Mercedes-Benz EQS 2026 เปิดตัวในยุโรป ระยะวิ่งไกลสูงถึง 926 กม./ชาร์จ WLTP

Mercedes-Benz EQS 2026 เปิดตัวในยุโรป ระยะวิ่งไกลสูงถึง 926 กม./ชาร์จ WLTP
Spread the love
Advertisement Advertisement

The New Mercedes-Benz EQS 2026 ยกระดับความหรูหราสู่ขีดสุด พร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัจฉริยะ

Mercedes-Benz ได้ประกาศเปิดตัว The New EQS รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2026 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการรถยนต์ไฟฟ้าหรูอีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับโฉมภายนอก แต่เป็นการยกระดับวิศวกรรมภายในใหม่กว่า 25% เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านระยะทางวิ่ง ความเร็วในการชาร์จ และความฉลาดของระบบจัดการ

สามารถสั่งซื้อได้: ในเยอรมนี ราคาเริ่มต้นที่ 94,403 ยูโร  หรือ 3.56 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 19% หรือ 79,330 ยูโร หรือ 2.99 ล้านบาท สำหรับลูกค้าธุรกิจ

การเดินทางที่ไร้ขีดจำกัดด้วยระยะทาง 926 กิโลเมตร

หนึ่งในไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดของ EQS รุ่นปี 2026 คือระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง โดยในรุ่น EQS 450+ สามารถทำระยะทางสูงสุดได้ถึง 926 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง 13% หากแปลง NEDC จะได้ถึง 1,092 กม.

ความสำเร็จนี้เกิดจากการใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 122 kWh โดยมีการปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีของเซลล์แบตเตอรี่ให้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น ทำให้กักเก็บพลังงานได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชุดเกียร์ 2 สปีดที่เพลาหลัง ซึ่งช่วยบริหารจัดการพลังงานได้ดีเยี่ยมทั้งในขณะออกตัวและเมื่อใช้ความเร็วสูงบนทางหลวง

เทคโนโลยี 800 โวลต์และการชาร์จที่รวดเร็วทันใจ

เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงและการเดินทางไกล EQS ใหม่ได้ยกระดับระบบไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยี 800 โวลต์ ซึ่งรองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charging) สูงสุดถึง 350 kW

ประสิทธิภาพการชาร์จนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถชาร์จไฟเพียง 10 นาที เพื่อเพิ่มระยะทางวิ่งได้สูงสุดถึง 320 กิโลเมตร นอกจากนี้ในกรณีที่ชาร์จกับสถานีแบบ 400 โวลต์แบบเดิม ระบบอัจฉริยะจะทำการแบ่งแบตเตอรี่ออกเป็นสองส่วนเสมือน เพื่อให้สามารถชาร์จไฟที่กำลัง 175 kW ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วไม่แพ้กัน

Steer-by-wire: นวัตกรรมการบังคับเลี้ยวแห่งอนาคต

Mercedes-Benz สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันรายแรกที่นำเทคโนโลยี Steer-by-wire มาใช้ในรถยนต์รุ่นที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง ระบบนี้เป็นการเปลี่ยนการบังคับเลี้ยวจากกลไกเดิมสู่ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือความรู้สึกในการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำและนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบสามารถตัดแรงสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์จากพื้นถนนไม่ให้ส่งถึงมือผู้ขับขี่ได้ และยังสามารถปรับอัตราทดพวงมาลัยให้เหมาะสมกับความเร็วและสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้การไม่มีคอพวงมาลัยแบบเดิมยังช่วยให้ภายในห้องโดยสารดูโปร่งโล่งขึ้น และช่วยให้การขึ้นลงรถสะดวกสบายกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

MB.OS และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง

หัวใจหลักที่ควบคุมการทำงานของรถยนต์ทั้งคันคือ Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ซึ่งเปรียบเสมือนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์อัจฉริยะ

  • MBUX Virtual Assistant: ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยี AI จาก Microsoft สามารถโต้ตอบกับผู้ขับขี่ด้วยบทสนทนาที่ซับซ้อนและเป็นธรรมชาติ
  • Surround Navigation: ระบบนำทางอัจฉริยะที่แสดงภาพสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบ 3 มิติเรียลไทม์ผ่านหน้าจอคนขับ ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นทั้งรถคันอื่น จักรยาน และคนเดินเท้าได้อย่างชัดเจนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • การอัปเดตแบบไร้สาย: รถยนต์จะได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over-the-air) อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฟีเจอร์ต่างๆ ทันสมัยอยู่เสมอแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี

ความสบายระดับเฟิร์สคลาสภายใต้แนวคิด “Welcome Home”

ภายในห้องโดยสารของ EQS 2026 ได้รับการออกแบบให้เปรียบเสมือนบ้านที่เคลื่อนที่ได้ ด้วยการใช้วัสดุระดับพรีเมียมและการใส่ใจในรายละเอียดที่คาดไม่ถึง

นวัตกรรมเด่นคือระบบ อุ่นเข็มขัดนิรภัยด้านหน้า (Seat-belt heating) ที่สามารถทำความร้อนได้ถึง 44 องศาเซลเซียส มอบความอบอุ่นที่อ่อนโยนในสภาวะอากาศหนาว และยังช่วยให้เข็มขัดนิรภัยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ ขณะรัดเข็มขัด

Advertisement Advertisement

สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง จะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับด้วยหน้าจอความบันเทิงขนาด 13.1 นิ้ว พร้อมรีโมทควบคุมที่ปรับแต่งได้อิสระ รองรับการประชุมผ่านวิดีโอคอลคุณภาพสูง และระบบเครื่องเสียง Burmester® High-End 3D-Surround ที่ให้คุณภาพเสียงระดับคอนเสิร์ตฮอลล์

การเป็นแหล่งพลังงานอัจฉริยะ (V2H และ V2G)

EQS รุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยีการชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charging)

  • Vehicle-to-Home (V2H): รถยนต์สามารถจ่ายไฟฟ้ากลับเข้าสู่บ้านเรือนเพื่อใช้เป็นไฟสำรองหรือเพื่อบริหารจัดการค่าไฟในช่วงเวลาที่ไฟฟ้ามีราคาสูง
  • Vehicle-to-Grid (V2G): รองรับการจ่ายไฟคืนกลับสู่ระบบสายส่งสาธารณะเพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายพลังงานสะอาด

มาตรฐานการผลิตและการจารึกประวัติศาสตร์ 140 ปี

การเปิดตัว EQS ในปี 2026 ตรงกับโอกาสครบรอบ 140 ปีแห่งนวัตกรรมของ Mercedes-Benz นับตั้งแต่การประดิษฐ์รถยนต์คันแรกของโลก โดยรุ่นนี้จะถูกผลิตที่โรงงาน Factory 56 ในเมืองซินเดลฟิงเกน ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงงานที่ทันสมัยและยั่งยืนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นดิจิทัลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน

“The New EQS คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการสร้างรถยนต์ที่ปรารถนาที่สุดในโลก โดยการนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาให้สัมผัสได้จริงในวันนี้”

เจาะลึกสเปกทางเทคนิค Mercedes-Benz EQS (2026) ทุกรุ่นย่อย

Mercedes-Benz EQS รุ่นปี 2026 มาพร้อมกับการอัปเกรดระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ครั้งใหญ่ เพื่อมอบสมรรถนะที่เหนือระดับและระยะทางวิ่งที่ไกลที่สุดในรถระดับเดียวกัน โดยแบ่งรายละเอียดตามรุ่นย่อยดังนี้

1. Mercedes-Benz EQS 400

รุ่นเริ่มต้นที่มาพร้อมความคุ้มค่าและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้กำลังสูงสุด 270 กิโลวัตต์ (ประมาณ 367 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: NMC 112 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด: 817 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (WLTP)
  • ระบบการชาร์จ: รองรับการชาร์จด่วน DC สูงสุด 330 กิโลวัตต์ และการชาร์จ AC มาตรฐาน 11 กิโลวัตต์ (เลือกออปชัน 22 กิโลวัตต์ได้)
  • สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.2 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม.

2. Mercedes-Benz EQS 450+

รุ่นไฮไลต์ที่เน้นระยะทางวิ่งไกลที่สุดเพื่อการเดินทางข้ามประเทศโดยไม่ต้องหยุดชาร์จ

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้กำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ (ประมาณ 408 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: NMC 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด: 926 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (WLTP) ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของซีรีส์
  • ระบบการชาร์จ: รองรับการชาร์จด่วน DC สูงสุด 350 กิโลวัตต์ ชาร์จเพียง 10 นาทีวิ่งได้ไกลถึง 320 กิโลเมตร
  • สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม.

3. Mercedes-Benz EQS 500 4MATIC

รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะที่มอบความมั่นใจในทุกสภาพถนน

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์คู่ให้กำลังรวมสูงสุด 350 กิโลวัตต์ (ประมาณ 476 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: NMC 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด: 876 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (WLTP)
  • ระบบการชาร์จ: รองรับการชาร์จด่วน DC สูงสุด 350 กิโลวัตต์
  • สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม.

4. Mercedes-Benz EQS 580 4MATIC

รุ่นเรือธงที่เน้นพละกำลังและความหรูหราขั้นสูงสุด

  • มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์คู่ทรงพลัง ให้กำลังสูงสุดถึง 430 กิโลวัตต์ (ประมาณ 585 แรงม้า) แรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: NMC 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)
  • ระยะทางวิ่งสูงสุด: 876 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (WLTP)
  • ระบบการชาร์จ: รองรับการชาร์จด่วน DC สูงสุด 350 กิโลวัตต์
  • สมรรถนะ: อัตราเร่งที่เร้าใจ 0-100 กม./ชม. เพียง 4.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม.

ข้อมูลวิศวกรรมไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่ใช้ร่วมกัน

EQS รุ่นใหม่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกรุ่นย่อยเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

  • สถาปัตยกรรม 800 โวลต์: ช่วยให้การชาร์จไฟมีความรวดเร็วสูงและลดความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ
  • เกียร์ 2 สปีด: ติดตั้งที่ชุดขับเคลื่อนเพลาหลัง ช่วยเพิ่มแรงบิดขณะออกตัวและรักษารอบมอเตอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดที่ความเร็วสูง
  • ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd): ต่ำเพียง 0.20 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประหยัดพลังงานและการลดเสียงรบกวน
  • ระบบดึงพลังงานกลับ (Recuperation): สามารถดึงพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ได้สูงสุดถึง 385 กิโลวัตต์ขณะชะลอรถ
  • การจ่ายไฟสองทิศทาง (Bidirectional Charging): รองรับทั้ง V2H (จ่ายไฟให้บ้าน) และ V2G (จ่ายไฟคืนระบบสายส่ง)
  • น้ำหนักลากจูง: รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังรองรับได้ 1,600 กก. และรุ่น 4MATIC รองรับได้ถึง 1,700 กก.

ระบบช่วงล่าง AIRMATIC พร้อม Car-to-X Technology

  • การปรับโช้คอัพล่วงหน้า: เมื่อรถคันหน้า (ที่เป็น Mercedes-Benz เหมือนกัน) วิ่งผ่านลูกระนาด ข้อมูลจะถูกส่งไปยังระบบคลาวด์และแจ้งเตือนมายังรถของคุณ เพื่อปรับความหนืดโช้คอัพให้พร้อมรับแรงกระแทกก่อนที่รถจะไปถึง
  • การขับขี่ที่มั่นคง: ระบบจะปรับความสูงและน้ำหนักของช่วงล่างให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุกและลักษณะการขับขี่โดยอัตโนมัติ

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้