กลุ่มอดีตผู้บริหารระดับสูง Honda กำลังกดดัน CEO : โทชิฮิโร มิเบะ ลาออก หลังล้มเหลวพลาดท่าในตลาด EV

กลุ่มอดีตผู้บริหารระดับสูง Honda กำลังกดดัน CEO : โทชิฮิโร มิเบะ ลาออก หลังล้มเหลวพลาดท่าในตลาด EV
Spread the love
Advertisement Advertisement

เจาะลึกศึกสายเลือด Honda อดีตผู้บริหารรวมหัวโค่นเก้าอี้ CEO “โทชิฮิโร มิเบะ” หลังเดิมพัน EV พลาดท่า ทำบริษัทขาดทุนย่อยยับ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก เมื่อมีรายงานเปิดเผยจากสำนักข่าวระดับโลกอย่าง Reuters ว่า กลุ่มอดีตผู้บริหารระดับสูงของ Honda (ฮอนด้า) ได้รวมตัวกันอย่างลับ ๆ เพื่อพยายามบีบให้ “โทชิฮิโร มิเบะ” (Toshihiro Mibe) ประธานกรรมการบริหาร (CEO) คนปัจจุบันลาออกจากตำแหน่ง หลังจากแบรนด์เผชิญกับวิกฤตทางการเงินอย่างหนักจากการดำเนินกลยุทธ์ที่ผิดพลาดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

ชนวนเหตุ “สภาผู้อาวุโส” หันหลังให้ซีอีโอปัจจุบัน

รายงานระบุว่า แกนนำในภารกิจโค่นเก้าอี้ครั้งนี้คือ “โนบุฮิโกะ คาวาโมโตะ” (Nobuhiko Kawamoto) อดีต CEO ผู้ทรงอิทธิพลของ Honda (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1990-1998) ซึ่งในอดีตเคยมีบทบาทสำคัญในการปลดผู้สืบทอดตำแหน่งมาแล้ว โดยคาวาโมโตะได้นัดประชุมลับร่วมกับอดีตผู้บริหารคนอื่น ๆ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมต่างเห็นพ้องตรงกันว่า มิเบะคือตัวการหลักที่ทำให้สถานการณ์ทางการเงินของบริษัทตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ความตึงเครียดพุ่งสู่จุดสูงสุดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อคาวาโมโตะเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของ Honda ด้วยตนเองเพื่อกดดันให้มิเบะลาออก ทว่ามิเบะปฏิเสธที่จะยอมจำนน และด้วยการสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหาร (Board of Directors) รวมถึงคณะกรรมการสรรหา (Nominating Committee) ทำให้เขายังคงรักษาเก้าอี้ผู้นำไว้ได้สำเร็จ

จุดเปลี่ยนด้านธรรมาภิบาลของ Honda
ในอดีต อดีตผู้บริหารระดับสูงของญี่ปุ่นมักมีอิทธิพลมืดในการควบคุมบริษัท แต่ปัจจุบัน Honda ได้ปรับปรุงโครงสร้างบรรษัทภิบาลให้มีความโปร่งใสมากขึ้น และเพิ่มจำนวนกรรมการอิสระ (Independent Directors) ส่งผลให้อิทธิพลของอดีตคนใหญ่คนโตเหล่านี้ลดน้อยลงไปโดยปริยาย


3 ข้อหาร้ายแรง เมินตลาดจีน, บ้ากอล์ฟ, และทิ้งปรัชญา “Genba”

จากหลักฐานข้อความหลุดที่สำนักข่าวได้รับ เผยให้เห็นว่ากลุ่มอดีตผู้บริหารได้ตั้งข้อหาหนักต่อมิเบะไว้ 3 ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้:

  • ละเลยตลาดจีนจนส่วนแบ่งทรุด: ในสายตาของเหล่าผู้อาวุโส มิเบะไม่ได้เดินทางไปประเทศจีนบ่อยเท่าที่ควร ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของ Honda ในจีนดิ่งลงจากราว 8.0% ในปี 2020 เหลือเพียงประมาณ 3.0% ในปี 2025
  • ละทิ้งปรัชญา “Genba” (หน้างานจริง): มิเบะถูกกล่าวหาว่าละเลยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโชว์รูม โรงงานผลิต และสถานที่ใช้งานจริงของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของ Honda มาโดยตลอด
  • สนใจสปอนเซอร์กอล์ฟมากกว่าธุรกิจหลัก: มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า แทนที่มิเบะจะเดินทางไปแก้ไขสถานการณ์ในจีน เขากลับใช้เวลาไปกับการตีกอล์ฟร่วมกับ “อากิเอะ และ ชิซาโตะ อิวาอิ” สองนักกอล์ฟอาชีพหญิงที่ Honda เป็นผู้สนับสนุน

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม ไม่ใช่แค่ Honda เท่านั้นที่เพลี่ยงพล้ำในจีน ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Volkswagen, Nissan, Mazda และ Toyota ต่างก็สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่แบรนด์ท้องถิ่นของจีนที่รุกตลาดด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะ (EREV) อย่างดุเดือด</.p>

ความเสียหายแสนล้าน และการทบทวนแผน EV ครั้งใหญ่

ตราบาปครั้งใหญ่ที่สุดของมิเบะคือการที่ Honda ต้องประกาศ ผลขาดทุนประจำปีเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี สูงถึง 4.143 แสนล้านเยน (ประมาณ 84,765 ล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2026

ตัวเลขสีแดงมหาศาลนี้ เกิดจากการสั่งยกเลิกโครงการรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็น:

  • รถยนต์ไฟฟ้าซีรีส์หลักอย่าง 0 Series (Saloon และ SUV)
  • รถยนต์ไฟฟ้าหรู Acura RSX EV
  • โครงการพัฒนาโปรเจกต์รถยนต์ไฟฟ้า Afeela EV ที่ร่วมมือกับ Sony

กลยุทธ์ใหม่: ถอยกลับไปตั้งหลักที่ “ไฮบริด” และปรับฐาน EV

แม้จะมีคำแนะนำจากธนาคารในญี่ปุ่นให้แยกธุรกิจ EV ออกมาระดมทุน (Float) แต่ Honda ปฏิเสธและเลือกที่จะเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง ภายใต้การปรับลดขนาดความทะเยอทะยานลง โดยหันมาเน้นยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและราคาจับต้องได้มากขึ้น เช่น รถซิตี้แฮทช์แบ็กรุ่น Super-One, รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Kei Car), และรุ่น 0 Series Alpha รวมถึงการยืมแพลตฟอร์มจากพันธมิตรผู้ผลิตในจีนมาใช้ทำตลาด เช่นเดียวกับที่ Toyota หรือ Mazda กำลังทำ

นอกจากนี้ Honda จะปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ (Pivot) โดยมุ่งเน้นไปที่ “รถยนต์ไฮบริด” (Hybrid Vehicles) เป็นหลัก โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดต้นทุนของระบบขับเคลื่อนไฮบริดลงให้ได้ถึง 30% พร้อมทั้งสั่งย้ายวิศวกรทั้งหมดกลับเข้าสู่แผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) ส่วนกลาง เพื่อรวมศูนย์อำนาจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อีกครั้ง

วิกฤตศรัทธาในบอร์ดบริหารของ Honda ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอันเจ็บปวดของค่ายรถยนต์ระดับตำนาน ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว… อาจหมายถึงมูลค่าความเสียหายที่ต้องแลกด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัท

สรุปผลประกอบการ Honda ปีงบประมาณ 2026 เจาะลึกรายได้ ฝ่าวิกฤตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และก้าวต่อไปในอนาคต

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd.) ได้ประกาศรายงานผลการดำเนินงานทางการเงินประจำปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 (1 เมษายน 2025 – 31 มีนาคม 2026) ซึ่งถือเป็นปีแห่งความท้าทายและการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดั้งเดิมอย่างรถจักรยานยนต์ยังคงทำสถิติเติบโตอย่างก้าวกระโดด

หมายเหตุ: ตัวเลขทางการเงินทั้งหมดในบทความนี้ ได้รับการแปลงสกุลเงินจากเยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นเงินบาทไทย (THB) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 เยน เท่ากับ 0.20 บาท เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจ

ภาพรวมผลการดำเนินงานทางการเงิน (งบการเงินรวมปี 2026)

แม้จะเผชิญกับปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจโลก แต่ฮอนด้ายังคงรักษาระดับรายได้รวมไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ทว่าผลกระทบจากการลงทุนและปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ทำให้บริษัทต้องรายงานตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานในภาพรวม ดังนี้:

Advertisement Advertisement
  • รายได้จากการขาย (Sales Revenue): 4,359,322 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากยอดขายรถจักรยานยนต์ที่เติบโตอย่างโดดเด่น
  • กำไร (ขาดทุน) จากการดำเนินงาน (Operating Profit): ขาดทุน 82,869.2 ล้านบาท พลิกจากที่เคยมีกำไรในปีก่อนหน้า
  • กำไร (ขาดทุน) ก่อนหักภาษี (Profit Before Tax): ขาดทุน 80,660 ล้านบาท
  • กำไร (ขาดทุน) สำหรับงวดที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่: ขาดทุน 84,788.2 ล้านบาท
  • สินทรัพย์รวม (Total Assets) ณ สิ้นสุดงวด: 6,701,857 ล้านบาท

เจาะลึกปัจจัยหลัก: วิกฤตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สวนทางกับยุคทองของรถจักรยานยนต์

หากวิเคราะห์ลึกลงไปในแต่ละกลุ่มธุรกิจ จะพบว่าผลประกอบการของฮอนด้าในปีนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจรถยนต์และรถจักรยานยนต์

ผลกระทบจากการปรับกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานติดลบ มาจากการบันทึกผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นสูงถึง 315,560 ล้านบาท (ประกอบด้วยผลขาดทุนในส่วนของกำไรจากการดำเนินงาน 290,720 ล้านบาท และผลขาดทุนจากส่วนแบ่งกำไรอีก 24,840 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม 2026

ข้อสังเกตสำคัญ: หากไม่นำผลขาดทุนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ EV มาคำนวณ ฮอนด้าจะมี “กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Profit)” สูงถึง 207,860 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานธุรกิจและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานดั้งเดิมยังคงมีความแข็งแกร่ง

ธุรกิจรถจักรยานยนต์ ดาวเด่นที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์คือเสาหลักที่ช่วยพยุงสถานการณ์ของบริษัทในปีนี้ โดยสามารถทำยอดขายรวมทั่วโลกได้ถึง 22.1 ล้านคัน (เติบโตขึ้น 7.4%) ส่งผลให้มีรายได้ในกลุ่มนี้ 803,760 ล้านบาท และกวาดกำไรจากการดำเนินงานไปได้ถึง 132,680 ล้านบาท (คิดเป็นอัตรากำไรสูงถึง 18.2%) โดยมีปัจจัยบวกหลักจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดอินเดียและบราซิล

ธุรกิจรถยนต์  ความท้าทายในตลาดเอเชีย

กลุ่มธุรกิจรถยนต์มียอดขายทั่วโลกลดลง 8.9% อยู่ที่ 3.38 ล้านคัน โดยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณการขายที่ชะลอตัวในประเทศจีน (ยอดขายหายไปกว่า 2.53 แสนคัน) รวมถึงปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และภาระภาษีศุลกากร ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจรถยนต์มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 282,220 ล้านบาท (ซึ่งรวมภาระจากการตัดจำหน่ายธุรกิจ EV ไว้ในส่วนนี้ด้วย)

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

แม้จะรายงานผลขาดทุนสุทธิ แต่ฮอนด้ายังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ด้วยสถานะกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง บริษัทจึงรักษานโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลสำหรับปีงบประมาณ 2026 รวมทั้งปีอยู่ที่ 14 บาทต่อหุ้น (จ่ายระหว่างกาล 7 บาท และสิ้นปี 7 บาท) และคาดการณ์ว่าจะคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับเดียวกันนี้ (14 บาทต่อหุ้น) สำหรับปีงบประมาณ 2027 อีกด้วย

Honda ปรับทัพใหญ่! มุ่งเน้น Hybrid เจนใหม่ และเป้าหมายกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในปี 2029

ในการแถลงทิศทางกลยุทธ์ล่าสุดโดย Toshihiro Mibe (Global CEO ของ Honda) ได้มีการเปิดเผยแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ครั้งสำคัญ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยเน้นไปที่การสร้างความแข็งแกร่งให้เทคโนโลยีไฮบริด และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับสูงสุด

1. แผนงานฟื้นฟูและสร้างผลกำไรสูงสุด (Roadmap)

Honda ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างสถิติกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.4 ล้านล้านเยน ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก:

  • การปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure)
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา (Development Efficiency)
  • การเสริมทัพผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง

2. ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก: จุดเปลี่ยนสู่ Next-Gen Hybrid

2.1 การจัดสรรทรัพยากรใหม่ (Strategic Reallocation)

Honda ตัดสินใจโยกทรัพยากรจากการพัฒนา EV บางส่วน กลับมาเน้นที่ รถยนต์ไฮบริด ซึ่งยังคงมีความต้องการสูงในตลาดโลก:

  • Next-Gen Hybrid System: เตรียมเปิดตัวในปี 2027 พร้อมแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด ตั้งเป้าลดต้นทุนลง 30% และประหยัดน้ำมันขึ้นอีก 10% เมื่อเทียบกับระบบปัจจุบัน
  • Product Launch: วางแผนเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ 15 รุ่นทั่วโลกภายในปี 2030
  • ADAS เจนใหม่: เตรียมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูงในรถมากกว่า 15 รุ่น เริ่มตั้งแต่ปี 2028

“เรามุ่งเน้นการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและมีคุณภาพสูงในแบบฉบับของ Honda ซึ่งจะตอบสนองต่อประสาทสัมผัสของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง”

2.2 การเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิต (Manufacturing Excellence)

Honda นำแนวคิด “Triple Half” มาใช้เพื่อปฏิวัติกระบวนการทำงาน:

Advertisement Advertisement
หัวข้อ เป้าหมายการลด (เทียบปี 2025)
ต้นทุนการพัฒนา (Development Cost) ลดลง 50%
ระยะเวลาการพัฒนา (Timeframe) ลดลง 50%
ภาระงาน (Workload) ลดลง 50%

2.3 การใช้ทรัพยากรภายนอก (Strategic Partnerships)

ฮอนด้าเลือกที่จะไม่ผลิตแบตเตอรี่เองทั้งหมด 100% แต่จะใช้ความร่วมมือกับ L-H Battery (LG Energy Solution) และพันธมิตรท้องถิ่นในจีนและอินเดีย เพื่อความคล่องตัวด้านต้นทุน และประกาศ ระงับโครงการ EV Value Chain ในแคนาดาไว้ชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์ตลาดใหม่


3. กลยุทธ์รายภูมิภาคที่น่าจับตามอง

  • ญี่ปุ่น: เตรียมเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 และรุ่นไฮบริดเจนใหม่เริ่มที่ Vezel (HR-V)
  • อินเดีย: เปิดตัวรถรุ่นใหม่ขนาดต่ำกว่า 4 เมตร และรถขนาดกลางในปี 2028 โดยใช้ฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งจากฝั่งรถจักรยานยนต์
  • จีน: เร่งการแข่งขันด้วยการใช้เทคโนโลยีและชิ้นส่วนมาตรฐานจากพันธมิตรในท้องถิ่น

4. ธุรกิจรถจักรยานยนต์: ขยายฐานการผลิตในอินเดีย

Honda คาดการณ์ตลาดสองล้อโลกจะโตถึง 60 ล้านคันในปี 2030

  • เพิ่มกำลังการผลิตในอินเดียจาก 6.25 ล้านคัน เป็น 8 ล้านคันในปี 2028 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการส่งออก (Export Hub) ไปยังอาเซียนและอเมริกาใต้
  • ชูเทคโนโลยี Honda E-Clutch เป็นจุดขายสำคัญเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายใหม่

 


บทสรุป: งบการเงินปี 2026 ของฮอนด้าสะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งการ “ยอมเจ็บเพื่อจบ” ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทรนด์แห่งอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เครื่องยนต์หลักอย่างธุรกิจจักรยานยนต์ยังคงทำหน้าที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างยอดเยี่ยม ทิศทางในปี 2027 จึงเป็นปีที่น่าจับตามองว่าฮอนด้าจะสามารถพลิกฟื้นผลกำไรและทวงคืนความยิ่งใหญ่ในตลาดยานยนต์โลกกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิหรือไม่

สรุปผลประกอบการ HONDA ปีงบประมาณ 2026 : ขาดทุน 84,788 ล้านบาท ขายรถได้ 3.38 ล้านคัน

Carexpert

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้