30 อันดับยอดขายรถยนต์ในจีน ครึ่งปีแรก 2026 ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2026

30 อันดับยอดขายรถยนต์ในจีน ครึ่งปีแรก 2026 ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2026
Spread the love
Advertisement Advertisement

อันดับยอดขายรถยนต์ในจีน ครึ่งปีแรก 2026 ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2026

อันดับ แบรนด์ ยอดขาย เปลี่ยนแปลง
1 BYD 795,726 คัน -46%
2 Volkswagen 665,493 คัน -29%
3 Toyota 614,837 คัน -17%
4 Geely Auto 399,796 คัน -15%
5 Geely Galaxy 378,708 คัน -27%
6 Leapmotor 260,193 คัน +34%
7 Wuling 247,226 คัน -31%
8 Changan 241,425 คัน -29%
9 Tesla 238,955 คัน -9%
10 BMW 220,972 คัน -18%
11 Audi 218,303 คัน -19%
12 Honda 205,321 คัน -35%
13 Nissan 200,029 คัน -19%
14 Li Auto 193,472 คัน -5%
15 Xiaomi Auto 185,055 คัน +17%
16 Chery 178,305 คัน -32%
17 Mercedes-Benz 169,280 คัน -32%
18 Buick 163,545 คัน -16%
19 AITO Wenjie 162,740 คัน +10%
20 Changan Qiyuan 144,244 คัน -3%
21 Hongqi 137,799 คัน -34%
22 ZEEKR 135,838 คัน +59%
23 GAC AION 134,827 คัน -1%
24 XPENG 134,378 คัน -25%
25 FANGCHENGBAO 130,752 คัน +115%
26 DEEPAL 127,054 คัน +9%
27 HAVAL 121,227 คัน -34%
28 NIO 119,257 คัน +60%
29 GAC Trumpchi 110,492 คัน -3%
30 Lynk & Co 106,242 คัน -25%

ตลาดรถยนต์จีนครึ่งปีแรก 2026 เดือดหนัก! BYD ยังครองอันดับหนึ่ง แต่ยอดขายลดลง 46% ขณะที่แบรนด์เกิดใหม่เริ่มไล่บี้

ตลาดรถยนต์จีนกำลังเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่รุนแรง แม้ผู้ผลิตจะเร่งเปิดตัวรถใหม่ ลดราคา และเพิ่มอุปกรณ์เพื่อดึงดูดลูกค้า แต่ยอดขายรถยนต์นั่งโดยรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 กลับลดลงประมาณ 20%

Advertisement Advertisement

ข้อมูลยอดขายปลีกภายในประเทศจีนระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2026 ซึ่ง Autohome อ้างอิงจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน หรือ CPCA ระบุว่า ในบรรดา 30 แบรนด์ที่มียอดขายสูงสุด มีเพียง 7 แบรนด์เท่านั้นที่สามารถทำยอดขายเติบโตจากปีก่อนได้ ส่วนอีก 23 แบรนด์มียอดขายลดลง และมีถึง 7 แบรนด์ที่ลดลงมากกว่า 30%

BYD ยังครองแชมป์อันดับหนึ่งด้วยยอดขาย 795,726 คัน แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือยอดขายลดลงถึง 46% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งมียอดขายประมาณ 1.47 ล้านคัน เท่ากับว่าในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี BYD มียอดขายลดลงเกือบ 680,000 คัน

อันดับสองเป็น Volkswagen ยอดขาย 665,493 คัน ลดลง 29% แม้จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับรถยนต์จีนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังรักษาตำแหน่งแบรนด์ต่างชาติที่มียอดขายสูงที่สุดในจีนเอาไว้ได้

อันดับสาม Toyota มียอดขาย 614,837 คัน ลดลง 17% ถือว่าลดลงน้อยกว่าภาพรวมตลาดที่หดตัวประมาณ 20% จึงยังถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างแข็งแรงเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติรายอื่น

อันดับสี่ Geely Auto ทำยอดขายได้ 399,796 คัน ลดลง 15% ขณะที่อันดับห้า Geely Galaxy มียอดขาย 378,708 คัน ลดลง 27% หากนำยอดขายของทั้งสองแบรนด์มารวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 778,504 คัน ใกล้เคียงกับยอดขายของ BYD แต่ในข้อมูลชุดนี้มีการแยกยอดขายออกเป็นคนละแบรนด์

Leapmotor กลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในกลุ่มผู้นำตลาด ขึ้นมาอยู่อันดับหกด้วยยอดขาย 260,193 คัน เพิ่มขึ้น 34% เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่สามารถขยายยอดขายได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่กำลังหดตัว

อันดับเจ็ด Wuling มียอดขาย 247,226 คัน ลดลง 31% ตามด้วยอันดับแปด Changan จำนวน 241,425 คัน ลดลง 29%

Tesla อยู่ในอันดับเก้าด้วยยอดขาย 238,955 คัน ลดลง 9% นับเป็นแบรนด์ต่างชาติที่มียอดขายลดลงน้อยที่สุดในกลุ่มผู้นำ แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีจำนวนรุ่นและระดับราคาหลากหลายขึ้นอย่างต่อเนื่อง

BMW ปิดท้าย 10 อันดับแรกด้วยยอดขาย 220,972 คัน ลดลง 18%

อันดับที่ 11 เป็น Audi จำนวน 218,303 คัน ลดลง 19% ส่วน Honda อยู่ในอันดับที่ 12 ด้วยยอดขาย 205,321 คัน ลดลงถึง 35%

Honda ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในตลาดจีน เพราะเมื่อย้อนกลับไปช่วงครึ่งแรกของปี 2021 Honda เคยขายรถได้ประมาณ 780,000 คัน แต่ในช่วงเวลาเพียงห้าปี ยอดขายลดลงเหลือประมาณ 205,000 คัน หรือหายไปมากกว่า 570,000 คัน

อันดับที่ 13 Nissan มียอดขาย 200,029 คัน ลดลง 19% ตามด้วยอันดับที่ 14 Li Auto จำนวน 193,472 คัน ลดลง 5%

อันดับที่ 15 Xiaomi Auto มียอดขาย 185,055 คัน เพิ่มขึ้น 17% แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เทคโนโลยีรายนี้เริ่มมีบทบาทในตลาดรถยนต์จีนมากขึ้น หลังจากขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์จากรถซีดานไฟฟ้าไปยังรถ SUV

อันดับที่ 16 Chery มียอดขาย 178,305 คัน ลดลง 32% ตามด้วย Mercedes-Benz อันดับที่ 17 จำนวน 169,280 คัน ลดลง 32% และ Buick อันดับที่ 18 จำนวน 163,545 คัน ลดลง 16%

AITO Wenjie อยู่ในอันดับที่ 19 ด้วยยอดขาย 162,740 คัน เพิ่มขึ้น 10% ส่วนอันดับที่ 20 Changan Qiyuan มียอดขาย 144,244 คัน ลดลง 3%

ในกลุ่มอันดับที่ 21–30 เริ่มเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนของผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่บางราย โดยอันดับที่ 21 Hongqi มียอดขาย 137,799 คัน ลดลง 34%

อันดับที่ 22 ZEEKR มียอดขาย 135,838 คัน เพิ่มขึ้นถึง 59% นับเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด ตามด้วยอันดับที่ 23 GAC AION จำนวน 134,827 คัน ลดลงเล็กน้อย 1%

อันดับที่ 24 XPENG มียอดขาย 134,378 คัน ลดลง 25% ขณะที่อันดับที่ 25 FANGCHENGBAO ทำยอดขายได้ 130,752 คัน เพิ่มขึ้นถึง 115% และกลายเป็นแบรนด์ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม 30 อันดับแรก

อันดับที่ 26 DEEPAL มียอดขาย 127,054 คัน เพิ่มขึ้น 9% ส่วนอันดับที่ 27 HAVAL มียอดขาย 121,227 คัน ลดลง 34%

อันดับที่ 28 NIO ทำยอดขายได้ 119,257 คัน เพิ่มขึ้น 60% ตามด้วยอันดับที่ 29 GAC Trumpchi จำนวน 110,492 คัน ลดลง 3% และอันดับที่ 30 Lynk & Co จำนวน 106,242 คัน ลดลง 25%

ภาพรวมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ BYD, Volkswagen และ Toyota จะยังครองสามอันดับแรก แต่ยอดขายของทั้งสามแบรนด์ต่างลดลง ขณะที่แบรนด์ที่กำลังเติบโตส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ เช่น FANGCHENGBAO, NIO, ZEEKR, Leapmotor, Xiaomi, AITO และ DEEPAL

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในเชิงเปอร์เซ็นต์ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์เกิดใหม่สามารถโค่นผู้ผลิตรายใหญ่ได้ทันที เพราะหลายแบรนด์เริ่มต้นจากฐานยอดขายที่ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น FANGCHENGBAO แม้เติบโตถึง 115% แต่ยอดขายรวมยังอยู่ที่ประมาณ 130,000 คัน ขณะที่ BYD แม้ลดลง 46% ก็ยังขายได้เกือบ 800,000 คัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ รถยนต์ญี่ปุ่นและเยอรมันกำลังสูญเสียยอดขายในจีนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ยอดขายรวมของแบรนด์ญี่ปุ่นรายใหญ่ ได้แก่ Toyota, Honda และ Nissan ลดลงประมาณ 1.12 ล้านคัน ส่วน Volkswagen และกลุ่มรถหรูเยอรมันอย่าง BMW, Mercedes-Benz และ Audi มียอดขายรวมลดลงประมาณ 1.07 ล้านคัน

รวมแล้วภายในระยะเวลาห้าปี รถยนต์ญี่ปุ่นและเยอรมันรายใหญ่สูญเสียยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกไปประมาณ 2.18 ล้านคัน หากประเมินเป็นยอดขายตลอดทั้งปี Autohome มองว่าปริมาณที่หายไปอาจใกล้เคียง 5 ล้านคัน

แต่การแข่งขันครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแบรนด์จีนเป็นผู้ชนะ เพราะผู้ผลิตจีนรายใหญ่หลายรายก็มียอดขายลดลงอย่างหนักเช่นกัน ขณะที่อัตรากำไรเฉลี่ยของธุรกิจผลิตรถยนต์ในจีนช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2026 เหลือเพียงประมาณ 1.5%

ตลาดรถยนต์จีนจึงกำลังเข้าสู่ยุคคัดเลือกครั้งใหญ่ แบรนด์ที่ขายรถได้มากอาจไม่ได้หมายความว่าทำกำไรได้มาก ส่วนแบรนด์ที่เติบโตเร็วก็ยังต้องพิสูจน์ว่าจะรักษายอดขายและเงินทุนเอาไว้ได้นานเพียงใด

ผู้บริโภคอาจได้รับประโยชน์จากรถราคาถูก ออปชันสูง และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับผู้ผลิต นี่คือการแข่งขันที่เดิมพันด้วยความอยู่รอด และท้ายที่สุดอาจเหลือเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถยืนระยะอยู่ในตลาดได้

ที่มา: Autohome อ้างอิงข้อมูลยอดขายปลีกปลายทางจาก CPCA

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้