Renault เปิดตัว Bridger Concept SUV ใหม่รองรับ เครื่องยนต์สันดาป, ไฮบริด หรือไฟฟ้า ก่อนขายจริงปีหน้า

[ข่าวประชาสัมพันธ์] แบรนด์ RENAULT ติดปีกสู่การเติบโตรอบใหม่ด้วยกลยุทธ์ FUTUREADY
วันที่: 10 มีนาคม 2026 มุ่งเน้นการรุกตลาดผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานไฟฟ้า (Electrification) อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในตลาดยุโรปและตลาดสากล เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวแผนกลยุทธ์ futuREady ของ Renault Group แบรนด์ Renault ได้นำเสนอ 3 กลไกสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันการเติบโตของแบรนด์นับตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงปี 2030
3 กลยุทธ์หลักเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต
1. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งและจุดยืนของแบรนด์ในตลาดยุโรป
- เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ถึง 12 รุ่น ภายในช่วงเวลานี้จนถึงปี 2030
- ต่อยอดความสำเร็จจากรถยนต์กลุ่มเซกเมนต์ A และ B พร้อมเปิดเกมรุกครั้งใหม่ในกลุ่มเซกเมนต์ C และ D อย่างเต็มรูปแบบ
2. การขยายขอบเขตการใช้พลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
- ขยายการนำเสนอเทคโนโลยีฟูลไฮบริด (Full Hybrid) E-Tech ต่อเนื่องไปจนถึงหลังปี 2030 ทั้งในตลาดยุโรปและตลาดต่างประเทศ
- พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม RGEV medium 2.0 ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น มีประสิทธิภาพสูง และรองรับการชาร์จความเร็วสูงพิเศษ (Ultra-fast charging)
- สร้างสรรค์ยานยนต์แห่งอนาคตเจเนอเรชันใหม่ภายใต้แนวคิด “voitures à vivre” (รถยนต์เพื่อการใช้ชีวิต) ดังที่สะท้อนให้เห็นผ่านรถยนต์ต้นแบบ Renault R-Space Lab
- นำรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Software Defined Vehicle (SDV) ระบบ 800 โวลต์ ออกสู่ตลาด
3. การยกระดับการรุกตลาดสากลด้วยรถยนต์ 14 รุ่นใหม่
- เป้าหมายการรุกตลาดต่างประเทศในครั้งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านรถยนต์ต้นแบบ Bridger Concept ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรถยนต์ SUV เซกเมนต์ B รุ่นใหม่
- รถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้รองรับพลังงานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงมีเวอร์ชันไฟฟ้า 100% โดยจะทำการผลิตในประเทศอินเดียเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอินเดียและภูมิภาคอื่นๆ โดยเน้นไปที่การตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชากรในเขตเมือง
เป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ Renault ภายในปี 2030
- ทำยอดขายรถยนต์ให้ได้มากกว่า 2 ล้านคันทั่วโลก โดยครึ่งหนึ่งของยอดขายนี้จะมาจากตลาดนอกทวีปยุโรป
- เพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electrified) เป็น 100% ในตลาดยุโรป และ 50% สำหรับตลาดนอกทวีปยุโรป
วิสัยทัศน์จากผู้บริหาร: การเร่งเครื่องสู่การเติบโตรอบใหม่
ในระหว่างการประกาศแผนกลยุทธ์ futuREady แบรนด์ Renault ได้ชี้แจงถึงทิศทางการเติบโตไปจนถึงปี 2030
“บัดนี้เรากำลังเร่งเครื่องเข้าสู่วงจรการเติบโตครั้งใหม่ของแบรนด์ Renault ด้วยแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังทั้ง 3 ประการ ความทะเยอทะยานของเรามีความชัดเจนยิ่ง นั่นคือการตอกย้ำความเป็นผู้นำในยุโรป, การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า, และการขยายตลาดในระดับสากลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อยืนยันสถานะของ Renault ในฐานะแบรนด์ยานยนต์สัญชาติฝรั่งเศสอันดับหนึ่งของโลก
ภายในปี 2030 เป้าหมายของเราคือการทำยอดขายให้ได้มากกว่า 2 ล้านคันทั่วโลก โดยยอดขายกว่าครึ่งจะมาจากตลาดนอกทวีปยุโรป Renault ตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในยุโรป และ 50% นอกยุโรป ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”
— Fabrice Cambolive
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโต (Chief Growth Officer) Renault Group และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แบรนด์ Renault
การเจาะลึกตลาด: เสริมสร้างความแข็งแกร่งในยุโรป
สำหรับทวีปยุโรป Renault มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ใหม่ถึง 12 รุ่นภายในปี 2030 เพื่อสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและดึงดูดใจสูงสุด โดยนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละตลาดและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (เซกเมนต์ A และ B) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Renault เป็นผู้นำมายาวนาน แบรนด์จะยังคงสานต่อความสำเร็จนี้ต่อไป ด้วยการพึ่งพารถยนต์รุ่นใหม่ที่แข็งแกร่ง อาทิ New Clio, Renault 5 E-Tech electric และ Renault 4 E-Tech electric รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า Twingo E-Tech เพื่อขยายการครอบคลุมในตลาดเซกเมนต์ A ให้สมบูรณ์แบบ
ส่วนในกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางถึงใหญ่ (เซกเมนต์ C และ D) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 30% ของยอดขายรวมของแบรนด์ Renault กำลังเตรียมเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มนี้เป็นระลอกที่สอง ซึ่งจะมาในรูปแบบของเจเนอเรชันใหม่ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด ด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทิศทางพลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกโมเดล
ระบบขับเคลื่อนไฮบริดจะยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับตลาดยุโรป โดย Renault ยืนยันแผนที่จะนำเสนอเทคโนโลยี E-Tech ฟูลไฮบริดในยุโรปต่อไปแม้จะผ่านพ้นปี 2030 ไปแล้วก็ตาม เนื่องจากระบบไฮบริดนี้ได้รับการยอมรับในเรื่องของความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับลูกค้าจำนวนมาก รถยนต์ไฮบริดถือเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีแผนเร่งขยายการนำเสนอเทคโนโลยีนี้ไปยังตลาดนอกยุโรป เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนเครื่องยนต์ดีเซลในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยในบางรุ่นจะมีระบบขับเคลื่อนให้เลือกหลากหลาย ทั้งพลังงานไฟฟ้า, ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เชิงพาณิชย์
รถยนต์ไฟฟ้า 100% (All-electric) ยังคงเป็นหัวใจหลักในกลยุทธ์ของ Renault ยานยนต์เจเนอเรชันถัดไปในเซกเมนต์ C และ D จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไฟฟ้าใหม่ล่าสุด RGEV medium 2.0 แพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาสำหรับตลาดยุโรปโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น สถาปัตยกรรม 800V ที่รองรับการชาร์จด่วนพิเศษ (Ultra-fast charging) ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและประสิทธิภาพที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุด โครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนได้นี้ออกแบบมาเพื่อรองรับตั้งแต่เซกเมนต์ B+ ไปจนถึง D และสามารถเข้ากับรูปแบบตัวถังรถยนต์ได้ทุกประเภท โดยจะนำมาใช้ใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่:
- รุ่นไฟฟ้า 100% ที่ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุด 750 กม. ตามมาตรฐาน WLTP
- รุ่นไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4) ที่มีกำลังลากจูงสูงสุดถึง 2 ตัน
- รุ่นไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (Range extender) ที่เพิ่มระยะการขับขี่รวมได้สูงถึง 1,400 กม.
แนวทางนี้ทำให้ Renault สามารถนำเสนอโซลูชันที่ล้ำสมัย เรียบง่าย และสร้างความอุ่นใจ โดยผสานข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าที่รับมือกับสภาพการขับขี่ที่ท้าทายได้ เข้ากับอิสระในการเดินทางไกลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทาง
ในส่วนของยานยนต์เชิงพาณิชย์ Renault กำลังเร่งกระบวนการปรับเปลี่ยนสู่ระบบไฟฟ้าด้วยรถตู้ Trafic E-Tech electric รถรุ่นนี้จะเป็นรถยนต์ที่ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicle – SDV) รุ่นแรกของแบรนด์ และจะเป็นรุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยี 800 V ซึ่งรองรับการชาร์จเร็วและให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 450 กม.
Renault R-Space Lab: ห้องปฏิบัติการสำรวจจิตวิญญาณแห่ง “Voitures à vivre”
Renault มุ่งมั่นที่จะคิดค้นประสบการณ์ใหม่ภายในห้องโดยสาร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย Renault R-Space Lab คือผลลัพธ์จากการทำงานของ Futurama ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการนวัตกรรมของ Renault Group ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวิจัยและเตรียมพร้อมสำหรับรถยนต์อัจฉริยะในปี 2030 นวัตกรรมชิ้นนี้ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับประสบการณ์ภายในรถ ด้วยห้องโดยสารที่สว่างสดใส ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามการใช้งาน มีการผสานเทคโนโลยีและพื้นที่ภายในให้สอดคล้องกันอย่างชาญฉลาดตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ แม้ R-Space Lab จะไม่ใช่รถยนต์ต้นแบบสำหรับการผลิตจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและ DNA ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
จุดเด่นของ R-Space Lab ได้แก่:
- ห้องโดยสารสุดไฮเทคที่เน้นผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง: ตีความ DNA ของแบรนด์ใหม่ด้วยแนวคิดที่ยึดผู้คนเป็นศูนย์กลาง โดยเทคโนโลยีมีหน้าที่ส่งมอบมูลค่าที่แท้จริงในการใช้งานเท่านั้น หน้าจอโค้งแบบพาโนรามา openR ทอดยาวเต็มความกว้างของคอนโซลหน้า แสดงความเร็ว ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) และมัลติมีเดียได้อย่างชัดเจน ควบคุมฟังก์ชันหลักได้ง่ายดายเหมือนใช้สมาร์ทโฟนผ่านหน้าจอสัมผัสตรงกลาง พวงมาลัยขนาดกะทัดรัดพร้อมเทคโนโลยีพวงมาลัยไฟฟ้า (Steer-by-wire) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีการนำเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์แบบสัมผัสมาใช้เพื่อความปลอดภัย และมีระบบ AI ภายในรถที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแนะนำการขับขี่ (Safety Coach) หรือให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลได้
- ภายในสะดวกสบายและปรับเปลี่ยนได้อิสระ: ตัวรถรูปทรงกล่องเดียว (One-box) ความยาว 4.5 เมตร สูง 1.5 เมตร ให้พื้นที่กว้างขวาง หน้าจอ openR ช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างด้านหน้า ถุงลมนิรภัยถูกย้ายไปติดตั้งที่เบาะนั่ง ทำให้เหลือพื้นที่คอนโซลหน้าสำหรับช่องเก็บของอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สามารถวางแท็บเล็ต หรือพับกางออกเป็นที่พักขาได้ เบาะผู้โดยสารตอนหน้าสามารถเลื่อนถอยหลังไปจนถึงแถวที่สอง เพื่อให้พูดคุยกับผู้โดยสารด้านหลังหรือดูแลเด็กเล็กได้สะดวก เบาะหลังทั้งสามที่นั่งมีขนาดกว้างเท่ากัน และสามารถปรับพับเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ หรือดันเบาะไปด้านหน้าสุดเพื่อใส่รถจักรยานได้ ประตูหลังเปิดได้กว้างถึง 90 องศา เพื่อความสะดวกในการเข้าออก
- ความสว่างที่สร้างมิติความกว้างขวาง: พื้นที่กระจกขนาดใหญ่ตั้งแต่วินด์ชิลด์ที่เชื่อมต่อกับหลังคากระจกเต็มรูปแบบ เสาตัวรถที่บางเฉียบ และประตูแบบไร้กรอบ (Frameless doors) ช่วยสร้างบรรยากาศห้องโดยสารที่อาบไปด้วยแสงสว่าง ทำให้รู้สึกโล่งโปร่งและเชื่อมต่อกับโลกภายนอก
ยกระดับการรุกตลาดระดับสากลแบบก้าวกระโดด
“ปัจจุบัน Renault มีศูนย์กลาง (Hubs) ที่แข็งแกร่งอยู่ในโมร็อกโก, ตุรกี, ละตินอเมริกา, เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งเรามีฐานทางอุตสาหกรรมและการค้าที่มั่นคง ด้วยแผน futuREady เรามีความตั้งใจชัดเจนที่จะเสริมความแข็งแกร่งในตลาดหลักเหล่านี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละภูมิภาค ใช้พลังงานไฟฟ้า และคงไว้ซึ่ง DNA ของ Renault ศูนย์กลางทั้ง 5 แห่งคือฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนา ผลิต และส่งออกยานยนต์ที่แข่งขันได้ โดยทำงานร่วมกับฐานข้อมูลทางเทคนิคและแพลตฟอร์มระดับโลก 3 แพลตฟอร์ม การผสมผสานระหว่างความคล่องตัวในระดับท้องถิ่นและความสอดคล้องในระดับโลกนี้ คือกุญแจสำคัญสู่การเร่งการเติบโตนอกยุโรป”
Advertisement Advertisement— Fabrice Cambolive
ในปี 2025 Renault มียอดขายรถยนต์นอกทวีปยุโรปสูงถึง 620,000 คัน เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปี 2024 เพื่อต่อยอดความสำเร็จ แบรนด์เตรียมรุกตลาดด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 14 รุ่น ภายในปี 2030 (เพิ่มเติมจาก 5 รุ่นที่เคยประกาศไปแล้ว ได้แก่ Kardian, Duster, Grand Koleos, Boreal และ Filante) โดยเน้นความสำคัญไปที่ละตินอเมริกา, เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งตลาดเหล่านี้รวมกันมีศักยภาพเทียบเท่ากับตลาดยุโรป แบรนด์จะใช้แพลตฟอร์ม GEA (Geely Electric Architecture) เพื่อขยายกลุ่มรถยนต์พลังงานสะอาดผ่านโรงงานในบราซิลและเกาหลีใต้
ประเทศอินเดีย: เสาหลักแห่งการผลิตและการเติบโต
อินเดียเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ขับเคลื่อนด้วยกระแสความนิยมในรถยนต์ SUV และรถยนต์ไฟฟ้า จากประสบการณ์ที่อยู่ในตลาดอินเดียมาถึง 15 ปี Renault ได้ใช้ประโยชน์จากความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งและระบบนิเวศท้องถิ่นที่บูรณาการอย่างสมบูรณ์ อินเดียจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและการจัดหาระดับโลกของแบรนด์ โดยภายในปี 2030 จะมีการออกแบบและประกอบรถยนต์รุ่นใหม่ 4 รุ่นในอินเดีย ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถยนต์ฟูลไฮบริด

Renault Bridger Concept: สัญลักษณ์แห่งการบุกเบิกตลาดสากล
Bridger Concept คือรถโชว์คาร์ที่แสดงถึงการรุกตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องของ Renault นี่คือรถยนต์ SUV ขนาดความยาวต่ำกว่า 4 เมตร (Sub-4-metre SUV) ที่เตรียมสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการขับขี่ในเมืองและพร้อมดึงดูดลูกค้ารายใหม่ในเซกเมนต์ B
- สัดส่วนใหม่ที่มาพร้อมบุคลิกที่โดดเด่น: สัดส่วนของรถออกแบบมาอย่างกล้าหาญ สะท้อนสไตล์ที่แข็งแกร่งด้วยระยะห่างจากพื้น (Ground clearance) สูงถึง 200 มม. ประกอบกับล้อขนาด 18 นิ้ว ทำให้ Bridger Concept ดูมีเสน่ห์แบบนักผจญภัยในเมือง ดีไซน์ด้านหน้ามีเส้นสายทรงลูกบาศก์ที่ดูเหมือนงานประติมากรรม ด้านหลังโดดเด่นด้วยล้ออะไหล่ที่ติดตั้งบนประตูท้าย ตอกย้ำภาพลักษณ์ที่พร้อมลุยและออกไปสำรวจดินแดนใหม่ ตัวถังสีเบจ Beige Dune Satin ช่วยสร้างความสมดุลให้ตัวรถดูมีมิติและสว่างขึ้น
- กะทัดรัดภายนอก กว้างขวางภายใน: แม้จะมีสัดส่วนภายนอกที่กะทัดรัด แต่พื้นที่ภายในกลับกว้างขวางจนน่าประทับใจ พื้นที่วางขาด้านหลังมีความกว้างถึง 200 มม. ซึ่งเป็นสถิติใหม่ในกลุ่มเซกเมนต์นี้ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็จุใจถึง 400 ลิตร ตำแหน่งเบาะผู้ขับขี่ที่สูงขึ้นช่วยให้มองเห็นทัศนวิสัยได้อย่างชัดเจนและรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น
- เตรียมขึ้นไลน์ผลิตจริงก่อนสิ้นปี 2027 เริ่มต้นที่อินเดีย: Bridger Concept คือต้นแบบของรถยนต์รุ่นแรกที่จะพัฒนาขึ้นในประเทศอินเดียภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ตามมาตรฐานใหม่ของ Renault Group รถรุ่นนี้ออกแบบบนแพลตฟอร์มโมดูลาร์ RGMP small และจะมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สันดาป, ไฮบริด หรือไฟฟ้า โดยจะเปิดตัวครั้งแรกในอินเดียช่วงปลายปี 2027 ก่อนจะทยอยเปิดตัวในตลาดสากลอื่นๆ ต่อไป
บทสรุป: กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเติบโตและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า
ด้วยแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ถึง 26 รุ่นในช่วง 4 ปีข้างหน้า แบรนด์ Renault มีเป้าหมายการเติบโตอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ (ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก) มากกว่า 2 ล้านคันในปี 2030 สำหรับในยุโรป Renault มุ่งหวังที่จะรักษาสถานะผู้นำในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายสร้างยอดขายจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (E-Tech electric และ E-Tech full hybrid) ให้ได้ 100% ภายในปี 2030 ในขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศนอกยุโรปก็มีเป้าหมายเพื่อสร้างยอดขายให้ได้ครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดให้ถึง 50% ของปริมาณการขายในระดับสากล
เกี่ยวกับ RENAULT
Renault คือแบรนด์รถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสชั้นนำระดับโลก ต่อยอดจากนวัตกรรมที่มีมายาวนานกว่าศตวรรษในการพัฒนารถยนต์แบบ “voitures à vivre” ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ เทคโนโลยีที่เน้นผู้คนเป็นศูนย์กลาง และระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ลดทอนความสนุกในการขับขี่ ยานยนต์ของ Renault ถูกออกแบบให้เป็นเสมือนพื้นที่ใช้ชีวิตประจำวัน หลังจากเริ่มปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ด้วยแผน Renaulution บัดนี้ Renault กำลังเริ่มต้นวัฏจักรเชิงกลยุทธ์ใหม่ด้วย futuREady แผนงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งมอบผลประกอบการที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งในยุโรปและต่างประเทศ วิสัยทัศน์นี้ตั้งอยู่บนรากฐานของผลิตภัณฑ์ที่น่าดึงดูด การขับเคลื่อนตลาดสากล และแนวทางปฏิบัติด้านพลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วย 2 เสาหลัก คือ ไฮบริด 100% และไฟฟ้า 100% เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในทุกจังหวะของการก้าวไปข้างหน้า
สื่อมวลชนติดต่อ: RENAULT PRESS
อีเมล: renault.media@renault.com
เว็บไซต์: media.renault.com

