NISSAN ยอมรับค่ายจีนคือผู้นำ เดินหน้าปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด เตรียมเปิดตัวรถใหม่ 7 รุ่นรวด หวังทวงคืนแชมป์ยอดขาย

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ Nissan Motor ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับโลก ภายใต้การนำของประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ Ivan Espinosa ด้วยการนำ “China Playbook” หรือตำราความสำเร็จจากตลาดรถยนต์จีนมาใช้ในการหั่นระยะเวลาพัฒนาพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ลงถึงครึ่งหนึ่ง พร้อมตั้งเป้าส่งมอบรถยนต์ที่สดใหม่ ทันใจผู้บริโภค และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี AI ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ถอดรหัสวิกฤตความล่าช้า เมื่อค่ายรถญี่ปุ่นเดินช้ากว่ากระแสโลก
ในอดีต มาตรฐานการวิศวกรรมยานยนต์ของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นมักขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดรอบคอบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการวิจัย พัฒนา และทดสอบรถยนต์โมเดลใหม่เฉลี่ยยาวนานถึง 4 ถึง 5 ปี (ประมาณ 50-60 เดือน) ทว่าในยุคปัจจุบันที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์อัจฉริยะ (Software-Defined Vehicles) ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนกลับทลายกำแพงนั้นด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในทุก ๆ 2 ปี (ประมาณ 24 เดือน) เท่านั้น
ความเชื่องช้านี้ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของ Nissan อย่างรุนแรง โดยสะท้อนจากตัวเลขยอดขายรวมทั่วโลกในปีงบประมาณ 2025 ที่ทำได้เพียง 3.15 ล้านคัน (ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขายในประเทศบ้านเกิดอย่างญี่ปุ่นช่วงมกราคมถึงพฤษภาคม 2026 ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี นับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบในปี 1993 เนื่องจากไลน์อัปผลิตภัณฑ์เริ่มขาดความสดใหม่ ประกอบกับยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นชูโรงอย่าง Nissan Leaf และ Nissan Ariya เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
เป้าหมายใหม่ 30 เดือน: ส่ง Next-Gen Skyline ประเดิมศึกแรก
เพื่อแก้เกมดังกล่าว Ivan Espinosa (ซึ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอเมื่อเมษายน 2025) ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการลดเวลาพัฒนามาตรฐานรถยนต์รุ่นใหม่ทั่วโลกให้เหลือเพียง 30 เดือน (จากเดิม 50-60 เดือน) โดยเตรียมปรับใช้กระบวนการใหม่นี้กับการพัฒนารถยนต์ทั่วโลกให้ได้ถึง 90% ภายในปีงบประมาณ 2026
🎯 เจาะลึกความเร็วในยุทธศาสตร์ “China Playbook”
- Next-Generation Skyline: รถรุ่นแรกที่ใช้กระบวนการใหม่นี้ มีกำหนดเปิดตัวช่วงฤดูหนาวปี 2026 ใช้เวลาพัฒนาเพียง 26 เดือน (ลดลงจากโฉมก่อนที่ใช้เวลาถึง 55 เดือน หรือเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 52.7%)
- Dongfeng Nissan N7 (EV จีน): โมเดลต้นแบบความสำเร็จในจีนที่สามารถทุบสถิติเวลาพัฒนาลงเหลือ 24 เดือน (2 ปี) ได้สำเร็จ จนนำมาสู่การส่งออกองค์ความรู้นี้ไปใช้ทั่วโลก
- เป้าหมายมาตรฐานใหม่: ตั้งเป้าหั่นเวลาพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในพอร์ตโฟลิโอหลังจากนี้ให้จบกระบวนการภายใน 30 เดือน
เรียนรู้จากจีนเพื่อส่งออกเทคโนโลยี: พลังแห่ง AI และชิ้นส่วนร่วม (Modular Platform)
ความลับในการเร่งสปีดครั้งนี้ไม่ใช่การลดขั้นตอนความปลอดภัย แต่คือการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัลอย่างสุดตัว โดยถอดแบบความสำเร็จมาจากพันธมิตรร่วมทุนในจีนอย่าง Dongfeng Motor ซีอีโอของ Nissan ได้สรุป 3 เสาหลักที่จะขับเคลื่อนกลยุทธ์ความเร็วนี้ไว้ดังนี้:
- AI & Digital Tools เต็มรูปแบบ: การใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์และจำลองสถานการณ์ (Simulations) ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบขั้นต้น (Design) การทดสอบระบบขับเคลื่อน (Testing) ไปจนถึงการคำนวณสายการผลิต (Manufacturing) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการสร้างรถต้นแบบคันจริง (Physical Prototype) ไปได้มหาศาล
- การจัดกลุ่มตระกูลรถยนต์ (3 Vehicle Families): Nissan จะลดความซับซ้อนของโครงสร้างวิศวกรรมลง โดยหันมาใช้แพลตฟอร์ม โครงสร้างแชสซีส์ และชิ้นส่วนแกนหลักร่วมกันเป็นตระกูลใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถครอบคลุมยอดขายได้สูงถึง 80% ของพอร์ตโฟลิโอทั่วโลก เช่น ตระกูลรถยนต์ขนาดเล็ก (Compact Family) ในญี่ปุ่น และตระกูลโครงสร้างขนาดใหญ่ (Large-frame)
- ฐานการผลิตยุทธศาสตร์ที่โรงงาน Canton (สหรัฐฯ) โรงงานในรัฐมิสซิสซิปปีจะรับหน้าที่ผลิตรถยนต์ตระกูลโครงสร้างใหญ่ (Large-frame) โดยเตรียมเปิดตัวรถใหม่ถึง 5 รุ่นรวด ทั้ง SUV รถกระบะ แบรนด์หรูอย่าง Infiniti และรถยนต์โมเดลพิเศษในรูปแบบ OEM ให้กับ Mitsubishi Motors โดยจะทยอยอวดโฉมตั้งแต่ปีงบประมาณ 2028 เป็นต้นไป
เปิดแผน “Product Blitz” ถล่มตลาดญี่ปุ่น ทวงคืนบัลลังก์ยอดขาย 550,000 คัน
สำหรับตลาดบ้านเกิดในประเทศญี่ปุ่น Nissan ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวในการกู้ยอดขายกลับคืนมาที่ 550,000 คันต่อปี ภายในปีงบประมาณ 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากฐานปัจจุบันถึง 40% กลยุทธ์ในการพุ่งชนเป้าหมายนี้คือแผนการปูพรมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่เร็วและถี่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ (Product Blitz) รวมทั้งสิ้น 7 รุ่นภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี
แผนดังกล่าวได้เปิดฉากขึ้นแล้วนับตั้งแต่การวางจำหน่าย Leaf EV โฉมไมเนอร์เชนจ์เมื่อช่วงต้นปี 2026 และจะส่งไม้ต่อให้กับกระบวนทัพรถยนต์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงการพิจารณาสร้างเซกเมนต์ใหม่ที่จะเข้ามาอุดช่องว่างตรงกลางระหว่างรถยนต์ซับคอมแพกต์ยอดนิยมอย่าง Nissan Note และมินิแวนสำหรับครอบครัวอย่าง Nissan Serena
นอกจากนี้ แฟนๆ สายสมรรถนะสูงยังได้รับข่าวดีเมื่อ Espinosa ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทีมวิศวกรกำลังทำงานอย่างหนักในการพัฒนาเจเนอเรชันถัดไปของซูเปอร์คาร์ระดับตำนานอย่าง Next-Gen GT-R และพร้อมที่จะเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกให้สาธารณชนได้รับรู้ในลำดับถัดไป
ความท้าทายในอนาคต ระบบขับขี่อัตโนมัติสำหรับทุกคน และความร่วมมือกับ Honda
นอกเหนือจากความเร็วในการผลิตแล้ว ยุทธศาสตร์ด้านความฉลาดของตัวรถ (Intelligence) ก็เป็นสิ่งสำคัญ Nissan ได้ประกาศแผนการติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติที่สั่งการด้วย AI (AI-powered Autonomous Driving) ให้ครอบคลุมถึง 90% ของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ โดยร่วมมือกับ Wayve Technologies สตาร์ตอัปผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักร
สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดยืนของ Nissan แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Tesla หรือแบรนด์หรูจากจีนที่มักสงวนระบบขับขี่อัตโนมัติขั้นสูงไว้ในรถยนต์กลุ่มราคาแพง แต่ Nissan เลือกที่จะเดินหน้าพัฒนาเพื่อนำระบบสมองกลอัจฉริยะเหล่านี้ลงมาติดตั้งใน “รถยนต์กลุ่มราคาประหยัด (Low-price range)” เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางด้านการเข้าถึงของผู้บริโภคหมู่มาก
ส่วนความคืบหน้าในการเป็นพันธมิตรครั้งประวัติศาสตร์กับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Honda Motor คาดว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะเริ่มต้นจากโครงการร่วมทุนผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ตลอดจนการทำข้อตกลงพื้นฐานร่วมกันในการสร้างมาตรฐานเซมิคอนดักเตอร์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันเพื่อรองรับยุค Software-Defined Vehicles (SDV) ในอนาคต
กองบรรณาธิการวิเคราะห์ (Editor’s Take)
“คำกล่าวทิ้งท้ายของ Ivan Espinosa สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรของ Nissan อย่างแท้จริง เขากล่าวว่าในอดีตผู้บริหารระดับสูงมักจะสนใจและพูดถึงแต่ตัวเลขทางการเงินในกระดาษ แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทรถยนต์คือ การมุ่งมั่นพัฒนาตัวรถยนต์ให้ออกมาน่าดึงดูด น่าหลงใหล และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จริงได้อย่างรวดเร็วที่สุด เมื่อกระบวนการหั่นต้นทุน (Cost Reduction) สิ้นสุดลง ผลลัพธ์จากการนำ China Playbook มาเร่งสปีดการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ นับจากนี้จะเป็นข้อพิสูจน์และสิ่งชี้ชะตาที่แท้จริงว่า Nissan จะสามารถพลิกฟื้นแบรนด์กลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้หรือไม่”

