเนินธุรกิจรถแท็กซี่และบริการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า
ทำไมรถยนต์จีนจึงได้เปรียบ
ผู้ผลิตรถยนต์จีนมีข้อได้เปรียบจากห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นราคาไม่สูงให้เลือกจำนวนมาก
สำหรับตลาดอย่างลาว รถยนต์ที่มีโอกาสเติบโตอาจไม่ใช่ EV ระดับหรู แต่เป็นรถขนาดเล็กและรถอเนกประสงค์ราคาจับต้องได้ ซึ่งสามารถใช้เดินทางในเมือง ชาร์จที่บ้าน และมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานต่ำกว่ารถน้ำมัน
ความได้เปรียบอีกประการคือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ลาวมีพรมแดนเชื่อมต่อกับจีนโดยตรง และมีเส้นทางรถไฟจีน–ลาวช่วยสนับสนุนการขนส่งสินค้า ทำให้การนำเข้ารถยนต์ อะไหล่ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสามารถทำได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขายรถได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผู้ผลิตที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวยังต้องสร้างศูนย์บริการ จัดหาอะไหล่ พัฒนาบุคลากร และรับประกันการดูแลแบตเตอรี่ให้เพียงพอ
นโยบายนี้ต่างจากตลาด EV ที่เติบโตตามความต้องการอย่างไร
ในหลายประเทศ เช่น จีนหรือนอร์เวย์ รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ราคาพลังงาน จำนวนรุ่นรถ ระบบสถานีชาร์จ และความต้องการของผู้บริโภค
แต่กรณีของลาวมีความแตกต่าง เพราะรัฐบาลใช้ข้อจำกัดด้านการนำเข้าเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดโดยตรง เมื่อรถน้ำมันใหม่ถูกจำกัด ทางเลือกของผู้ซื้อจึงเหลือรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
ข้อดีคือสามารถเร่งสัดส่วน EV ได้รวดเร็ว แต่ความเสี่ยงคือ หากรถยนต์ไฟฟ้ามีราคาแพงเกินไป สถานีชาร์จไม่เพียงพอ หรือบริการหลังการขายไม่พร้อม ผู้บริโภคอาจชะลอการซื้อรถใหม่และหันไปซื้อรถน้ำมันมือสองแทน
รัฐบาลจึงต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควบคุมราคา และสนับสนุนสินเชื่อควบคู่กัน ไม่เช่นนั้นตัวเลขการนำเข้า EV อาจเพิ่มขึ้น แต่ตลาดรถยนต์โดยรวมอาจหดตัวได้
ไม่ได้แปลว่ารถน้ำมันในลาวจะหายไปทันที
แม้รถยนต์นำเข้าในเดือนมิถุนายนจะเป็น EV 100% ตามรายงาน แต่รถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่เดิมในลาวยังคงเป็นรถยนต์น้ำมัน การเปลี่ยนโครงสร้างรถทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกหลายปี
รถน้ำมันมือสองยังสามารถหมุนเวียนอยู่ในตลาดภายในประเทศ ขณะที่รถเฉพาะทางหลายประเภทยังคงต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะรถที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่มีสถานีชาร์จ
ดังนั้น ผลของนโยบายจะเห็นชัดที่สุดในตลาด “รถยนต์ใหม่ที่นำเข้า” มากกว่าจำนวนรถทั้งหมดบนท้องถนน
บทสรุป
การระงับนำเข้ารถยนต์เบนซินและดีเซลของลาวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงสิ้นปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในการทดลองเชิงนโยบาย EV ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
รัฐบาลลาวไม่ได้มองรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเพียงเครื่องมือแก้ปัญหามลพิษ แต่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ลดการนำเข้าน้ำมัน รักษาเงินตราต่างประเทศ และนำทรัพยากรไฟฟ้าพลังน้ำที่ประเทศผลิตได้เองมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
รถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.69 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ขณะที่รัฐบาลเตรียมควบคุมโครงสร้างราคา พัฒนาสถานีชาร์จ และกำหนดให้บริษัทขนส่งมีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 10% ภายในสิ้นปี 2026
ผู้ได้รับประโยชน์สำคัญมีแนวโน้มเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ราคาจับต้องได้และอยู่ใกล้ตลาดลาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายจะไม่ได้วัดจากจำนวน EV ที่นำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของสถานีชาร์จ ราคาจำหน่าย ศูนย์บริการ อะไหล่ และความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าด้วย
ท้ายที่สุด มาตรการนี้ยังเป็นการระงับนำเข้าชั่วคราว ไม่ใช่การประกาศยกเลิกรถยนต์น้ำมันถาวร ต้องติดตามว่าหลังสิ้นปี 2026 รัฐบาลลาวจะขยายเวลา ปรับเงื่อนไข หรือเปิดนำเข้ารถยนต์สันดาปอีกครั้งในรูปแบบใด


