รถให้มาเต็ม แต่เจ้าของปิดทิ้ง! เทคโนโลยีไหนถูกเมินมากที่สุด : มีผลสำรวจใน UK

รถให้มาเต็ม แต่เจ้าของปิดทิ้ง! เทคโนโลยีไหนถูกเมินมากที่สุด : มีผลสำรวจใน UK
Spread the love
Advertisement Advertisement

ซื้อรถมาแต่ไม่เคยใช้! ผลสำรวจอังกฤษพบเจ้าของรถ 25.9% ไม่แตะ Adaptive Cruise Control

รถยนต์รุ่นใหม่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก ความสบาย และความปลอดภัย แต่ผลสำรวจผู้ขับขี่ในสหราชอาณาจักรจำนวน 1,350 คนพบว่า อุปกรณ์ราคาแพงหลายรายการแทบไม่เคยถูกใช้งาน ขณะที่ผู้ใช้บางส่วนถึงกับปิดระบบความปลอดภัย เพราะมองว่าทำงานก้าวร้าวและสร้างความรำคาญมากกว่าความอุ่นใจ

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดย Censuswide และว่าจ้างโดย Dick Lovett กลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ของสหราชอาณาจักร เก็บข้อมูลจากผู้ขับขี่ชาวอังกฤษในช่วงฤดูร้อนปี 2026 โดยระบุว่าเป็นกลุ่มตัวอย่างที่สะท้อนภาพรวมระดับประเทศ

ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีราคาแพงจำนวนไม่น้อยกำลังถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งาน

เจ้าของรถ 25.9% ไม่เคยใช้ Adaptive Cruise Control

หนึ่งในผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวข้องกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน หรือ Adaptive Cruise Control ซึ่งสามารถปรับความเร็วตามรถคันหน้าและช่วยรักษาระยะห่างได้โดยอัตโนมัติ

ในกลุ่มเจ้าของรถที่มีระบบนี้ติดตั้งอยู่ 25.9% ระบุว่าไม่เคยเปิดใช้งานเลย ขณะที่อีก 7% ยอมรับว่า ต่อให้อยากใช้ก็ไม่รู้ว่าต้องสั่งงานระบบอย่างไร

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาสำคัญของรถยนต์สมัยใหม่ นั่นคือรถอาจมีเทคโนโลยีครบ แต่หากผู้ใช้ไม่ได้รับคำแนะนำที่เพียงพอ หรือขั้นตอนใช้งานซับซ้อนเกินไป อุปกรณ์เหล่านั้นก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่เจ้าของรถจ่ายเพิ่มโดยไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่

ระบบช่วยขับหลายรายการถูกหลีกเลี่ยงหรือปิดทิ้ง

พฤติกรรมลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รายการอื่นด้วย โดยเกือบ 18% ของผู้ตอบแบบสำรวจหลีกเลี่ยงการใช้ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง หรือ Lane-Keeping Assist

ที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือ 21.3% ระบุว่าปิดระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ หรือ Automatic Emergency Braking โดยตรง ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งมองว่าระบบตอบสนองก้าวร้าวหรือไวเกินไป จนอาจสร้างความยุ่งยากมากกว่าความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับความเสี่ยงการชน เตือนผู้ขับขี่ และช่วยสั่งเบรกเมื่อผู้ขับไม่ตอบสนองทันเวลา การปิดระบบจึงอาจทำให้รถสูญเสียชั้นการป้องกันที่มีไว้ช่วยลดโอกาสหรือความรุนแรงของอุบัติเหตุ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพและข้อจำกัดของระบบแตกต่างกันไปในรถแต่ละรุ่น

ส่วนระบบสั่งงานด้วยเสียง หรือ Voice Assistant มีผู้ไม่ใช้งาน 17.8% สะท้อนว่าฟังก์ชันที่ผู้ผลิตมองว่าสะดวก อาจยังไม่ตอบโจทย์เจ้าของรถทุกกลุ่มในชีวิตจริง

AR Head-Up Display มีทั้งคนไม่ใช้และคนใช้ไม่เป็น

หน้าจอแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าแบบผสานภาพเสมือนจริง หรือ Augmented Reality Head-Up Display เป็นอีกเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง แต่ไม่ได้รับความนิยมมากอย่างที่คาด

ในกลุ่มผู้ที่มีระบบนี้ติดตั้งอยู่ 17.1% ระบุว่าเลือกไม่เปิดใช้งาน ส่วนอีก 7% ไม่ทราบวิธีใช้งาน ขณะที่มีเพียง 22.4% เท่านั้นที่บอกว่าใช้ AR Head-Up Display เป็นประจำ

ระบบดังกล่าวสามารถแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ความเร็ว เส้นทางนำทาง หรือสัญลักษณ์เตือนต่างๆ บนแนวสายตาของผู้ขับขี่ แต่สำหรับผู้ใช้บางราย ภาพกราฟิกจำนวนมากอาจสร้างความรำคาญ รบกวนสมาธิ หรือไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องเรียนรู้การตั้งค่า

เบาะนวดและระบบสตาร์ตรถระยะไกลก็ถูกใช้น้อย

อุปกรณ์เพิ่มความสบายหลายรายการมีอัตราการใช้งานเป็นประจำค่อนข้างต่ำเช่นกัน

ในกลุ่มรถที่ติดตั้งเบาะนวด มีเจ้าของเพียง 22% ที่ระบุว่าใช้งานเป็นประจำ ส่วนระบบสตาร์ตรถจากระยะไกลมีผู้ใช้งานเป็นประจำเพียง 24.5%

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาด้วยว่าอุปกรณ์บางชนิดยังไม่ได้ติดตั้งอย่างแพร่หลายในรถของผู้ตอบแบบสำรวจ โดย

  • 67.3% ไม่มีเบาะนวด
  • 62% ไม่มีระบบสตาร์ตรถจากระยะไกล
  • 60.5% ไม่มี AR Head-Up Display
  • 57.3% ไม่มีระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชัน

ดังนั้น ตัวเลขการใช้งานต่ำส่วนหนึ่งจึงเกี่ยวข้องกับจำนวนรถที่มีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่จริง แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่ติดตั้งระบบแล้ว ก็ยังพบผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่เปิดใช้งานหรือไม่รู้วิธีใช้งาน

ฟังก์ชันพื้นฐานและใช้ง่ายได้รับความนิยมมากกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีที่เข้าใจง่าย ใช้งานสะดวก และให้ประโยชน์โดยตรงในชีวิตประจำวันกลับมีอัตราการใช้งานสูงกว่าอย่างชัดเจน

ผู้ตอบแบบสำรวจ 58.3% ระบุว่าไม่สามารถขาดการเชื่อมต่อ Bluetooth ได้ ขณะที่ 45.7% ใช้กล้องมองหลังเป็นประจำ 44.5% ใช้ระบบนำทางติดรถบ่อยครั้ง และ 41% ใช้กระจกบังลมหน้าแบบทำความร้อน

ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าของรถไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่มีแนวโน้มเลือกใช้ฟังก์ชันที่เข้าใจง่าย เห็นประโยชน์ทันที และไม่ต้องปรับตั้งค่าหลายขั้นตอน

มีโหมดขับขี่ แต่เพียง 27.3% ที่เปลี่ยนใช้เป็นประจำ

โหมดการขับขี่กลายเป็นอุปกรณ์ที่พบได้ในรถยนต์รุ่นใหม่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Eco, Normal, Sport, Snow หรือโหมดเฉพาะทางอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า มีผู้ขับขี่เพียง 27.3% ที่เปลี่ยนโหมดขับขี่ของรถเป็นประจำ กลุ่มอายุ 25–34 ปีมีแนวโน้มใช้งานโหมดขับขี่มากกว่าค่าเฉลี่ย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 38.3% ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้ใช้รุ่นใหม่สนใจทดลองฟังก์ชันและปรับรูปแบบการตอบสนองของรถให้เหมาะกับสถานการณ์มากกว่า

อายุมีผลต่อเทคโนโลยีที่เจ้าของรถเลือกใช้

ผลสำรวจยังพบความแตกต่างด้านพฤติกรรมระหว่างช่วงอายุอย่างชัดเจน Bluetooth ถูกใช้งานโดย 68.5% ของกลุ่มอายุ 25–34 ปี และ 68.8% ของกลุ่มอายุ 35–44 ปี แต่ลดลงเหลือ 49.7% ในกลุ่มผู้ขับขี่อายุ 55 ปีขึ้นไป การชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายมีช่องว่างระหว่างวัยมากกว่า โดยมีผู้ใช้งาน 44.4% ในกลุ่มอายุ 35–44 ปี เทียบกับเพียง 20.7% ในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป

ส่วนระบบสตาร์ตรถจากระยะไกลมีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งในสี่ในกลุ่มผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 35 ปี แต่ลดลงเหลือเพียง 5.1% เมื่ออายุเกิน 55 ปี

กระจกบังลมหน้าแบบทำความร้อนกลับมีแนวโน้มสวนทางกับเทคโนโลยีอื่น อัตราการใช้งานเพิ่มจาก 27.2% ในกลุ่มอายุ 18–24 ปี เป็นเกือบ 45% ในกลุ่มอายุ 45–54 ปี ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความต้องการด้านทัศนวิสัยและความสะดวกในการใช้งานช่วงอากาศหนาวของสหราชอาณาจักร

10 เทคโนโลยีในรถยนต์ที่ผู้ขับขี่อังกฤษชื่นชอบ

ผลสำรวจจัดอันดับเทคโนโลยีรถยนต์ที่ได้รับความนิยม 10 อันดับแรก ดังนี้

  1. การเชื่อมต่อ Bluetooth 58.3%
  2. กล้องมองหลัง  45.7%
  3. ระบบนำทางติดรถยนต์ 44.5%
  4. กระจกบังลมหน้าแบบทำความร้อน  41%
  5. เบาะนั่งปรับอุ่น  31.9%
  6. ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย 31.9%
  7. ระบบเตือนมุมอับสายตา 29.4%
  8. กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา  27.8%
  9. โหมดการขับขี่  27.3%
  10. ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน 26.9%

รถมีฟังก์ชันครบ แต่ผู้ใช้อาจไม่เคยได้รับการสอน

ภาพรวมของผลสำรวจชี้ว่า ผู้บริโภคจำนวนมากอาจกำลังจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ที่ไม่มีใครอธิบายวิธีใช้งานให้อย่างเพียงพอ และผู้ใช้อีกส่วนหนึ่งตัดสินใจว่า ฟังก์ชันเหล่านั้นไม่คุ้มกับความยุ่งยากในการเรียนรู้

ระบบช่วยขับและระบบความปลอดภัยหลายรายการมีแนวโน้มติดตั้งอยู่ในรถต่อไป เพราะกฎระเบียบในหลายตลาดกำหนดหรือผลักดันให้ผู้ผลิตต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้ แต่ฟังก์ชันด้านความสะดวกสบายอาจถูกตั้งคำถามมากขึ้น

หากเบาะนวด AR Head-Up Display หรืออุปกรณ์ราคาแพงบางรายการไม่ได้ถูกใช้งานโดยเจ้าของรถส่วนใหญ่ ผู้ผลิตอาจมีโอกาสลดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น เปิดทางให้ลูกค้าเลือกเป็นออปชัน หรือใช้เป็นจุดลดต้นทุนเพื่อทำให้ราคารถเข้าถึงง่ายขึ้น

Alex Lee ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์จาก Dick Lovett กล่าวว่า

“เมื่อรถยนต์มีความซับซ้อนมากขึ้น การสละเวลาเรียนรู้ว่ารถของตนทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยยกระดับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และประสบการณ์ขับขี่โดยรวมด้วย”

ท้ายที่สุด ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่รถมีเทคโนโลยีมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบเหล่านั้นต้องใช้งานง่าย อธิบายได้ชัดเจน และไม่ทำให้ผู้ขับรู้สึกว่ากำลังต่อสู้กับรถของตัวเอง

หากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายให้คำแนะนำที่ดีขึ้น เทคโนโลยีซึ่งเคยถูกปิดทิ้งก็อาจกลับมาสร้างประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

หมายเหตุ: ตัวเลขนี้มาจากการสำรวจผู้ขับขี่ในสหราชอาณาจักรจำนวน 1,350 คนช่วงฤดูร้อนปี 2026 พฤติกรรมผู้ใช้และอัตราการติดตั้งอุปกรณ์อาจแตกต่างจากตลาดประเทศไทย

CARSCOOP

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้