ผิดเงื่อนไข EV 3.0! เปิดทางสรรพสามิตเรียกคืนเงินอุดหนุน–ค่าปรับค่ายรถ คาดมูลค่าหลักพันล้านบาท
ผิดเงื่อนไข EV 3.0! เปิดทางสรรพสามิตเรียกคืนเงินอุดหนุน–ค่าปรับค่ายรถ คาดมูลค่าหลักพันล้านบาท
ผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าบางรายที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 อาจต้องคืนเงินอุดหนุน พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ หลังตรวจสอบพบว่าไม่สามารถผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเพื่อชดเชยรถที่นำเข้ามาจำหน่ายได้ครบตามสัดส่วนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568
กรณีดังกล่าวปรากฏในบันทึกของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 745/2569 ซึ่งจัดทำขึ้นตามข้อหารือของกรมสรรพสามิต เพื่อหาข้อยุติว่าการเรียกคืนเงินอุดหนุนและค่าปรับจากผู้ประกอบการที่ผิดเงื่อนไข EV 3.0 ต้องดำเนินการในรูปแบบใด
คาดว่ากรมสรรพสามิตอาจต้องดำเนินการหลายกรณี และมูลค่ารวมของเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับที่อาจเรียกคืนอยู่ในระดับหลักพันล้านบาท อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เผยแพร่ในขณะนี้ยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ประกอบการ จำนวนรถที่ผลิตขาด หรือยอดเงินที่ต้องชำระของแต่ละบริษัท
EV 3.0 ให้อะไรกับค่ายรถและผู้บริโภค
มาตรการ EV 3.0 เป็นนโยบายที่รัฐบาลใช้ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและดึงดูดให้ผู้ผลิตเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยมีสิทธิประโยชน์สำคัญ ได้แก่
- การลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข
- การลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าจากอัตราปกติ 8% เหลือ 2%
- การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการหรือผู้นำเข้า เพื่อนำไปลดราคาขายรถให้แก่ผู้บริโภค
สำหรับรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท รถที่มีแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 kWh แต่ต่ำกว่า 30 kWh มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน 70,000 บาทต่อคัน ส่วนรถที่มีแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไป ได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาทต่อคัน ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับเงินอุดหนุน 18,000 บาทต่อคัน
เงินอุดหนุนดังกล่าวไม่ได้จ่ายให้ผู้ซื้อรถโดยตรง แต่จ่ายให้ผู้ประกอบการหรือผู้นำเข้า เพื่อให้ตั้งราคาจำหน่ายหลังหักเงินสนับสนุนแล้ว ผู้บริโภคจึงได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากราคารถที่ลดลง
รับสิทธิแล้วต้องผลิตรถชดเชยการนำเข้า
หัวใจของมาตรการ EV 3.0 ไม่ได้อยู่ที่การช่วยลดราคารถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการใช้ยอดนำเข้าในระยะแรกเป็นแรงผลักดันให้เกิดการลงทุนและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในระยะต่อมา
ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปทั้งคัน หรือ CBU ในช่วงปี 2565–2566 และรับสิทธิภายใต้มาตรการ จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพื่อชดเชยการนำเข้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้
- หากผลิตชดเชยเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ใช้อัตรา 1:1 หรือนำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 1 คัน
- หากขยายเวลาการผลิตชดเชยออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ต้องเพิ่มอัตราเป็น 1:1.5 หรือนำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 1.5 คัน
ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและรับเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 คัน หากไม่สามารถผลิตชดเชยให้เสร็จภายในปี 2567 และเลือกใช้ระยะเวลาถึงสิ้นปี 2568 บริษัทนั้นจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยรวม 15,000 คัน
ข้อกำหนดนี้สะท้อนว่าการให้สิทธิประโยชน์ในช่วงแรกมีเงื่อนไขตอบแทนรัฐอย่างชัดเจน คือผู้ประกอบการต้องสร้างกำลังการผลิตและกิจกรรมทางอุตสาหกรรมขึ้นในประเทศไทยตามจำนวนที่กำหนด
ผลิตไม่ครบ ต้องรับผิดอะไรบ้าง
หากผู้ประกอบการผลิตรถชดเชยการนำเข้าไม่ครบ กรมสรรพสามิตสามารถดำเนินการเรียกคืนผลประโยชน์ที่เคยให้ไปตามจำนวนรถที่ขาดได้ โดยความรับผิดแบ่งออกเป็นหลายส่วน
1. คืนเงินอุดหนุนเป็นรายคัน
ผู้ประกอบการต้องคืนเงินอุดหนุนตามจำนวนรถที่ไม่สามารถผลิตชดเชยได้ พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยทบต้น
หากผู้ประกอบการเคยได้รับเงินอุดหนุนรถกลุ่มแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 kWh ขึ้นไปจำนวน 150,000 บาทต่อคัน เงินต้นที่อาจถูกเรียกคืนจะคำนวณจากจำนวนรถที่ขาด คูณด้วยเงินอุดหนุนต่อคัน ก่อนบวกดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง
กรมสรรพสามิตยังสามารถบังคับตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่ผู้ประกอบการวางไว้ตามเงื่อนไขของโครงการได้ด้วย
2. รับผิดส่วนต่างภาษีสรรพสามิต
รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข EV 3.0 ได้รับสิทธิเสียภาษีสรรพสามิต 2% จากอัตราปกติ 8% แต่สิทธิดังกล่าวผูกกับเงื่อนไขการผลิตชดเชยเช่นเดียวกัน หากผลิตไม่ครบ รถส่วนที่ไม่สามารถชดเชยได้ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขรับอัตราภาษีพิเศษ 2% ทำให้เกิดภาระจากส่วนต่างภาษีสรรพสามิต รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย
ตัวเลขภาระจริงจึงไม่ได้คำนวณด้วยการนำราคารถคูณส่วนต่าง 6% โดยตรงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากต้องพิจารณาฐานภาษี จำนวนรถ ระยะเวลา และองค์ประกอบของเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มเป็นรายกรณี
3. ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องร่วมรับผิด
ตามเงื่อนไขของมาตรการ ผู้ได้รับสิทธิ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม และผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้ได้รับสิทธิอาจต้องร่วมกันรับผิด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการเข้าร่วมโครงการและข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัท ด้วยเหตุนี้ ยอดภาระทั้งหมดจึงอาจสูงกว่าเงินอุดหนุนที่ต้องคืน เพราะยังมีดอกเบี้ย ส่วนต่างภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มประกอบอยู่ด้วย
เหตุใดต้องหารือคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเงื่อนไขให้เรียกเงินคืนหรือไม่ เพราะหลักเกณฑ์ของมาตรการได้กำหนดความรับผิดไว้แล้ว แต่กรมสรรพสามิตต้องการความชัดเจนว่าจะเรียกคืนเงินผ่านกระบวนการทางปกครอง หรือจะต้องใช้สิทธิตามข้อตกลงแล้วฟ้องร้องต่อศาลในลักษณะของสัญญา
คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองวินิจฉัยว่า การอนุมัติให้บริษัทเข้าร่วมมาตรการและการอนุมัติจ่ายเงินอุดหนุน มีสถานะเป็น “คำสั่งทางปกครอง” เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ และก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่แก่ผู้ประกอบการ
ส่วนเอกสารที่เรียกว่า “ข้อตกลงการรับสิทธิ” แม้จะมีการลงนาม แต่ในสาระสำคัญเป็นคำรับรองฝ่ายเดียวของผู้ประกอบการว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไข ไม่ใช่สัญญาที่รัฐกับเอกชนมีหน้าที่ตอบแทนซึ่งกันและกัน
ด้วยเหตุนี้ หากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ประกอบการผลิตรถชดเชยไม่ครบ กรมสรรพสามิตสามารถเพิกถอนคำสั่งอนุมัติสิทธิ พร้อมออกคำสั่งเรียกคืนเงินอุดหนุนและค่าปรับได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
การมีบันทึกความเห็นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าคณะกรรมการฯ ได้สั่งให้ค่ายรถรายใดชำระเงินแล้ว แต่เป็นการวางแนวทางทางกฎหมายให้กรมสรรพสามิตใช้ดำเนินการต่อไป
ขั้นตอนสำคัญอาจประกอบด้วย
- กรมสรรพสามิตตรวจสอบจำนวนรถนำเข้า จำนวนรถที่ได้รับเงินอุดหนุน และยอดผลิตชดเชยของผู้ประกอบการแต่ละราย
- คำนวณจำนวนรถที่ผิดเงื่อนไข พร้อมยอดเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับ
- ออกคำสั่งเพิกถอนสิทธิหรือเรียกให้ผู้เกี่ยวข้องชำระเงิน
- แจ้งสิทธิให้ผู้ประกอบการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่ง
- หากไม่ชำระตามคำสั่ง กรมสรรพสามิตต้องมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน
- หากยังไม่ดำเนินการ จึงเข้าสู่กระบวนการบังคับทางปกครองต่อไป
ดังนั้น ตัวเลข “หลักพันล้านบาท” ที่ปรากฏในข่าวยังควรถือเป็นประมาณการเบื้องต้น ไม่ใช่ยอดหนี้ที่มีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือผ่านกระบวนการอุทธรณ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย
ผู้ซื้อรถ EV ต้องคืนเงินอุดหนุนหรือไม่
จากข้อเท็จจริงในกรณีนี้ การเรียกคืนเงินมุ่งไปที่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือกิจการที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิและมีหน้าที่ผลิตรถชดเชย ไม่ใช่ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปใช้งานแล้ว
ผู้ซื้อรถได้รับประโยชน์ผ่านราคาขายที่ลดลง แต่ไม่ได้เป็นคู่กรณีที่มีหน้าที่ตั้งโรงงานหรือผลิตรถชดเชยการนำเข้า จึงไม่ควรตีความว่ารัฐบาลจะเรียกเงินอุดหนุน 70,000 หรือ 150,000 บาทคืนจากเจ้าของรถแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดกับบริษัทที่ถูกเรียกเงินจำนวนมาก เช่น กระแสเงินสด แผนลงทุน กำลังการผลิต การทำตลาด ตลอดจนความสามารถในการให้บริการหลังการขาย แต่ระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและฐานะของผู้ประกอบการแต่ละราย
ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อค่ายรถ
ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุเพียงว่ามี “ผู้ประกอบการบางราย” ผลิตรถชดเชยการนำเข้าไม่ครบ แต่ไม่ได้ระบุชื่อบริษัทหรือแบรนด์รถยนต์
จึงยังไม่ควรคาดเดาหรือระบุชื่อค่ายใดว่าเป็นผู้ผิดเงื่อนไข จนกว่ากรมสรรพสามิตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเปิดเผยผลการตรวจสอบหรือออกคำสั่งอย่างเป็นทางการ เพราะบริษัทที่เข้าร่วมโครงการแต่ละรายมีจำนวนรถนำเข้า แผนผลิต และสถานะการชดเชยแตกต่างกัน
กรณีนี้ยังไม่ควรถูกนำไปเชื่อมโยงกับมาตรการ EV 3.5 โดยอัตโนมัติ เนื่องจากข้อหารือดังกล่าวกล่าวถึงภาระการผลิตชดเชยรถที่นำเข้าและได้รับสิทธิภายใต้มาตรการ EV 3.0 ซึ่งมีกรอบเวลาและสัดส่วนการผลิตเฉพาะของมาตรการเดิม
บทสรุป
บันทึกเรื่องเสร็จที่ 745/2569 ทำให้กรมสรรพสามิตมีแนวทางทางกฎหมายชัดเจนขึ้นในการจัดการผู้ประกอบการที่รับสิทธิ EV 3.0 แล้วผลิตรถชดเชยไม่ครบ โดยสามารถเพิกถอนคำสั่งให้สิทธิ เรียกคืนเงินอุดหนุนพร้อมดอกเบี้ย และเรียกค่าปรับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางภาษีได้ผ่านกระบวนการทางปกครอง
แต่สาระสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไม่ได้มีคำสั่งให้ค่ายรถชำระเงินโดยตรง และขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อค่ายรถหรือยอดเงินของแต่ละราย ขั้นตอนต่อจากนี้จึงต้องจับตาว่ากรมสรรพสามิตจะออกคำสั่งกับผู้ประกอบการกี่ราย มียอดรถที่ผลิตขาดรวมเท่าใด และยอดเรียกคืนเงินอุดหนุน ดอกเบี้ย และค่าปรับสุดท้ายจะอยู่ที่ระดับใด

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา – บันทึกแนวทางเรียกคืนเงินอุดหนุนและค่าปรับตามมาตรการ EV 3.0

