TOYOTA ร่วมกลุ่มค่ายรถใหญ่สหรัฐฯ กดดันสภาคองเกรส เร่งออกกฎหมาย “แบนรถจีน” ก่อนสิ้นปี 2026
TOYOTA ร่วมกลุ่มค่ายรถใหญ่สหรัฐฯ กดดันสภาคองเกรส เร่งออกกฎหมาย “แบนรถจีน” ก่อนสิ้นปี 2026
Toyota เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่อยู่ภายใต้ Alliance for Automotive Innovation ซึ่งกำลังเรียกร้องให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ เร่งผ่านกฎหมายเพื่อสกัดรถยนต์จีน ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย ไม่ให้เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ก่อนสิ้นปี 2026
Reuters รายงานจากกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 ว่า Alliance for Automotive Innovation ซึ่งเป็นสมาคมตัวแทนอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงสภาคองเกรสเพื่อเรียกร้องให้เร่งดำเนินการในประเด็นดังกล่าว
สมาชิกของ Alliance มีค่ายรถยนต์ระดับโลกหลายราย โดยเฉพาะ Toyota รวมถึง General Motors, Ford, Volkswagen, Hyundai, Honda, Stellantis และผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ
ดังนั้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงน่าสนใจสำหรับ Toyota เพราะแม้ Toyota จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น แต่สหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดของบริษัท
กลุ่มที่มี TOYOTA เป็นสมาชิก กังวลรถจีนขยายตัวทั่วโลก
John Bozzella ซีอีโอของ Alliance for Automotive Innovation ระบุในจดหมายถึงสภาคองเกรสว่า ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังส่งออกรถยนต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย ไปยังตลาดทั่วโลกในปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้เกิดขึ้นภายในตลาดสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ แต่เมื่อพิจารณาจากขนาดและความเร่งด่วนของสถานการณ์ กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ต้องการให้สภาคองเกรสออกกฎหมายห้ามรถยนต์จีน รวมถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง ก่อนสิ้นสุดการประชุมสภาในปีนี้
หากกฎหมายดังกล่าวผ่าน จะทำให้ตลาดสหรัฐฯ ถูกปิดกั้นต่อผู้ผลิตรถยนต์จีนในระดับกฎหมาย ไม่ใช่เพียงมาตรการหรือข้อกำหนดของฝ่ายบริหารเท่านั้น
TOYOTA มีผลประโยชน์โดยตรงในตลาดสหรัฐฯ
สำหรับ Toyota ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากบริษัททำตลาดและลงทุนในสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน มีทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานผลิตเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ ซัพพลายเชน รวมถึงเครือข่ายผู้จำหน่ายขนาดใหญ่
ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดหลักของรถยนต์ Toyota หลายรุ่น ตั้งแต่ Corolla, Camry, RAV4, Highlander, Tacoma, Tundra ไปจนถึงรถ Hybrid หลายรุ่น การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันด้านราคา เทคโนโลยี และต้นทุนสูง จึงอาจเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า Reuters ไม่ได้รายงานว่า Toyota เป็นผู้ส่งหนังสือเรียกร้องต่อสภาคองเกรสด้วยตัวเอง แต่ Toyota เป็นหนึ่งในสมาชิกของ Alliance for Automotive Innovation ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินการเรื่องนี้ในนามอุตสาหกรรม
ต้องการปิดทาง BYD, Chery และ SAIC
ก่อนหน้านี้ Alliance for Automotive Innovation ยังเรียกร้องให้ร่างกฎหมายระบุอย่างชัดเจนว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ไม่ควรสามารถออกใบอนุญาตเฉพาะกรณีให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาผลิต จำหน่าย หรือนำเข้ารถยนต์ Connected Vehicle ในสหรัฐฯ
รายชื่อที่ถูกกล่าวถึงโดยตรงประกอบด้วย
- BYD
- Chery
- SAIC Motor
- ผู้ผลิตรถยนต์จีนรายอื่นที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน
หากข้อเสนอนี้ถูกบรรจุลงในกฎหมาย จะทำให้โอกาสที่ค่ายรถจีนรายใหญ่จะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยตรงยากขึ้นอย่างมาก
สหรัฐฯ ไม่ได้กังวลแค่ “ราคารถจีน”
สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุผลหลักที่สหรัฐฯ ใช้ในการจำกัดรถยนต์จีนไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึง “ความมั่นคงแห่งชาติ” เทคโนโลยีภายในรถที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดประกอบด้วย Bluetooth, Wi-Fi, ระบบเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมบางประเภท รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลว่า Connected Vehicle สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก เช่น ตำแหน่งของรถ พฤติกรรมการเดินทาง และข้อมูลของผู้ใช้งาน ซึ่งอาจกลายเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว
กฎหมายอาจแรงจนกระทบ Mercedes-Benz
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข Ted Cruz ประธานคณะกรรมาธิการพาณิชย์ของวุฒิสภา ระบุว่า หากใช้เกณฑ์ห้ามบริษัทที่มีนิติบุคคลจีนถือหุ้นเกิน 15% อย่างตรงไปตรงมา อาจทำให้ Mercedes-Benz ได้รับผลกระทบด้วย
Mercedes-Benz มีนักลงทุนจากจีนถือหุ้นรวมเกือบ 20% แม้ว่าจะเป็นการลงทุนในลักษณะ Passive Investment และไม่ได้หมายความว่าบริษัทถูกจีนควบคุมโดยตรง Cruz จึงเห็นว่าร่างกฎหมายจำเป็นต้องปรับรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนจะสามารถประกาศใช้จริง
Polestar โดนผลกระทบแล้ว
Polestar เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาไปถึงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท แม้ Polestar จะเป็นแบรนด์ที่มีฐานอยู่ในสวีเดน แต่ Geely Holding จากประเทศจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในเดือนมิถุนายน Polestar เปิดเผยว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump กำลังบังคับให้บริษัทหยุดจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ Model Year 2027 เป็นต้นไป จึงหมายความว่า ต่อให้แบรนด์ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากจีนโดยตรง แต่หากมีโครงสร้างการถือหุ้นหรือเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับจีน ก็อาจเข้าข่ายข้อจำกัดของสหรัฐฯ ได้เช่นกัน
TOYOTA และค่ายรถดั้งเดิมกำลังจับตาจีนอย่างหนัก
การที่ Alliance for Automotive Innovation ซึ่งมี Toyota, GM, Ford, Volkswagen, Hyundai, Honda และ Stellantis เป็นสมาชิก ออกมาเร่งสภาคองเกรสในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นความกังวลของอุตสาหกรรมรถยนต์ดั้งเดิมต่อการขยายตัวของผู้ผลิตจีนทั่วโลก
โดยเฉพาะเมื่อ BYD, Geely, Chery, SAIC, GWM และผู้ผลิตจีนรายอื่นกำลังเร่งขยายตลาดนอกประเทศจีน ทั้งยุโรป ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา
สหรัฐฯ จึงกลายเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่รถยนต์แบรนด์จีนยังแทบไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้โดยตรง
หากสภาคองเกรสผ่านกฎหมายฉบับใหม่สำเร็จก่อนสิ้นปี 2026 ก็จะยิ่งสร้าง “กำแพง” ที่สูงขึ้นสำหรับรถยนต์จีน และช่วยรักษาสภาพการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ สำหรับผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตและการลงทุนอยู่ในประเทศ รวมถึง Toyota
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงคัดค้านมาตรการของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกรถยนต์จีน โดยมองว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า
ที่มา: Reuters


