GAC Group เผยขาดทุนปี 2025 กว่า 4 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักๆ GAC HONDA เป็นตัวฉุด

GAC Group ส่อขาดทุนปี 2025 แตะ 9 พันล้านหยวน “GAC Honda” กลายเป็นตัวฉุดหลักของกลุ่ม
สรุปประเด็น: กลุ่ม GAC เปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการปี 2025 ว่าอาจขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่ 8–9 พันล้านหยวน จากที่ปีก่อนหน้ามีกำไร 824 ล้านหยวน โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการชะลอตัวของบริษัทร่วมทุน และแบรนด์ที่ถูกจับตาว่ากระทบมากที่สุดคือ GAC Honda ซึ่งยอดขายดิ่งหนักจนต้องพึ่งโปรโมชันลดราคาอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุการแปลงค่าเงิน: ใช้อัตรา 1 หยวนจีน = 4.51 บาท (ตามข้อมูลที่ผู้อ่านให้มา) ดังนั้นมูลค่าขาดทุน 8–9 พันล้านหยวน เท่ากับประมาณ 36,080 – 40,590 ล้านบาท
คาดขาดทุน “หนักสุดรอบเกือบ 10 ปี” จากกำไร 824 ล้านหยวน สู่ขาดทุน 9 พันล้านหยวน
กลุ่ม GAC ระบุในรายงานคาดการณ์ผลประกอบการว่า อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในสภาพการแข่งขันที่ “รุนแรง” และเกิดการปรับโครงสร้างระบบนิเวศอย่างรวดเร็ว โดยถึงแม้ยอดขายรถยนต์ของบริษัทจะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 แต่ภาพรวมทั้งปียัง “ไม่เป็นไปตามที่คาด” จนต้องเร่งปรับกลยุทธ์ เพิ่มการลงทุนด้านการขาย และจัดการต้นทุน/สินทรัพย์เชิงรุกมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ GAC ชี้แจงในรายงาน:
- การแข่งขันราคาเดือด และโครงสร้างตลาดเปลี่ยนเร็ว ทำให้ต้องอัดงบการตลาดและการขายเพิ่ม
- ปริมาณการขาย + โครงสร้างผลิตภัณฑ์ NEV ภายใต้แบรนด์ตนเองเปลี่ยน ส่งผลให้มีแนวโน้มต้องตั้งสำรองมากขึ้น
- ค่าเสื่อม/ด้อยค่า ของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และสินค้าคงคลังมีโอกาสเพิ่มเมื่อเทียบกับปีก่อน
- บริษัทร่วมทุน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่และปรับสายการผลิต ทำให้รายได้จากการลงทุนลดลงจากการด้อยค่าสินทรัพย์
เมื่อแปลงมูลค่าขาดทุนสูงสุดที่คาดไว้ 9 พันล้านหยวน ด้วยอัตรา 4.51 บาท จะคิดเป็นเงินราว 40,590 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลข “ใหญ่” เมื่อเทียบกับกำไรปี 2024 ที่ 824 ล้านหยวน (ราว 3.72 พันล้านบาท)
ยอดขายทั้งกลุ่มไม่ถึงเป้า 2.3 ล้านคัน ทำได้ราว 1.72 ล้านคัน
ในด้านยอดขาย กลุ่ม GAC เคยตั้งเป้าปี 2025 ที่ 2.3 ล้านคัน หรือเติบโตประมาณ 15% จากฐานปี 2024 ที่ 2.0031 ล้านคัน แต่ยอดขายจริงกลับอยู่ราว 1.7215 ล้านคัน ลดลงประมาณ 14.06% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังของปี แต่ยังไม่เพียงพอจะชดเชยแรงกดดันจากการแข่งขันทั้งในกลุ่มรถ ICE (สันดาป) และรถพลังงานใหม่ (NEV) ที่ต้องใช้ทั้ง “ราคา” และ “เทคโนโลยี” เป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจของผู้ซื้อ
ทำไม “GAC Honda” ถูกมองว่าเป็นตัวฉุดที่หนักที่สุด?
หนึ่งในจุดที่ถูกจับตาคือ GAC Honda ซึ่งรายงานระบุว่ายอดขายสะสม ณ สิ้นปีล่าสุดอยู่ที่ 351,900 คัน ลดลง 25.22% เมื่อเทียบปีก่อน และเป็นแบรนด์ที่ยอดขายหดตัว “มากที่สุด” ภายในเครือ
สถานการณ์ยังต่อเนื่องเข้าสู่ต้นปีถัดไป โดยรายงานการผลิตและการขายเดือนมกราคมระบุว่า GAC Honda มียอดขายเพียง 4,558 คัน ลดลง 69.86% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ฝั่งการผลิตยิ่งน่ากังวลกว่า ผลิตได้เพียง 9,331 คัน ลดลง 65.05%
ภาพรวมสะท้อนอะไร? การลดลงทั้ง “ผลิต” และ “ขาย” มักสะท้อนถึงช่วงปรับตัวหนัก เช่น การบริหารสต็อก การตัด/ชะลอไลน์ผลิต การเคลียร์สินค้าคงคลัง และแรงกดดันต่อเครือข่ายดีลเลอร์ที่ต้องเร่งระบายรถด้วยโปรโมชัน
อัดโปรลดราคา “P7” หนัก 25% แต่ยอดขายยังไม่กลับมา
เพื่อดึงความสนใจจากลูกค้า GAC Honda เดินเกม “ราคา” อย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างรุ่น P7 ที่มีราคาขายปลีก 199,900 หยวน แต่ราคาขายจริงลดลงเหลือราว 149,900 หยวน หรือราว ลด 50,000 หยวน คิดเป็นการลดประมาณ 25%
แปลงเป็นเงินบาทไทย (อัตรา 1 หยวน = 4.51 บาท)
- ราคา 199,900 หยวน ≈ 901,549 บาท
- ราคา 149,900 หยวน ≈ 676,049 บาท
- ส่วนลด 50,000 หยวน ≈ 225,500 บาท
อย่างไรก็ตาม แม้ลดราคาแล้ว รายงานสะท้อนว่ายอดขายของ P7 อยู่เพียงราว 1,000–1,200 คัน/เดือน และยังไม่เกิดแรงส่งที่ต่อเนื่องพอจะ “กู้ยอดขาย” ได้จริง
ด้านพนักงานร้าน 4S ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง ทำให้ขายยาก อีกทั้งตัวเลือกสีจากเดิม 6 สี ถูกลดเหลือเพียง 1 สี (สีขาว) และยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ว่า P7 รุ่นต่อไปอาจถูกตัดฟีเจอร์บางส่วน เพื่อลดต้นทุนและทำราคาให้แข่งขันได้มากขึ้น
ปัญหาเชิงโครงสร้าง “ตามเกม NEV ไม่ทัน” + โมเดลขายแบบเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า GAC Honda อาจได้รับผลกระทบจาก 2 เรื่องหลักพร้อมกัน
- พอร์ต NEV ยังไม่แข็งแรงพอ จำนวนรุ่นพลังงานใหม่มีจำกัดและ “ขายไม่ดี” จึงไม่สามารถสร้างยอดใหม่มาทดแทนตลาด ICE ที่เริ่มเผชิญแรงกดดัน
- แนวทางการตลาด/ช่องทางจำหน่าย ยังยึดติดดีลเลอร์ออฟไลน์แบบเดิม ในขณะที่คู่แข่งจำนวนมากหันไปทำรีเทลรูปแบบใหม่ (โชว์รูมในห้าง/ซูเปอร์มาร์เก็ต/การขายเชิงประสบการณ์) ทำให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ดีกว่า
ในอีกด้าน Honda จีนเคยเปิดตัวแบรนด์ EV “Ye” สำหรับตลาดจีน แต่ช่วงแรกเผชิญกระแสถกเถียงด้านการสื่อสาร/การเล่นคำของชื่อแบรนด์ จนมีรายงานว่าได้ “ถอดตัวอักษรจีน” ออกจากสื่อบางส่วน และเปลี่ยนการเรียกรุ่น “Ye P7” ให้เหลือ “P7” ในเชิงการตลาด
ตัดภาพเทียบในเครือ ทำไมบางแบรนด์โตแรง แต่ GAC Honda ยังทรุด
เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในกลุ่ม GAC ภาพความต่างยิ่งชัด:
- GAC Aion ยอดขายเดือนมกราคม 21,600 คัน เพิ่มขึ้น 171.63%
- GAC Toyota ยอดขายเดือนมกราคม 62,600 คัน เพิ่มขึ้น 9.82%
- GAC Lingcheng (รถพาณิชย์พลังงานใหม่) ยอดขาย 145 คัน เพิ่มขึ้น 559.09%
ตัวเลขสะท้อนว่าในเครือเดียวกัน “บางค่ายสามารถเกาะกระแส NEV ได้” และมีสินค้า/กลยุทธ์ที่ตลาดตอบสนอง ขณะที่ GAC Honda ยังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่านยาก” และต้องพึ่งการลดราคาเพื่อประคองยอด
GAC เดินเกมปฏิรูป “Panyu Action” และประกาศเข้าสู่ “ภาวะสงคราม”
ท่ามกลางแรงกดดัน กลุ่ม GAC เดินหน้าปฏิรูปภายใต้แผน “Panyu Action” โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น
- สร้าง/ยกระดับ สำนักงานใหญ่ด้านการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
- บูรณาการการทำงานของแบรนด์ในเครือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- นำระบบ IPD มาใช้เพื่อยกระดับกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
- ตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อกำกับการดำเนินงานของแบรนด์หลักอย่าง Trumpchi, Aion, Haobo ครอบคลุมลูกค้ารายใหญ่ การตลาด การขาย และช่องทางจำหน่าย
ก่อนหน้านี้ เฟิง ซิงหยา ประธานกลุ่ม GAC ระบุว่าบริษัทเข้าสู่ “ภาวะสงคราม” และต้องชนะ “สามศึกใหญ่” เพื่อสร้าง “GAC โฉมใหม่” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์ขาดทุนล่าสุดสะท้อนว่าเส้นทางฟื้นตัวอาจยังไม่ราบรื่น และต้องใช้ทั้งเวลาและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างที่เฉียบขาด
บทวิเคราะห์ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
1) ความเร็วในการรีเซ็ตพอร์ต NEV — ถ้า GAC Honda ยังมีรุ่น NEV จำกัด และไม่สามารถสร้าง “สินค้าขายได้จริง” ในจีนที่แข่งเดือด โอกาสฟื้นยอดจะยาก
2) ความยั่งยืนของสงครามราคา — การลดราคาแรงช่วยได้ระยะสั้น แต่กดมาร์จิ้นและทำให้ดีลเลอร์แบกรับต้นทุนสูง หากไม่เสริมด้วยสินค้า/บริการที่ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้น
3) การจัดการสต็อกและอุปกรณ์ (Trim/Spec) — ข่าวเรื่อง “ลดสี เหลือสีเดียว” และ “อาจลดฟีเจอร์รุ่นต่อไป” เป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนกับราคาขาย
4) โมเดลช่องทางขาย — หากคู่แข่งเดินหน้าช่องทางรีเทลสมัยใหม่ได้ผล แต่ GAC Honda ยังยึดโมเดลเดิม อาจเสียการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ต่อเนื่อง
