เปิดตัว 2027 : TOYOTA ขุมพลัง 1.5 ใหม่ อัตราประหยัดอาจถึง! 40 กม./ลิตร เล็กลง ประหยัดขึ้น แรงขึ้น!

เปิดตัว 2027 : TOYOTA ขุมพลัง 1.5 ใหม่ อัตราประหยัดอาจถึง! 40 กม./ลิตร เล็กลง ประหยัดขึ้น แรงขึ้น!
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

โตโยต้า ร่วม Subaru และ Mazda เปิดเกมใหม่ “เครื่องยนต์สันดาปตระกูลใหม่” ลุยตลาดปี 2027 รองรับเชื้อเพลิงอนาคต และอาจประหยัดขึ้นเกือบถึง 40 กม./ลิตร

สรุปย่อ: โตโยต้าและพันธมิตรญี่ปุ่น Subaru–Mazda ประกาศพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เจเนอเรชันใหม่ ขนาด 1.5 และ 2.0 ลิตร ออกแบบมาเพื่อ “ยุคไฮบริด” เน้นลดขนาด/น้ำหนัก เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง เช่น e-Fuel และไบโอฟิวส์ พร้อมเดินหน้าศึกษาห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงกับ Idemitsu, ENEOS และ Mitsubishi Heavy Industries เพื่อให้ ICE อยู่รอดในยุคคุม CO₂

ทำไมโตโยต้ายังลงทุนกับ ICE ทั้งที่ BEV โตแรง?

ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) โตต่อเนื่องก็จริง แต่ในโลกความจริง “โครงสร้างพลังงาน” ของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน—ทั้งต้นทุนไฟฟ้า โครงข่ายชาร์จ ความพร้อมของวัตถุดิบแบตเตอรี่ ไปจนถึงข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และกำลังผลิต ดังนั้นแนวคิดของโตโยต้าจึงยังยืนบนหลัก Multi-Pathway คือการใช้หลายเทคโนโลยีไปพร้อมกัน: HEV/PHEV/BEV/ไฮโดรเจน และ ICE ที่สะอาดขึ้น

ภายใต้แนวคิดนี้ โตโยต้าได้ประกาศความร่วมมือกับ Subaru และ Mazda เพื่อ “สร้างเครื่องยนต์ใหม่ตั้งแต่ศูนย์” ให้เข้ากับระบบไฟฟ้าและมาตรฐานคาร์บอนยุคถัดไป ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องเดิมเล็กน้อยเท่านั้น

แก่นเทคโนโลยี ICE ที่เกิดมาเพื่อไฮบริด (Designed for Electrification)

จุดที่ทำให้โครงการนี้ “ต่างจาก ICE แบบเดิม” คือการออกแบบเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการทำงานร่วมกับมอเตอร์/แบตเตอรี่ตั้งแต่ต้น เป้าหมายคือทำให้ชุดขับเคลื่อนโดยรวมเล็กลง เบาลง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยหนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการใช้สถาปัตยกรรมแบบ Short Stroke (ระยะชักสั้น) เพื่อช่วยการไหลของอากาศ การเผาไหม้ และเปิดพื้นที่ให้จัดวางมอเตอร์หรืออุปกรณ์ไฮบริดได้ดีขึ้น

Reuters รายงานแนวทางลด “ปริมาตรและน้ำหนัก” ของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรใหม่ลงราว 10% เมื่อเทียบกับเครื่อง 1.5 ลิตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และชี้ว่าเครื่อง 2.0 เทอร์โบใหม่ถูกวางเป็นผู้สืบทอดแนวประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเครื่อง 2.4 เทอร์โบเดิมในรถรุ่นใหญ่.

เครื่องยนต์ต้นแบบ 3 ชุด: 1.5 NA, 1.5 Turbo, 2.0 Turbo

1) 1.5 ลิตร NA (Naturally Aspirated)

  • เล็กและเตี้ยกว่ารุ่นเดิม 10%
  • น้ำหนักลดลง 10%
  • ประสิทธิภาพการเผาไหม้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
  • เหมาะสำหรับ Hybrid ขนาดเล็กและรถใช้งานทั่วไป

แนวทางคือทำให้เครื่องยนต์ “เล็กและเตี้ย” ลง เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดวางระบบไฮบริด ลดน้ำหนักรวม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในรอบใช้งานจริง เหมาะกับรถขนาดเล็ก–คอมแพ็กต์ที่ต้องการความประหยัดและต้นทุนระบบไม่สูงมาก

2) 1.5 ลิตร เทอร์โบ

  • เล็กกว่ารุ่น 2.5 ลิตร NA เดิมถึง 20%
  • ความสูงลดลง 15%
  • สมรรถนะใกล้เคียงเดิม แต่ ประหยัดขึ้น 30%
  • เหมาะกับ C-Segment / SUV ขนาดกลาง

บทบาทของ 1.5 เทอร์โบคือการทำ Downsizing อย่างจริงจัง—ลดความจุเครื่องลง แต่ยังคงแรงบิดและกำลังในระดับใช้งานได้เทียบชั้นเครื่องใหญ่กว่า โดยให้ระบบไฟฟ้า (มอเตอร์) ช่วย “เติมแรงบิดทันที” ในช่วงออกตัวและเร่งแซง

3) 2.0 ลิตร เทอร์โบ (ถูกพูดถึงมากที่สุด)

  • เล็กกว่ารุ่น 2.4 เทอร์โบเดิม 10%
  • เตี้ยลง 10%
  • ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นราว 30%
Toyota “G20E” 2.0 เทอร์โบบล็อกใหม่ ปฏิวัติขุมพลังสันดาป เพื่อท้าชนยุคไฟฟ้า ในขณะที่โลกยานยนต์กำลังหมุนตามกระแสไฟฟ้าแบบ 100% แต่ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Toyota กลับเลือกที่จะไม่ทิ้ง “หัวใจ” ของการขับขี่ โดยล่าสุดการเปิดตัวข้อมูลเบื้องต้นของเครื่องยนต์บล็อกใหม่รหัส “G20E” ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์รุ่นใหม่ แต่มันคือ “อาวุธลับ” ที่จะมาพิสูจน์ว่าเครื่องยนต์สันดาปยังสามารถไปต่อได้ในระดับที่สูงกว่าเดิม
 
วิศวกรรมที่ “เล็ก-เบา-แรง” กว่าเดิม
  • หัวใจสำคัญของรหัส G20E คือการออกแบบภายใต้แนวคิด “Small & Low” ซึ่งเป็นการทลายขีดจำกัดของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรในอดีต:
  • ลดน้ำหนักลง 10-20% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรรุ่นปัจจุบัน การมีน้ำหนักที่เบาลงส่งผลโดยตรงต่อการกระจายน้ำหนัก (Weight Distribution) และการควบคุมรถที่คมนวลขึ้น
  • จุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Ultra-Low Center of Gravity) ด้วยการออกแบบให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดและเตี้ยลง ทำให้วิศวกรสามารถวางตำแหน่งเครื่องยนต์ได้ต่ำลงกว่าเดิม ส่งผลให้รถสปอร์ตรุ่นใหม่สามารถออกแบบฝากระโปรงให้แบนราบและลู่ลมได้มากขึ้น
พละกำลัง 3 ระดับ ตั้งแต่รถบ้านไปจนถึงรถแข่ง 600 แรงม้า Toyota ไม่ได้พัฒนา G20E มาเพื่อรถรุ่นเดียว แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มขุมพลังที่ครอบคลุมทุก Segment
  • รุ่น Standard (300 PS) เน้นความแรงที่จับต้องได้ สำหรับรถยนต์ซีดานหรือ SUV สมรรถนะสูงที่เน้นความประหยัดควบคู่ไปด้วย
  • รุ่น High-Performance (400 PS / 500 Nm) สเปกนี้คือตัวเลขที่ท้าชนกับเครื่องยนต์ระดับพรีเมียมจากเยอรมันอย่าง Mercedes-AMG (M139) ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
  • รุ่น Motorsport (600+ PS) พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในโลกแห่งการแข่งขันโดยเฉพาะ สะท้อนถึงความทนทานและความเหนือชั้นของวัสดุภายในเครื่องยนต์บล็อกนี้
ข่าวลือที่หนาหูที่สุดในขณะนี้คือเครื่องยนต์ G20E จะถูกนำไปวางในโปรเจกต์การฟื้นคืนชีพของรถสปอร์ตระดับตำนาน
  • New Celica คาดว่าจะมาในรูปแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณ GT-Four
  • New MR2 สเปก 400 แรงม้า เมื่อรวมกับเครื่องยนต์ที่เบาลง อาจเป็นหัวใจสำคัญของรถสปอร์ตเครื่องวางกลางรุ่นใหม่ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้แฟน ๆ ทั่วโลก
กลยุทธ์ “Multi-Pathway” และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะแรงระดับรถแข่ง แต่ G20E ถูกออกแบบมาเพื่อ “ความยั่งยืน”:
  • Carbon Neutral Ready รองรับเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-Fuels) และไฮโดรเจน
  • Hybrid Synergy เครื่องยนต์นี้ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อผ่านเกณฑ์มาตรฐานไอเสีย Euro 7 ที่แสนเข้มงวด
 
การมาของ G20E แสดงให้เห็นถึงการแบ่งตำแหน่งการตลาดที่ชัดเจน โดย Gazoo Racing (GR) จะทำหน้าที่นำเครื่องยนต์นี้มาใส่ในรถสปอร์ตที่เน้นความสนุกในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อแข่งกับแบรนด์อย่าง Audi Sport หรือ BMW M ขณะที่ Lexus จะนำพื้นฐานวิศวกรรมนี้ไปต่อยอดสู่ความหรูหราและขุมพลัง V8 Twin Turbo รุ่นใหม่สำหรับรถถนนคู่แข่ง GT3
 
นี่คือข้อพิสูจน์ว่า Toyota ยังคงเชื่อมั่นใน “ความสนุกของการขับขี่” และเครื่องยนต์ G20E จะเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่พาเครื่องยนต์สันดาปเดินทางข้ามผ่านยุคเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างสง่างาม

“เตี้ยลง-เล็กลง” ไม่ได้มีผลแค่ห้องเครื่อง แต่กระทบถึงอากาศพลศาสตร์ทั้งคัน

เมื่อเครื่องยนต์และอุปกรณ์รอบข้างถูกทำให้มีมิติเล็กลง ผู้ผลิตสามารถออกแบบฝากระโปรงให้ต่ำลง ปรับแนวเส้นลมให้ลื่นขึ้น ลดแรงต้านอากาศ (Drag) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประหยัดเชื้อเพลิงและการใช้พลังงานของรถไฮบริด/ปลั๊กอินไฮบริดในความเร็วเดินทาง

Advertisement Advertisement

นี่คือเหตุผลที่โตโยต้าเรียกแนวทางนี้ว่าเป็น “การรีบอร์นของเครื่องยนต์” ที่ไม่ได้มองเครื่องเดี่ยว ๆ แต่พิจารณาทั้งแพ็กเกจตัวรถและการผสานกับระบบไฟฟ้า.

บทบาทของ Subaru และ Mazda ไปคนละทาง แต่เป้าหมายเดียวกัน

Subaru ยืนยันว่าจะพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ให้เหมาะกับยุคไฟฟ้ามากขึ้น โดยเน้นการผสานกับมอเตอร์และแบตเตอรี่ เพื่อให้เอกลักษณ์ของค่าย (เช่น จุดศูนย์ถ่วงต่ำ/การขับขี่) อยู่ได้ในโลกที่คุมคาร์บอน.

Mazda ก็ประกาศแนวทางพัฒนาเครื่องยนต์เพื่อยุคไฟฟ้าเช่นกัน โดยเน้นใช้ความถนัดของค่ายในการ “เลือกเครื่องให้เหมาะกับบทบาท” เช่น เครื่องทำหน้าที่ผลิตไฟ (แนวคิด Range Extender) ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการลด CO₂ โดยไม่บังคับให้ทุกตลาดต้องเป็น BEV เต็มรูปแบบทันที

รองรับเชื้อเพลิงอนาคต e-Fuel/ไบโอฟิวส์ และภาพใหญ่ของ “ห่วงโซ่อุปทาน”

สิ่งที่ทำให้ ICE “อยู่ต่อได้” ในยุคคุมคาร์บอนไม่ใช่แค่เครื่องยนต์ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ต้องมีเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิใกล้ศูนย์ในมุมมองวัฏจักรชีวิต (Lifecycle)

โตโยต้าจึงเดินเกมคู่ขนานด้วยการร่วมกับ Idemitsu Kosan, ENEOS และ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) เพื่อเริ่ม “การศึกษา” แนวทางการนำเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลางเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น รวมถึงการวางโรดแมปและระบบสนับสนุนด้านการผลิต/กระจายเชื้อเพลิง.

แล้ว “อาจประหยัดขึ้นกม./ลิตร” แค่ไหน? วิธีคิดแบบไม่ขายฝัน

ประเด็นเรื่องความประหยัดจำเป็นต้องระวัง เพราะตอนนี้ข้อมูลที่ออกมาสู่สาธารณะยังเป็น “ทิศทาง” และ “ตัวเลขเชิงเปรียบเทียบ” มากกว่าค่ามาตรฐานอัตราสิ้นเปลืองจริงของรถผลิตขาย (ซึ่งจะขึ้นกับตัวถัง น้ำหนัก เกียร์ ระบบไฮบริด ยาง แอโรไดนามิก และการเซ็ตเครื่อง)

หลักคิดง่าย ๆ ถ้าประสิทธิภาพดีขึ้น X% กม./ลิตรจะเพิ่มใกล้เคียง X% (โดยประมาณ)

หากเครื่องยนต์/ระบบขับเคลื่อนทำให้การใช้เชื้อเพลิง “ลดลง” ประมาณ 20- 30% ในเงื่อนไขใกล้เคียงกัน โดยทั่วไปสามารถตีความเชิงคณิตศาสตร์ได้ว่า “กม./ลิตร” จะเพิ่มขึ้นราว ประมาณ 30% เช่นกัน (เพราะวิ่งได้ไกลขึ้นต่อเชื้อเพลิง 1 ลิตร) นั้นแสดงว่าปัจจุบัน ขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตรของ Toyota Aqua 2025 ประหยัด 34.3 กม./ลิตร WLTC ดังนั้น หากเพิ่ม 20 – 30% อาจถึงระดับ 41 – 44 กม./ลิตร WLTC  สื่อหลายแห่งรายงานว่าเครื่องยนต์เทอร์โบเจเนอเรชันใหม่ถูกวางให้มีการยกระดับประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเครื่องเทอร์โบเดิม (ขึ้นกับรุ่นและการใช้งานจริง).

ตัวแปรที่ทำให้ “กม./ลิตรจริง” อาจต่างจากทฤษฎี

  • น้ำหนักตัวรถและระบบไฮบริด: แบตใหญ่ขึ้นช่วยช่วงเมือง แต่เพิ่มน้ำหนัก
  • แอโรไดนามิก: ถ้ารถเตี้ยลง/ลู่ลมขึ้นจริง จะช่วยช่วงความเร็วเดินทาง
  • การเซ็ตเทอร์โบและอัตราทดเกียร์: รถแรงมากอาจถูกตั้งให้กินน้ำมันมากขึ้นในบางโหมด
  • มาตรฐานทดสอบ: WLTP/NEDC/EPA ให้ตัวเลขต่างกัน
  • พฤติกรรมผู้ขับ: เทคโนโลยีช่วยประหยัดได้ แต่ “เท้าหนัก” ก็ยังเปลือง

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ: หากโตโยต้าทำได้ตามเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพระดับสองหลัก (10–30%) เมื่อถึงรถโปรดักชันปี 2027 โอกาสเห็น “กม./ลิตรดีขึ้น” ก็มีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะในรถไฮบริดที่มอเตอร์ช่วยชดเชยแรงบิดและทำให้เครื่องทำงานในช่วงที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

มุมมองต่อปี 2027 เกมจริงคือ “ผ่าน CO₂” พร้อมขายได้หลายตลาด

ความท้าทายของเครื่องยนต์แรงยุคใหม่ไม่ใช่การทำแรงม้าให้สูง แต่คือการทำให้แรง/ขับสนุก/ตอบสนองดี ในขณะที่ต้องผ่านข้อกำหนดด้านการปล่อย CO₂ ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่โตโยต้าเดินเกม 2 ทางพร้อมกัน: พัฒนาเครื่องใหม่ให้เหมาะกับไฮบริด และเร่งศึกษาการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง เพื่อเพิ่ม “ทางรอด” ให้ ICE ในระยะยาว สำหรับกลุ่มรถยนต์ที่จะได้ติดตั้งเครื่องใหม่นี้คือ COROLLA , COROLLA CROSS , YARIS TNGA

สรุป ICE ยังไม่ตาย แต่กำลังเปลี่ยนบทบาท

เครื่องยนต์สันดาปตระกูลใหม่ของ Toyota–Subaru–Mazda สะท้อนว่าโลกยานยนต์กำลังก้าวสู่ยุคที่ “เทคโนโลยีผสม” จะเป็นพระเอก ไม่ใช่โลกที่เหลือทางเลือกเดียว โดย ICE จะไม่ใช่เครื่องเดี่ยว ๆ อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบขับเคลื่อนที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ แบตเตอรี่ และเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง

สำหรับคนอ่านไทย ประเด็นที่ควรจับตาคือ รถรุ่นแรกปี 2027 จะเป็นรถตลาดหรือรถสมรรถนะ? และเมื่อรวมกับทิศทางภาษี/มาตรฐาน CO₂ ในหลายประเทศ “ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่” อาจกลับมามีบทบาทเชิงพาณิชย์หนักขึ้นอีกครั้ง

อ้างอิง

  • Toyota Global Newsroom: Subaru, Toyota, and Mazda Commit to New Engine Development (May 28, 2024).
  • Toyota Times: The Engine Reborn—Three Companies Develop ICEs for Decarbonization (Jun 4, 2024).
  • Toyota Global Newsroom: Idemitsu Kosan, ENEOS, Toyota, and MHI commence study on carbon-neutral fuels (May 27, 2024)
  • Reuters: Toyota/Subaru/Mazda commit to developing new engines (May 28, 2024). :
  • Motor1: Toyota’s New 2.0-Liter Turbo Engine Makes Big Power (Jan 13, 2025).
  • S&P Global Commodity Insights: Carbon-neutral fuels study in Japan (May 27, 2024).

motor1

ก่อนเปิดตัวปี 2027-2028 All-NEW TOYOTA COROLLA รุ่นที่ 13 ทั้ง HYBRID , PHEV , BEV ให้เลือก เน้นขุมพลังหลากหลาย

TOYOTA รายงานกำไร 808,080 ล้านบาท ลดลง 19% งบปี 2026 ขายรถรวม 9.59 ล้านคัน

รวมภาพ! TOYOTA Aqua MY2026 ขายญี่ปุ่น 519,000 – 628,000 บาท ประหยัด 35 กม./ลิตร WLTC

เทคโนโลยี THS II เจนที่ 6 ใน TOYOTA HEV, PHEV โฉมใหม่! ปัจจุบันติดตั้งใน RAV4 ใหม่ และเตรียม CAMRY ใหม่ในอนาคต

ประหยัดกว่า 36 กม./ลิตร WLTC : TOYOTA 1.5 Liter M15A-FXE Dynamic Force Engine หัวใจไฮบริด B-SUV TNGA , YARIS , Aqua , SIENTA , LBX

 

 

 

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้