HONDA ขาดทุนจาก EV 520,000 ล้านบาท ผลกระทบอาจลากยาว Accord ใหม่ลุ้นปี 2030 HR-V เจนใหม่อาจรอถึง 2032


วิกฤต EV พ่นพิษ! Honda และ Acura ประกาศยืดอายุรถรุ่นปัจจุบัน เลื่อนแผนเปิดตัวเจเนอเรชันใหม่ไปจนถึงทศวรรษหน้า
Acura และ Honda สองแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ล่าสุดมีรายงานว่าทางค่ายตัดสินใจขยายวงจรชีวิต (Lifecycle) ของรถยนต์หลายรุ่นที่กำลังทำตลาดอยู่ในปัจจุบันออกไป ส่งผลให้รถยนต์ยอดฮิตหลายรุ่นจะยังไม่ได้รับการปรับโฉมใหม่ (Redesign) หรือเปลี่ยนเจเนอเรชันจนกว่าจะถึงช่วงทศวรรษหน้า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลจากการเดิมพันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
บาดแผลจากสงคราม EV และความสูญเสียทางการเงิน
การลงทุนอย่างหนักในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของ Honda กลายเป็นการเดิมพันที่ผิดพลาดและสร้างความเจ็บปวดให้กับบริษัทอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้ Honda ต้องตัดสินใจยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์หลายรุ่นในนาทีสุดท้าย โดยโมเดลที่ตกเป็นเหยื่อของการยกเลิกในครั้งนี้รวมถึง Acura RSX, Afeela 1 รวมถึง Honda 0 Series ทั้งในรูปแบบซีดานและ SUV
จากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่นี้ ส่งผลให้ Honda ต้องแบกรับผลกระทบทางการเงินสูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 15.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 520,566 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 32.74 บาท) ซึ่งถือเป็นตัวเลขความสูญเสียที่มหาศาล ทำให้ทางผู้ผลิตต้องเร่งหามาตรการทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทเอาไว้
แผนการยืดอายุผลิตภัณฑ์ของ Honda (Honda’s Lifecycle Extension)
เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ Honda ได้เลือกใช้วิธีที่รับประกันได้ว่าจะช่วยลดต้นทุนการพัฒนาลงได้ แม้ว่าผู้บริโภคอาจจะไม่ถูกใจสิ่งนี้นัก นั่นคือการ “ยืดอายุ” การทำตลาดของรถยนต์รุ่นยอดนิยมออกไป จากข้อมูลในบันทึกข้อความถึงซัพพลายเออร์ที่ทาง Automotive News ได้รับมา ระบุถึงแผนการเลื่อนเปิดตัวรถยนต์รุ่นสำคัญ ดังนี้
- Honda Odyssey รถกระบะมินิแวนยอดนิยมรุ่นต่อไป (Next-generation) ถูกเลื่อนกำหนดการเปิดตัวออกไปอย่างน้อย 3 ปี โดยกำหนดการใหม่คาดว่าจะมาในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2030
- Honda Accord รถซีดานขนาดกลางรุ่นปัจจุบันจะถูกยืดอายุการทำตลาดเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี และจะดำเนินการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2030 แม้ในเอกสารจะไม่ได้ระบุถึงทิศทางของรุ่นต่อไปอย่างชัดเจน แต่สื่อยานยนต์คาดการณ์ว่าเจเนอเรชันถัดไปอาจถูกปรับให้เหลือเพียงขุมพลังไฮบริด (Hybrid-only) เท่านั้น
- Honda HR-V รถครอสโอเวอร์ที่ทำยอดขายสูงเป็นอันดับสองของ Honda ในเดือนที่ผ่านมา จะยังคงทำตลาดในรูปแบบปัจจุบันต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งหมายความว่า HR-V เจเนอเรชันที่ 4 อาจจะไม่ปรากฏตัวจนกว่าจะถึงปี 2032
สถานการณ์ที่เงียบเหงาและยากลำบากของ Acura
สำหรับแบรนด์หรูอย่าง Acura สถานการณ์ยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก หลังจากที่โมเดลอย่าง TLX และ ZDX ได้ยุติบทบาทลงไปแล้ว ในขณะที่ RDX ก็จะถูกพักการทำตลาดชั่วคราว การตัดสินใจล่าสุดของบริษัทยิ่งเหมือนเป็นการซ้ำเติมบาดแผลเดิม ด้วยการยืดอายุการทำตลาดของรุ่นปัจจุบันอย่าง Integra และ MDX ออกไปอีก
- Acura Integra รุ่นปัจจุบันจะถูกลากยาวทำตลาดไปจนถึงอย่างน้อยเดือนมีนาคม ปี 2032 ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ตัวรถจะมีอายุในตลาดรวมเกือบ 1 ทศวรรษ (10 ปี) ทิศทางนี้น่ากังวลเพราะอาจซ้ำรอยโมเดล ILX ที่ตัวรถดูเก่าและล้าสมัยลงไปมากแม้จะได้รับการปรับโฉม (Facelift) ไปหลายครั้งก็ตาม
- Acura MDX ในทำนองเดียวกัน เจเนอเรชันต่อไปของรถครอสโอเวอร์รุ่นใหญ่นี้ถูกเลื่อนไปเป็นต้นปี 2031 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นโมเดลปัจจุบันก็จะมีอายุราว 1 ทศวรรษเช่นกัน ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับ Acura เนื่องจาก MDX คือรถรุ่นที่ทำยอดขายสูงสุดให้แบรนด์แบบทิ้งห่างรุ่นอื่นๆ ไปมาก
ก้าวต่อไป ถอยจาก EV เต็มตัว กลับไปเน้น Hybrid
ทางด้าน เจสสิก้า ฟินิ (Jessica Fini) โฆษกของ Honda ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันความถูกต้องของจดหมายฉบับดังกล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า “บริษัทมีความมั่นใจอย่างยิ่งในกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ในอนาคตของเรา ซึ่งรวมถึงแผนการที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ในการยกระดับเทคโนโลยีไฮบริด (Hybrid Technology) ที่ได้รับรางวัลของเรา ให้สามารถนำไปปรับใช้ครอบคลุมกับรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น”
บทวิเคราะห์: การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV การลงทุนที่สูงประกอบกับความต้องการของตลาดที่อาจยังไม่เติบโตตามเป้า ทำให้ Honda ต้องเลือกที่จะเพลย์เซฟด้วยการดึงเทคโนโลยีไฮบริดที่ตนเองถนัดและได้รับการยอมรับมาเป็นหัวหอกสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทศวรรษนี้แทน
