อาทิตย์เดียวจอง 11,000 คัน All-New NISSAN Kicks e-POWER ในญี่ปุ่น ราคา 629,000 บาท

อาทิตย์เดียวจอง 11,000 คัน All-New NISSAN Kicks e-POWER ในญี่ปุ่น ราคา 629,000 บาท
Spread the love
Advertisement Advertisement

Car.watch.impress

Nissan Kicks ใหม่ กระแสตอบรับดี ยอดจองทะลุ 11,388 คัน

รถคอมแพกต์ SUV รุ่นใหม่ Nissan Kicks ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ได้รับกระแสตอบรับช่วงเปิดตัวอย่างดี โดยยอดสั่งจองทะลุ 10,000 คันเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม และเพิ่มเป็นมากกว่า 11,000 คันเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม

มาซาอากิ ชิโนฮาระ จะพาไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นย่อยที่ได้รับความนิยม รวมถึงกำหนดการส่งมอบรถ

ยอดจองสะสม 11,388 คัน ณ วันที่ 3 สิงหาคม

Nissan Kicks รถคอมแพกต์ SUV รุ่นใหม่ของ Nissan Motor เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน โดยมียอดสั่งจองช่วงแรกอยู่ในระดับที่ดี

วันที่ 27 กรกฎาคม ยอดจองทะลุ 10,000 คัน ก่อนเพิ่มเป็น 11,388 คัน ณ วันที่ 3 สิงหาคม ขณะที่ยอดส่งมอบหรือยอดจำหน่ายสะสมอยู่ที่ 4,794 คันในวันเดียวกัน

อากิระ เทรานิชิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด สำนักงานการตลาดญี่ปุ่นของ Nissan ได้จัดการแถลงข้อมูลต่อสื่อมวลชนผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออธิบายสถานการณ์ยอดสั่งจองช่วงแรก โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

สัดส่วนยอดจองแบ่งตามรุ่นย่อยและระบบขับเคลื่อน

  • รุ่น G ขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือ FF สัดส่วน 26%
  • รุ่น G e-4ORCE สัดส่วน 19%
  • รุ่น X+ ขับเคลื่อน 2 ล้อ สัดส่วน 29%
  • รุ่น X+ e-4ORCE สัดส่วน 12%
  • รุ่น X รวมแพ็กเกจ Simple Package ขับเคลื่อน 2 ล้อ สัดส่วน 10%
  • รุ่น X e-4ORCE สัดส่วน 4%

เดิม Nissan คาดการณ์ว่ารุ่น X ซึ่งตั้งราคาต่ำกว่า 3 ล้านเยนอย่างมีกลยุทธ์ น่าจะได้รับความนิยมในสัดส่วนสูง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกกลับเป็นรุ่น G และ X+ ซึ่งมีอุปกรณ์มาตรฐานและตัวเลือกที่ครบครันกว่า โดยทั้งสองรุ่นมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 86% ของยอดจองทั้งหมด

ขณะเดียวกัน รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ e-4ORCE มีสัดส่วนยอดจอง 35% เพิ่มขึ้นจาก Kicks รุ่นก่อนหน้าที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ซึ่ง Nissan ระบุว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงสำหรับรถคอมแพกต์ SUV

สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้าไม่ได้มองระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพียงเพื่อใช้งานบนถนนหิมะเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสมรรถนะและการควบคุมรถแบบเฉพาะตัวของระบบ e-4ORCE อีกด้วย

ออปชันยอดนิยม

อุปกรณ์เสริมจากโรงงานที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่

  1. ระบบ NissanConnect Infotainment
  2. ระบบ NissanConnect Infotainment รุ่น Simple
  3. ระบบเสียง Bose Personal Sound System

อุปกรณ์เหล่านี้ถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับรถให้ตรงกับความต้องการและความชื่นชอบของตนเองได้มากขึ้น

ระบบ NissanConnect Infotainment รุ่นปกติได้รับเลือกติดตั้งในรุ่น G สูงถึง 82% ขณะที่รุ่น X+ และ X มีอัตราเลือกติดตั้งอยู่ที่ 59%

ส่วนระบบเสียง Bose Personal Sound System ได้รับเลือกติดตั้งในรุ่น G ประมาณ 59%

อย่างไรก็ตาม ออปชันบางรายการอาจไม่สามารถเลือกติดตั้งได้ในรถบางรุ่นย่อย

ลูกค้าที่รอรถรุ่นใหม่แห่จองในช่วงแรก

สำหรับสีตัวถัง รุ่นสีทูโทนมีสัดส่วนสูงถึง 44% เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก Kicks รุ่นก่อนหน้าที่มีสัดส่วนสีทูโทนเพียง 28%

สีตัวถังที่ได้รับความนิยมสูงสุดมีดังนี้

  1. Pure White Pearl สัดส่วน 22%
  2. Super Black สัดส่วน 18%
  3. Pure White Pearl หลังคา Super Black แบบทูโทน สัดส่วน 17%
  4. Dark Metal Gray หลังคา Super Black แบบทูโทน สัดส่วน 14%
  5. Resonance Blue หลังคา Super Black แบบทูโทน สัดส่วน 7%
  6. Aurora Flare Blue Pearl สัดส่วน 7%

สีโปรโมตหลักอย่าง Resonance Blue หลังคา Super Black แบบทูโทน ได้รับความนิยมในระดับที่น่าพอใจ

เนื่องจากดีไซน์ภายนอกของ Kicks ใหม่มีเอกลักษณ์และเข้ากับสีตัวถังแบบทูโทนได้ดี จึงมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเลือกสีในลักษณะดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สีตัวถังแบบโมโนโทนหรือสีเดียวก็ยังได้รับความนิยมสูง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มเดียวกับรถยนต์รุ่นใหม่ทั่วไปในปัจจุบัน

ลูกค้าเดิมของ Nissan คิดเป็น 77%

ในช่วงเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ลูกค้ากลุ่มแรกมักเป็นผู้ที่ใช้รถของแบรนด์นั้นอยู่แล้ว และกำลังรอการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า “กลุ่มรอรถรุ่นใหม่”

สำหรับ Kicks ใหม่ ผู้สั่งจองประมาณ 77% เป็นเจ้าของรถยนต์ Nissan อยู่ก่อนแล้ว

คาดว่าในอนาคต เมื่อรถเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น สัดส่วนลูกค้าที่เปลี่ยนมาจากแบรนด์อื่นจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้ชายจองมากกว่าผู้หญิง

เมื่อแบ่งตามเพศ ผู้สั่งจองเป็นผู้ชาย 77% และผู้หญิง 23% จึงถือว่าลูกค้าผู้ชายมีสัดส่วนสูงกว่าค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทำสัญญาซื้อหรือเป็นเจ้าของรถ อาจไม่ใช่ผู้ที่ขับรถเป็นประจำเสมอไป

เนื่องจาก Kicks ใหม่เป็นรถคอมแพกต์ SUV ที่มีขนาดเหมาะสมและขับใช้งานได้ง่าย ผู้เขียนจึงมองว่าสัดส่วนผู้หญิงที่ใช้งานรถจริงอาจสูงกว่าตัวเลขผู้สั่งจอง

ลูกค้าวัย 50–60 ปีมีสัดส่วนสูง

สัดส่วนผู้สั่งจองแบ่งตามช่วงอายุมีดังนี้

  • อายุต่ำกว่า 40 ปี สัดส่วน 18%
  • อายุ 40–49 ปี สัดส่วน 15%
  • อายุ 50–59 ปี สัดส่วน 26%
  • อายุ 60–69 ปี สัดส่วน 23%
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป สัดส่วน 17%

กลุ่มลูกค้าอายุ 30–49 ปีมีสัดส่วนรวมประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งใกล้เคียงกับรถ Nissan รุ่นอื่น

อย่างไรก็ตาม Nissan ต้องการเพิ่มจำนวนลูกค้าในกลุ่มวัย 30–40 ปีให้มากขึ้นในอนาคต

นิสสันเปิดตัว “All-New Kicks” รถยนต์ SUV คอมแพค เจเนอเรชันที่ 2 ในประเทศญี่ปุ่น

โยโกฮามา, ญี่ปุ่น – บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Nissan Motor Co., Ltd.) ประกาศเปิดตัวรถยนต์ All-New Nissan Kicks รุ่นใหม่ล่าสุดในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดการเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายนเป็นต้นไป

Nissan Kicks ได้รับกระแสตอบรับและเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากลูกค้ามาโดยตลอด ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในสไตล์รถยนต์ SUV ดีไซน์ภายนอกที่หรูหรา ตลอดจนอัตราเร่งที่ทรงพลัง นุ่มนวล และความเงียบภายในห้องโดยสารระดับสูง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของระบบไฮบริด e-POWER อันเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของนิสสัน

สำหรับ All-New Kicks เจเนอเรชันที่ 2 นี้ ได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น เพื่อเป็นรถยนต์คอมแพค SUV ที่ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการทำกิจกรรมยามว่าง (Leisure activities) ตัวรถมาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว ดุดัน ห้องโดยสารภายในที่หรูหราเปี่ยมคุณภาพ และขับเคลื่อนด้วยระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันอย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของไลน์อัป Kicks ที่มีการนำเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ e-4ORCE (ระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยไฟฟ้า) เข้ามาติดตั้งอีกด้วย

ราคาจำหน่าย All-New Kicks แนะนำในประเทศญี่ปุ่น

คำนวณใหม่ที่อัตรา ¥1 JPY = 0.2099 บาท

รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD)

  • X simple package ราคา 2,999,700 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 629,637 บาท
  • X ราคา 3,259,300 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 684,127 บาท
  • X+ ราคา 3,549,700 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 745,082 บาท
  • G ราคา 3,898,400 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 818,274 บาท

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD)
เครื่องยนต์/มอเตอร์: HR14DDe (YM52-MM48)

  • X e-4ORCE simple package ราคา 3,349,500 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 703,060 บาท
  • X e-4ORCE ราคา 3,599,200 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 755,472 บาท
  • X+ e-4ORCE ราคา 3,889,500 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 816,406 บาท
  • G e-4ORCE ราคา 4,248,200 เยน | คิดเป็นเงินไทยประมาณ 891,697 บาท

*หมายเหตุ: Google และ Google Maps เป็นเครื่องหมายการค้าของ Google LLC

คุณอากิระ สุงิโมโตะ (Akira Sugimoto) ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการตลาดและการขายประจำประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า:

“Kicks ถือเป็นโมเดลหลัก (Core model) ของนิสสัน และมีบทบาทสำคัญในการส่งมอบคุุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า (Electrification technologies) ให้แก่ลูกค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 เป็นครั้งแรกในตลาดญี่ปุ่น รถยนต์รุ่นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน ทั้งในด้านการออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบาย เพื่อส่งมอบรถยนต์ที่ช่วยกระตุ้นความสนุกสนานในการขับขี่ที่เหนือระดับสำหรับลูกค้าที่มีความพิถีพิถัน”

ยกระดับสมรรถนะและความเงียบด้วยระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 และ e-4ORCE

All-New Kicks มาพร้อมกับการปรับปรุงระบบส่งกำลังใหม่ทั้งหมด โดยใช้ชุดขุมพลังไฟฟ้า e-POWER แบบ 5-in-1 ที่พัฒนาขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกในตลาดญี่ปุ่น ชุดขับเคลื่อนนี้เป็นการรวมส่วนประกอบหลัก 5 ชิ้นเข้าด้วยกันเป็นโมดูลเดียว ได้แก่ มอเตอร์ (Motor), เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator), อินเวอร์เตอร์ (Inverter), ชุดเกียร์ทดรอบ (Reducer) และชุดเพิ่มความเร็วรอบ (Increaser) ส่งผลให้โครงสร้างมีขนาดกะทัดรัดขึ้น น้ำหนักลดลง และมีความแข็งแกร่งสูงขึ้น เมื่อผสานการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร (รหัส HR14DDe) ที่พัฒนาขึ้นสำหรับทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าโดยเฉพาะ ส่งผลให้ระบบขับเคลื่อนทั้งหมดประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นและทำงานได้อย่างเงียบเชียบ

นอกจากนี้ ตัวรถยังได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยไฟฟ้า e-4ORCE ของนิสสัน โดยการบูรณาการแรงบิดที่สูงของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับการควบคุมระบบเบรก ช่วยให้ตัวรถมีการตอบสนองต่อการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ และมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล สะดวกสบาย

ในส่วนของโครงสร้างตัวถังมีความแข็งแกร่งสูง (High-rigidity body) ควบคู่กับระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบใหม่ ช่วยให้การบังคับควบคุมขณะเข้าโค้งมีความมั่นคง และลดการสั่นสะเทือนเมื่อขับผ่านพื้นผิวถนนที่ขรุขระ มั่นใจได้ในความนุ่มนวลตลอดการเดินทาง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเพิ่ม ‘Snow Mode’ (โหมดขับขี่บนหิมะ) เป็นครั้งแรก (มีเฉพาะในรุ่น e-4ORCE) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพถนน รวมถึงบนถนนที่มีหิมะปกคลุม

ดีไซน์ภายนอกโฉบเฉี่ยว ดุดัน พร้อมห้องโดยสารภายในที่สะอาดตาและพรีเมียม

ดีไซน์ภายนอกสะท้อนความล้ำสมัยและทรงพลัง แสดงออกถึงท่วงท่าที่ดูสปอร์ตและแข็งแกร่ง กระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากหมวกกันน็อกของกีฬาอเมริกันฟุตบอล โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแนวนอนขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยไฟหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ (Signature lighting)

  • รุ่นท็อปเกรด G: ชิ้นส่วนภายนอก เช่น กันชน จะได้รับการตกแต่งด้วยสีดำเงาพรีเมียม (Gloss black finish)

  • รุ่นเกรด X, X+, และ X Simple Package: บริเวณกันชนหน้า, สเกิร์ตข้าง และกันชนหลัง จะมีลวดลายรอยบุ๋มทรงเหลี่ยม (Dimple polygon pattern) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นรองเท้าผ้าใบ (Sneaker soles) เพิ่มลูกเล่นและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

  • ด้านท้ายรถ: ตกแต่งด้วยกราฟิกสีดำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟท้ายลากยาวเชื่อมต่อกันทั้งสองฝั่ง (Full-width taillights) เน้นย้ำภาพลักษณ์ความทรงพลังในแบบฉบับรถ SUV

ห้องโดยสารภายในได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัย โปร่งโล่ง และสะดวกสบาย มีการนำวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft-touch) เช่น หนังซินเธติก (Synthetic leather) และผ้า มาใช้บริเวณแผงคอนโซลหน้า, คอนโซลกลาง และแผงประตู เพื่อยกระดับคุณภาพและความรู้สึกหรูหรายามสัมผัส พื้นที่ภายในห้องโดยสารมอบความกว้างขวางระดับท็อปของรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งพื้นที่ช่วงเข่า (Knee room), พื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) และความกว้างของเบาะนั่งตอนหลัง นอกจากนี้ยังมีการนำเบาะนั่งแบบ Zero Gravity มาใช้ทั้งเบาะนั่งคู่หน้าและเบาะนั่งด้านหลังฝั่งริม เพื่อลดความเมื่อยล้าและเพิ่มความสบายสูงสุดให้แก่ผู้โดยสาร

ระบบความบันเทิงมาพร้อม NissanConnect ที่มีบริการของ Google ในตัว (Built-in Google) และหน้าจออินเตอร์เฟสแบบรวมศูนย์ขนาด 12.3 นิ้วคู่ (Dual 12.3-inch integrated display) (ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นย่อย) ช่วยเพิ่มความหรูหราและการใช้งานที่ง่ายดาย แม่นยำ

ในส่วนของสีตัวถังภายนอก มีการแนะนำสีใหม่ ‘Resonance Blue’ เพื่อสื่อถึงความล้ำสมัยและสะอาดตาของระบบ e-POWER โดยเป็นโทนสีน้ำเงินบริสุทธิ์ที่นุ่มนวลพร้อมประกายไฮไลต์ที่สว่างสดใส ทั้งนี้ All-New Kicks มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 9 สี รวมถึงตัวเลือกสีทูโทน (Two-tone)

ขยายขีดความสามารถเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

ภายใต้ระบบความปลอดภัย Nissan’s 360° Safety Assist ระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ยังคงเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ได้รับการอัปเกรดโดยเพิ่มฟังก์ชันใหม่ ได้แก่:

  • Front Wide View (มุมมองด้านหน้าแบบกว้าง)

  • Invisible Hood View (มุมมองทะลุฝากระโปรงหน้า)

  • 3D View (มุมมองแบบ 3 มิติรอบคัน)

ฟังก์ชันเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นจุดอับสายตา เช่น บริเวณทางแยกที่มีสิ่งบดบัง หรือพื้นที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และลดความเครียดในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

ระบบเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับคนเดินถนน, รถยนต์ที่สวนทางมา รวมถึงรถยนต์ที่วิ่งตัดหน้าบริเวณทางแยก เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการชน นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบเตือนและควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา (Intelligent Blind Spot Intervention – I-BSI), ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) รวมถึงระบบเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เข้ามาเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมความปลอดภัยทางด้านท้ายและด้านข้างตัวรถให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ข้อมูลจำเพาะทางวิศวกรรมขั้นต้น (Major Specifications)

มิติและขนาดตัวถัง (Dimensions)

  • ความยาวตลอดคัน (Overall Length): 4,365 มิลลิเมตร
  • ความกว้าง (Overall Width): 1,800 มิลลิเมตร
  • ความสูง (Overall Height): * รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD): 1,615 มิลลิเมตร
    • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD e-4ORCE): 1,610 มิลลิเมตร

  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 2,655 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น (Minimum Ground Clearance): 170 มิลลิเมตร
  • ความกว้างช่วงล้อ (Tread) หน้า / หลัง:
    • รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD): 1,565 / 1,560 มิลลิเมตร

    • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD e-4ORCE): 1,565 / 1,555 มิลลิเมตร

  • มิติภายในห้องโดยสาร (ยาว x กว้าง สูง):

    • รุ่นเกรด X Simple Package / X / X+: 1,930 x 1,450 x 1,230 มิลลิเมตร

    • รุ่นท็อปเกรด G (ทั้ง 2WD และ 4WD): 1,930 x 1,450 x 1,195 มิลลิเมตร (ความสูงหลังคาภายในลดลงเล็กน้อยเนื่องจากการตกแต่ง)

น้ำหนักรถและจำนวนผู้โดยสาร (Weight & Capacity)

  • จำนวนผู้โดยสารสูงสุด: 5 ที่นั่ง

  • น้ำหนักรถเปล่า (Vehicle Weight):

    • รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD):

      • X Simple Package: 1,430 กิโลกรัม
      • X: 1,430 กิโลกรัม
      • X+: 1,450 กิโลกรัม
      • G: 1,480 กิโลกรัม
    • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD e-4ORCE):

      • X e-4ORCE Simple Package: 1,550 กิโลกรัม
      • X e-4ORCE: 1,550 กิโลกรัม
      • X+ e-4ORCE: 1,550 กิโลกรัม
      • G e-4ORCE: 1,590 กิโลกรัม

ข้อมูลระบบส่งกำลัง เครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า (Powertrain)

All-New Kicks ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์เบนซินทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (e-POWER เจเนอเรชันใหม่)

เครื่องยนต์ปั่นกระแสไฟฟ้า (Power Generation Engine)

  • รหัสเครื่องยนต์: HR14DDe
  • ประเภท: เครื่องยนต์เบนซิน DOHC 3 สูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ
  • ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง: ฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ (Nissan Di)
  • ปริมาตรกระบอกสูบ: 1.433 ลิตร (1,433 ซีซี)
  • ขนาดกระบอกสูบ x ระยะชัก: 78.0 x 100.0 มิลลิเมตร
  • อัตราส่วนกำลังอัด: 13.0
  • กำลังสูงสุด: 72 กิโลวัตต์ (98 แรงม้า) ที่ 6,000 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 115 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ/นาที
  • ชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง: น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วมาตรฐาน
  • ความจุถังน้ำมัน: 45 ลิตร

มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวหน้า (Front Motor) – มีในทุกรุ่นย่อย

  • รหัสอ้างอิง: YM52
  • ประเภท: มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับประเภท Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) ที่ 4,600 – 10,700 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 315 นิวตันเมตร ที่ 0 – 2,700 รอบ/นาที

มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวหลัง (Rear Motor) – มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ e-4ORCE

  • รหัสอ้างอิง: MM48
  • ประเภท: มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับประเภท Synchronous Motor 
  • กำลังสูงสุด: 50 กิโลวัตต์ (68 แรงม้า) ที่ 3,500 – 10,000 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด: 140 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,300 รอบ/นาที

แบตเตอรี่หลัก (Main Traction Battery)

  • ประเภท: แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery) มีติดตั้งในทุกเกรด

อัตราสิ้นเปลืองและอัตราทดเกียร์ (Fuel Economy & Gear Ratio)

  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 5.3 เมตร (เท่ากันทุกเกรดรุ่นย่อย)

  • อัตราส่วนลดเกียร์ท้าย (Final Gear Ratio):

    • อัตราทดเกียร์ด้านหน้า (Front): 7.922

    • อัตราทดเกียร์ด้านหลัง (Rear – เฉพาะรุ่น e-4ORCE): 7.282

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน WLTC (Fuel Consumption)

  • รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD): สูงสุดที่ 25.7 กม./ลิตร

    • โหมดการขับขี่ในเมือง (City Mode): 26.4 กม./ลิตร
    • โหมดการขับขี่นอกเมือง (Suburban Mode): 28.7 กม./ลิตร
    • โหมดการขับขี่บนทางด่วน (Highway Mode): 23.8 กม./ลิตร
  • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD e-4ORCE): เฉลี่ยอยู่ที่ 21.2 ถึง 21.5 กม./ลิตร (ค่าแปรผันตามน้ำหนักและรุ่นการตกแต่ง)

ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพอัตราสิ้นเปลือง (โดยประมาณ)

ระบบขับเคลื่อน อัตราประหยัดน้ำมัน (ในเมือง/สภาวะปกติ) ประหยัดที่เพิ่มขึ้น
ICE 14 – 16 กม./ลิตร
e-POWER เจน 2 22 – 23.8 กม./ลิตร เพิ่มขึ้น 30%
e-POWER เจน 3 26.3 – 27.2 กม./ลิตร เพิ่มขึ้น 20% จากเจน 2 

ตัวเลข

แชสซีส์ ระบบกันสะเทือน และระบบเบรก (Chassis & Mechanical Features)

  • ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนล้อหน้า (2WD) หรือ ขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะด้วยไฟฟ้า (4WD e-4ORCE)
  • ระบบบังคับเลี้ยว: แบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมระบบพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (Rack & Pinion Power Steering)
  • ระบบกันสะเทือนหน้า: อิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut)
  • ระบบกันสะเทือนหลัง: ทอร์ชันบีม (Torsion Beam)
  • ระบบเบรกหน้า: ดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน (Ventilated Disc)
  • ระบบเบรกหลัง: ดิสก์เบรกมาตรฐาน (Disc)
  • ขนาดยางและล้อ:

    • เกรด X Simple Package / X / X+ (ทั้ง 2WD และ 4WD): ใช้ยางขนาด 215/60R17 96H พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว (หน้ากว้าง 7.0J, อินเซ็ต 35, PCD 114.3)

    • เกรด G (รุ่นท็อป ทั้ง 2WD และ 4WD): ใช้ยางขนาด 225/45R19 92W พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์พรีเมียมขนาด 19 นิ้ว (หน้ากว้าง 7.5J, อินเซ็ต 35)

 

การออกแบบภายนอก

ดีไซน์ด้านหน้าตัวรถ (Front Facia)

  • กระจังหน้าทรงหมวกกันน็อกอเมริกันฟุตบอล (American Football Helmet Grille): กระจังหน้าแนวนอนขนาดใหญ่แบบใหม่ที่ให้ความรู้สึกดุดัน บึกบึน และกว้างขวาง เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Signature Lighting) ที่เป็นเอกลักษณ์

  • เทคโนโลยีระบบไฟหน้า (LED Headlamps): ติดตั้งไฟหน้า LED (ไฟสูง/ไฟต่ำ) เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

    • เกรด G (รุ่นท็อป): อัปเกรดเป็นระบบไฟหน้าอัจฉริยะ Adaptive LED Headlight System พร้อมระบบปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Levelizer) และไฟเลี้ยวแบบวิ่ง (Sequential Turn Signals)

    • เกรด X / X+ / Simple Package: เป็นระบบไฟหน้า LED พร้อมระบบปรับระดับแบบธรรมดา (Manual Levelizer) และระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist)

ชุดแต่งรอบคันแยกตามรุ่นย่อย (Body Trim Styles)

ชายล่างรอบคันและกันชนถูกออกแบบแยกเป็น 2 สไตล์ตามระดับตกแต่งเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่แตกต่าง:

  • สไตล์สปอร์ตสตรีท (เกรด X, X+, และ X Simple Package): กันชนหน้า, สเกิร์ตข้าง และกันชนหลัง ตกแต่งด้วยสีดำด้าน (Matte Black) พร้อมลวดลายรอยบุ๋มทรงเหลี่ยมที่เรียกว่า “Sneaker Sole Pattern” (ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นรองเท้าผ้าใบ) เพิ่มความโฉบเฉี่ยวและสนุกสนาน

  • สไตล์หรูหราพรีเมียม (เกรด G): ชิ้นส่วนกันชนหน้า-หลัง, กาบข้าง รวมถึงซุ้มล้อ (Fender) ทั้งหมด จะได้รับการพ่นสีดำเงา Gloss Black พร้อมขอบหน้าต่างด้านข้างตกแต่งด้วยแถบสีดำเงาไฮกรอส เสริมความพรีเมียมและภูมิฐาน

ดีไซน์ด้านท้ายรถ (Rear Design)

  • ไฟท้ายลากยาว (Full-width Taillights): ชุดไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ลากยาวเชื่อมต่อกันจากฝั่งซ้ายไปขวา ช่วยเน้นมิติความกว้างของตัวรถให้ดูมั่นคงและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ

  • กราฟิกฝาท้าย: ตกแต่งด้วยแถบกราฟิกสีดำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular black graphic) บริเวณฝาท้าย ผสานเข้ากับชุดไฟท้ายได้อย่างลงตัวและเด่นชัด

ล้อและยาง (Wheels & Tires)

  • เกรด X / X+ / Simple Package: มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว (หน้ากว้าง 7.0J, อินเซ็ต 35, PCD 114.3) จับคู่กับยางขนาด 215/60R17 96H

  • เกรด G (รุ่นท็อป): จัดเต็มด้วยล้ออัลลอยดีไซน์หรูขนาดใหญ่ 19 นิ้ว (หน้ากว้าง 7.5J, อินเซ็ต 35) จับคู่กับยางซีรีส์ต่ำแก้มเตี้ยหน้ากว้างขนาด 225/45R19 92W

ออปชันภายนอกสั่งพิเศษจากโรงงาน (Factory Options)

  • หลังคากระจกพานอรามิก (Panoramic Glass Roof): หลังคากระจกบานใหญ่เปิด-ปิดและกระดก (Tilt) ได้ด้วยไฟฟ้า พร้อมม่านบังแดด เพิ่มความโปร่งโล่งและพรีเมียม (มีให้เลือกติดตั้งเฉพาะบางรุ่น)

  • ฝาท้ายไฟฟ้า (Remote Auto Back Door): เปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติผ่านรีโมทกุญแจ พร้อมระบบดูดปิดนิ่ม (Auto Closer)

  • Clear View Package: เพิ่มระบบละลายน้ำแข็งบริเวณใบปัดน้ำฝนกระจกหน้า (Wiper De-icer), กระจกมองข้างพร้อมระบบไล่ฝ้า และไฟตัดหมอกหลังแบบ LED สำหรับพื้นที่ทัศนวิสัยต่ำหรือหิมะตก

สีตัวถังภายนอก (Color Options)

  • มีให้เลือกทั้งหมด 9 เฉดสี (รวมตัวเลือกสีทูโทน หลังคาดำ / หลังคาเงิน)

  • เปิดตัวสีโปรโมตใหม่ ‘Resonance Blue’ โทนสีน้ำเงินบริสุทธิ์ที่มีผิวสัมผัสเรียบเนียนและสะท้อนประกายไฮไลต์สว่างสดใส สื่อถึงความสะอาด ล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของระบบขับเคลื่อน e-POWER

แนวคิดการออกแบบและมิติพื้นที่ (Interior Concept & Space)

  • โปร่งโล่งและทันสมัย (Modern & Open Space): ห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ให้เปิดกว้าง มอบทัศนวิสัยที่เคลียร์สะอาดตา และจัดวางตำแหน่งปุ่มควบคุมต่างๆ ให้ใช้งานง่ายตามหลักสรีรศาสตร์

  • พื้นที่กว้างขวางระดับท็อป (Class-leading Roominess): ตัวรถมอบพื้นที่ช่วงเข่า (Knee room), พื้นที่เหนือศีรษะ (Headroom) และความกว้างของเบาะนั่งตอนหลังที่กว้างขวางเป็นพิเศษในรถระดับเดียวกัน

  • มิติภายในห้องโดยสาร (ยาว $\times$ กว้าง $\times$ สูง): 1,930 $\times$ 1,450 $\times$ 1,230 mm

    (ยกเว้นรุ่นท็อปเกรด G ความสูงภายในจะอยู่ที่ 1,195 mm เนื่องจากวัสดุและการตกแต่งเพดานหลังคาที่หนาและพรีเมียมขึ้น)

รูปแบบเบาะนั่งและการตกแต่งแยกตามรุ่นย่อย (Seats & Materials)

วัสดุหุ้มเบาะและแผงคอนโซลถูกดีไซน์ให้แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามบุคลิกของแต่ละเกรด:

  • เกรด X และ X Simple Package (รุ่นเริ่มต้น/รุ่นกลาง): * เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าทอ Tricot คอนโซลหน้าและแผงประตูตกแต่งด้วยผ้าโครงสร้างทอหรูหรา เน้นความเรียบง่าย สะอาดตา และใช้งานได้ทนทาน

  • เกรด X+ (รุ่นสปอร์ตพรีเมียม): * เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตหุ้มด้วยผ้าเกรดพรีเมียม เดินตะเข็บด้ายคู่สีทองและสีเทา (Gold & Gray Stitch) มอบลุคที่ดูมีมิติและทันสมัยยิ่งขึ้น

  • เกรด G (รุ่นท็อปสุด): * เบาะนั่งฝั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า (สไลด์, เอน, ปรับความสูง) หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์สัมผัสนุ่มเกรดพรีเมียม (Synthetic Leather) * แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และแผงประตู หุ้มด้วยวัสดุ Soft-touch เดินด้ายเย็บอย่างประณีต พร้อมตัดสลับด้วยวัสดุสีดำเงา Piano Black เพื่อความหรูหราสูงสุด

    Advertisement Advertisement

เทคโนโลยีเบาะนั่งลดความเมื่อยล้า (Zero Gravity Seats)

  • มีการติดตั้งเบาะนั่งแบบ Zero Gravity มาให้ทั้งเบาะนั่งคู่หน้า และเบาะนั่งแถวหลังในตำแหน่งฝั่งริม (Outboard seats) เป็นครั้งแรก ช่วยกระจายน้ำหนักและรองรับสรีระของผู้โดยสารได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยลดความเหนื่อยล้าได้อย่างมากเมื่อเดินทางไกล

หน้าจอและระบบสาระบันเทิงล้ำสมัย (Displays & Infotainment)

  • หน้าจอผู้ขับขี่ขนาดใหญ่: หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่สีแบบ Advanced Drive Assist Display ขนาดใหญ่ถึง 12.5 นิ้ว แสดงข้อมูลระบบ e-POWER และระบบ ProPILOT ได้อย่างคมชัด

  • ระบบความบันเทิงระดับพรีเมียม: หน้าจออินเตอร์เฟสส่วนกลางรวมชิ้นเป็นแนวเดียวแบบอินทิเกรต (Dual-display interface)

    • NissanConnect 12.3 นิ้ว (Built-in Google): หน้าจอทัชสกรีนรุ่นท็อปที่มีระบบ Google ในตัว รองรับ Google Maps/Google Navigation, ระบบสั่งการด้วยเสียง และความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนตลอดเวลา (ขึ้นอยู่กับเกรดรุ่นย่อย)

    • รองรับการเชื่อมต่อ HDMI, Bluetooth, Apple CarPlay และ Android Auto

  • ระบบเสียงระดับไฮเอนด์: สามารถเลือกติดตั้งชุดเครื่องเสียง BOSE Personal Plus Sound System พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง ที่มีการฝังลำโพงไว้ที่พวงหมอนรองศีรษะ ให้มิติเสียงรอบทิศทางสมจริง

อุปกรณ์ความสะดวกสบายและฟังก์ชันมาตรฐานภายใน

  • เบรกมือไฟฟ้า (Electronic Parking Brake): มาพร้อมระบบ Auto Brake Hold เพิ่มความสะดวกสบายเมื่อการจราจรติดขัด

  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ: ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้อย่างแม่นยำ

  • ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย: พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันท้ายตัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมปุ่มเปิด-ปิดระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ProPILOT

  • Hot Plus Package (แพ็กเกจสำหรับเมืองหนาว – ออปชันเสริม): ประกอบด้วยพวงมาลัยทำความร้อน (Steering Heater), ระบบทำความร้อนฝังในเบาะนั่งคู่หน้า (Heated Seats) และท่อส่งลมเป่าร้อนสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพื่อความอบอุ่นที่ทั่วถึงทั้งห้องโดยสาร

ระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ (ProPILOT)

  • ProPILOT System: ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันตามรถคันหน้าและช่วยประคองพวงมาลัยให้อยู่กึ่งกลางเลน ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

  • SOS Call: ระบบโทรช่วยเหลือฉุกเฉินอัตโนมัติที่เชื่อมต่อร่วมกับระบบ ProPILOT สำหรับประสานงานขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางและการตรวจสอบจุดอับสายตา

  • Intelligent Around View Monitor: ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง

  • 3D View: ฟังก์ชันแสดงผลภาพรอบตัวรถแบบ 3 มิติ เพื่อการกะระยะที่แม่นยำยิ่งขึ้น

  • Invisible Hood View: มุมมองเสมือนทะลุฝากระโปรงหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวางหรือหลุมด้านใต้หน้ารถที่มักถูกตัวถังบดบัง

  • Intelligent Room Mirror: กระจกมองหลังอัจฉริยะที่แสดงภาพจากกล้องด้านหลังรถ ช่วยให้มองเห็นทัศนวิสัยท้ายรถได้อย่างชัดเจนแม้มีผู้โดยสารหรือสิ่งของบดบังกระจกหลัง

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Intelligent Safety System)

  • Intelligent Emergency Braking: ระบบเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ช่วยตรวจจับและแจ้งเตือน พร้อมเบรกอัตโนมัติเพื่อลดความรุนแรงหรือหลีกเลี่ยงการชน

  • LDW (Lane Departure Warning): ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถโดยไม่ตั้งใจ

  • Intelligent FCW (Forward Collision Warning): ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ ตรวจจับสัญญาณรถคันหน้าและคันถัดไป

  • Intelligent DA (Driver Attention Alert): ระบบช่วยเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้าหรือสมาธิในการขับขี่ลดลง (ระบบตรวจจับอาการฟุบหรือส่ายของรถ)

  • BSW (Blind Spot Warning): ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาบนกระจกมองข้างเมื่อมีรถคันอื่นอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น

  • Intelligent BSI (Blind Spot Intervention): ระบบควบคุมพวงมาลัยและเบรกอัจฉริยะเพื่อดึงรถกลับเข้าเลนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่กำลังจะเปลี่ยนเลนไปชนกับรถในจุดอับสายตา

  • RCTA (Rear Cross Traffic Alert): ระบบเตือนเมื่อมีรถยนต์วิ่งตัดผ่านด้านหลังในขณะที่กำลังถอยรถออกออกจากช่องจอด

ระบบความปลอดภัยมาตรฐานและการส่องสว่าง (Standard Safety & Mechanical Safety)

  • Adaptive LED Headlight System: ระบบไฟหน้าอัจฉริยะปรับการส่องสว่างตามสถานการณ์ ป้องกันการแยงตารถคันหน้าหรือรถที่สวนมา (มีติดตั้งในเกรดสูง)

  • High Beam Assist: ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ สำหรับรุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลาง

  • VDC (Vehicle Dynamics Control) & TCS (Traction Control System): ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติขณะเข้าโค้งหรือหักหลบกะทันหัน และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีบนถนนลื่น

  • Anchor for ISOFIX Compatible Child Seat: จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX ที่เบาะนั่งตอนหลัง

  • Pretensioner Seatbelts: เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน

  • Tyre Repair Kit: ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน จัดวางอยู่ใต้แผ่นปิดห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ (ไม่มีล้ออะไหล่มาให้)

รุ่นตกแต่งพิเศษ “ROCK CREEK” (สายลุย / Outdoor)

ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ All-New Nissan Kicks รุ่นตกแต่งพิเศษ “ROCK CREEK” สไตล์ออฟโรดสายลุย มีรายละเอียดดังนี้ครับ

All-New Nissan Kicks “ROCK CREEK”

เวอร์ชันตกแต่งพิเศษที่เน้นภาพลักษณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor) เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง X-Trail โดยมาพร้อมชิ้นส่วนตกแต่งทั้งภายในและภายนอกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ

ดีไซน์ภายนอก (Exterior)

  • ตัวถังภายนอก: โดดเด่นด้วยการใช้พื้นฐานโทนสีดำดุดัน

  • กระจังหน้า: ดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ROCK CREEK เป็นแบบกระจังหน้าสีเงิน 3 ช่อง

  • กันชนหน้า: ออกแบบเฉพาะรุ่น ตกแต่งด้วยแถบสีแดง “Lava Red” (ได้รับแรงบันดาลใจจากสีของลาวา)

  • ล้อ: ล้ออัลลอยลวดลายพิเศษเฉพาะรุ่น

ดีไซน์ภายใน (Interior)

  • ห้องโดยสาร: ใช้โทนสีดำตกแต่งเป็นพื้นฐานหลัก

  • เบาะนั่ง: หุ้มด้วย วัสดุกันน้ำ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายในทุกสถานการณ์ ลุยกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างไร้กังวล

  • ชุดตกแต่งภายใน: เดินด้ายและตกแต่งด้วยสีแดง Lava Red ตามจุดต่างๆ เช่น เบาะนั่ง, แผงประตู, แผงหน้าปัด และพวงมาลัย

ระบบขับเคลื่อนและราคาคาดการณ์ (บาท)

(อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน = 0.2031 บาท)

  • รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD)

    • ราคาประมาณ 4,000,000 เยน ประมาณ 812,400 บาท

  • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (e-4ORCE / 4WD)

    • ราคาประมาณ 4,300,000 เยน ประมาณ 873,330 บาท

e-POWER เจนที่ 3 คืออะไร

นิสสันเปิดตัวเทคโนโลยีโคลด์สเปรย์ในเครื่องยนต์ e-POWER รุ่นใหม่ เจนที่ 3 ครั้งแรกของโลก

วันที่ 27 สิงหาคม 2025 นิสสัน มอเตอร์ ประกาศเปิดตัวเครื่องยนต์ใหม่ ZR15DDTe ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 โดยมีไฮไลต์คือการใช้ เทคนิคโคลด์สเปรย์ (Cold Spray) ในการสร้างบ่าวาล์ว (Valve Seat) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ใช้เทคนิคนี้กับเครื่องยนต์รถยนต์

จุดเด่นของ e-POWER

ระบบ e-POWER เป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเฉพาะของนิสสัน โดยเครื่องยนต์ทำหน้าที่เพียง ผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนการขับเคลื่อนล้อทั้งหมดมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ได้อัตราเร่งที่แรง เงียบ และตอบสนองได้ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) แต่ยังคงสะดวกด้วยการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

รถรุ่นล่าสุดที่ใช้ระบบใหม่นี้คือ Nissan Qashqai รุ่นใหม่ ซึ่งมาพร้อมพาวเวอร์เทรน 5-in-1 รุ่นที่ 3 ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตรที่ผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะ ส่งผลให้ทั้งประหยัดน้ำมันและเงียบยิ่งขึ้น

เครื่องยนต์ ZR15DDTe และเทคโนโลยี STARC

เครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ STARC (Strong Tumble & Appropriately Stretched Robust Ignition Channel) ที่ช่วยสร้างการหมุนวนของอากาศ (Tumble) ในห้องเผาไหม้ให้แรงและเสถียร ทำให้จุดระเบิดสมบูรณ์ และทำให้เครื่องยนต์มี ประสิทธิภาพความร้อนสูงถึง 42%

เทคโนโลยีโคลด์สเปรย์บ่าวาล์ว

ปกติแล้วบ่าวาล์วทำจากวัสดุเผาอัดแล้วกดใส่ในพอร์ตไอดี ทำให้มีข้อจำกัดด้านรูปทรง แต่เทคโนโลยีโคลด์สเปรย์ใหม่ของนิสสันใช้การ พ่นผงโลหะด้วยความเร็วเหนือเสียงลงบนฝาสูบอลูมิเนียมโดยตรง จึงไม่ต้องใช้บ่าวาล์วแบบชิ้นแยก และสามารถออกแบบพอร์ตไอดีให้เป็นรูปทรงที่เหมาะสมที่สุดได้

ข้อดีของโคลด์สเปรย์

  • ไม่ทำให้วัสดุหลอมละลาย ลดการเกิดโพรงอากาศและสารประกอบส่วนเกิน
  • การนำความร้อนสูงขึ้น ระบายความร้อนบริเวณวาล์วได้ดี
  • ความทนทานและความน่าเชื่อถือสูง
  • เปิดโอกาสให้ดีไซน์พอร์ตไอดีเพื่อสร้างการไหลของอากาศตามที่ต้องการได้จริง

นิสสันยังได้พัฒนาวัสดุใหม่โดยใช้ทองแดงเป็นหลัก (ไม่ใช้โคบอลต์) ผลิตหัวฉีดเอง และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพการผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด

ความสำคัญของเทคโนโลยี

แม้ว่าโคลด์สเปรย์จะถูกใช้มานานในอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และงานซ่อมบำรุง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นำมาใช้จริงกับ เครื่องยนต์รถยนต์เชิงพาณิชย์

เทคโนโลยี e-POWER เจนที่ 3 : ก้าวสู่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่เหนือกว่า

จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมา e-POWER กำลังจะเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 3 (Third generation)

  • e-POWER เจเนอเรชันที่ 1: เปิดตัวในปี 2016
  • e-POWER เจเนอเรชันที่ 2: เปิดตัวในปี 2020 (ซึ่งเป็นรุ่นที่ Nissan Kicks e-POWER ในไทยใช้อยู่)
  • e-POWER เจเนอเรชันที่ 3: มีกำหนดเปิดตัวในปี 2025 โดยจะเริ่มจาก Nissan Qashqai ในยุโรป และล่าสุดเพิ่งเปิดตัวใน All-NEW NISSAN Elgrand e-POWER

ระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งกำหนดเปิดตัวในปี 2025 นั้นมีวิวัฒนาการก้าวกระโดดที่น่าประทับใจจากเจเนอเรชันก่อนหน้าด้วยการใช้ แนวทางโมดูลาร์ 5-in-1ที่ปรับให้แพ็คเกจของมอเตอร์ ตัวลดรอบ อินเวอร์เตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และตัวเพิ่มรอบเหมาะสมที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบส่งกำลังที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เฉพาะที่มีขนาดกะทัดรัด ทรงพลัง ประหยัด และเงียบ เมื่อใช้ร่วมกับเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ e-POWER วิศวกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงขณะขับขี่บนทางหลวงได้ (สูงสุด 15%) และลดเสียงในห้องโดยสารได้มากถึง 5.6 เดซิเบล

เกือบสิบปีหลังจากการเปิดตัวทั่วโลก นิสสันเปิดตัวเทคโนโลยี e-POWER ที่เป็นเอกลักษณ์และล้ำหน้าที่สุด ระบบนี้เปิดตัวครั้งแรกในภูมิภาคเมื่อสี่ปีที่แล้ว โดยได้รับการพัฒนามาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้าโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก ผสมผสานการเร่งความเร็วที่ราบรื่น ง่ายดาย และความประณีตแบบรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของเครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม

ระบบเจเนอเรชันล่าสุดนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดียิ่งขึ้น การปล่อยมลพิษที่ต่ำลง และความประณีตที่เหนือกว่า New e-POWER จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงไปสู่การขับขี่แบบไร้มลพิษเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของ e-POWER: ประโยชน์ที่เหนือกว่า

หลักการสำคัญของ e-POWER คือ เครื่องยนต์เบนซินจะถูกใช้เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งจะถูกส่งตรงไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนล้อ และชาร์จแบตเตอรี่หากจำเป็น

ต่างจากไฮบริดทั่วไปที่ไม่มีกระปุกเกียร์ที่ซับซ้อนและการเชื่อมต่อเพื่อรวมพลังงานเบนซินและพลังงานไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนล้อ ทำให้การตอบสนองเป็นไปอย่างรวดเร็วและการขับขี่ราบรื่นเสมอ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า และเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเบรกแบบ Regenerative ของ e-POWER จะแปลงพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะถูกส่งกลับเข้าไปในแบตเตอรี่

New e-POWER ยกระดับแนวคิดนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อมอบสมดุลที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความประณีตแบบรถยนต์ไฟฟ้า และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ยังคงมีพิสัยการเดินทางและความยืดหยุ่นของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม

การปรับปรุงที่สำคัญของ New e-POWER

New e-POWER นำมาซึ่งการปรับปรุงที่สำคัญในทุกด้าน

  • อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ลดลงเหลือ 4.5 ลิตร/100 กม. (WLTP) หรือ 22.2 กม./ลิตร (หากแปลงเป็น NEDC จะได้ 26 กม./ลิตร) – เป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในกลุ่มรถยนต์ C-Crossover ซึ่งหมายถึง พิสัยการเดินทางสูงสุด 1200 กม.
  • การปล่อย CO₂: ลดลงจาก 116 กรัม/กม. เหลือ 102 กรัม/กม. ซึ่งลดลง 12% เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน
  • เสียงในห้องโดยสาร: ลดลงสูงสุด 5.6 dB เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า – ให้ความประณีตแบบรถยนต์ไฟฟ้า
  • เพิ่มกำลัง +13.5 แรงม้า PS ในโหมด Sport – มอบการขับขี่ที่ตอบสนองและเร้าใจยิ่งขึ้น

การเปลยนแปลงเครื่องยนต์ที่ครอบคลุม

หัวใจของ New e-POWER คือ ชุดระบบส่งกำลังแบบโมดูลาร์ 5-in-1 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งรวมมอเตอร์ไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อินเวอร์เตอร์, ตัวลดรอบ และตัวเพิ่มรอบเข้าไว้ด้วยกันในแพ็คเกจที่กะทัดรัดและเบาขึ้น เมื่อรวมกับการปรับปรุงการสอบเทียบเครื่องยนต์และฉนวนกันเสียง ระบบจะช่วยลดทั้งเสียงและการสั่นสะเทือนภายใต้ภาระ โดยรวมแล้วกำลังเพิ่มขึ้น 13.5 แรงม้า PS ที่สูงสุด 205 แรงม้า PS ความจุแบตเตอรี่ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 2.1 kWh บนเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร

แม้จะมีเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบสามสูบที่คล้ายกับรุ่นก่อน แต่เครื่องยนต์นี้เป็น เครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมด และถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้งานใน e-POWER โดยนำแนวคิดการเผาไหม้ STARC ของนิสสันมาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนเป็น 42% – ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นพิเศษ – โดยการทำให้การเผาไหม้ในกระบอกสูบมีเสถียรภาพ ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เงียบขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่ความเร็วต่ำ มีการติดตั้งเทอร์โบใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งนำมาซึ่งประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเร็วเครื่องยนต์ลดลง 200 รอบต่อนาทีระหว่างการขับขี่บนทางหลวง ซึ่งส่งผลให้ระดับเสียงโดยรวมลดลง

เทคโนโลยีอัตราส่วนการอัดแปรผันที่พบในรุ่นก่อนหน้าถูกทำให้ไม่จำเป็นด้วยการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ของเครื่องยนต์

ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นเพิ่มเติมมาจากการเปลี่ยนไปใช้น้ำมันหล่อลื่น 0W16 ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานภายใน ลูกค้าจะยังชื่นชอบช่วงการเข้ารับบริการใหม่ที่ยาวนานขึ้น ซึ่งขยายจาก 15,000 กม. เป็น 20,000 กม.

ผลลัพธ์สุทธิของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดคือ Qashqai ที่ติดตั้ง New e-POWER มีประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น 16% ในสภาพการขับขี่จริง และปรับปรุงการใช้เชื้อเพลิงบนทางหลวง 14% เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

กำหนดการเปิดตัวและพร้อมจำหน่าย

  • ระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่สามจะเปิดตัวครั้งแรกในยุโรปกับ Nissan Qashqai crossover โดยจะเริ่มวางจำหน่ายใน เดือนกันยายน 2025
  • ระบบใหม่นี้ยังจะขับเคลื่อน รถตู้ขนาดใหญ่ Elgrand เจเนอเรชันที่สี่ ในญี่ปุ่นในปี 2025 ที่งาน โตเกียว ออโต้โชว์ 2025 เมื่อ 29 ตุลาคมที่ผ่านมาพร้อมจำหน่ายปี 2026
  • จากนั้นจะเปิดตัวในอเมริกาเหนือกับ Rogue เจเนอเรชันถัดไปใน FY26 (ปีงบประมาณ 2026)
  • คาดว่าจะมีการเปิดตัวเพิ่มเติม ในรุ่นอื่นๆในแอฟริกาและโอเชียเนียในอีกไม่กี่เดือนหลังจากเปิดตัวในยุโรป

คุณสมบัติและการปรับปรุงที่สำคัญของระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่สาม

  • ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ระบบใหม่นี้ให้การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดในกลุ่ม เช่น เมื่อนำมาใช้ใน Qashqai จะมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 4.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งเทียบเท่ากับระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดถึง 1200 กิโลเมตร สิ่งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ 1.5 ลิตรแบบใหม่ ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่รอบเครื่องยนต์ต่ำลง เพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อน
  • ลดการปล่อยมลพิษ การปล่อยก๊าซ CO₂ ลดลงอย่างมาก จาก 116 กรัม/กม. เหลือ 102 กรัม/กม. ซึ่งลดลง 12% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • การขับขี่ที่เงียบขึ้น:Nissan มุ่งเน้นไปที่การลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร โดยมีการปรับปรุงได้มากถึง 5.6dB เมื่อเทียบกับเจเนอเรชันที่สอง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวลเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า การทำงานของเครื่องยนต์ยังถูกควบคุมให้น้อยลง โดยมีการควบคุมการผลิตไฟฟ้าอัจฉริยะที่ปรับให้เข้ากับสภาพถนน (เช่น การชาร์จแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นบนถนนที่มีเสียงดัง เพื่อปกปิดเสียงเครื่องยนต์)
  • การออกแบบที่กะทัดรัดและเบาขึ้น: ระบบใหม่นี้ใช้แนวทาง “5-in-1” ที่รวมมอเตอร์ไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อินเวอร์เตอร์, ตัวลดรอบ, และตัวเพิ่มรอบเข้าด้วยกันในแพ็คเกจที่กะทัดรัดและเบาลง
  • ประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า: เช่นเดียวกับ e-POWER รุ่นก่อนหน้า มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานเดียวสำหรับล้อ ให้แรงบิดและการเร่งความเร็วทันที เหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เครื่องยนต์เบนซินทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับมอเตอร์และชาร์จแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ทำให้ไม่จำเป็นต้องชาร์จจากภายนอก
  • กำลังขับเพิ่มขึ้น ระบบใหม่นี้มีกำลังเพิ่มขึ้น โดยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 151kW (เพิ่มขึ้น 11kW) ใน Qashqai และ 204 PS/330 Nm ในรุ่นอย่าง X-Trail/Rogue
  • การทำงานแบบแป้นเดียว (e-Pedal Step) คุณสมบัตินี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งและลดความเร็วได้โดยใช้แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และลดความเมื่อยล้า

Autocar JP

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้