รวมภาพคันจริง พวงมาลัยขวาใน UK : MG 4 EV Urban ไฟฟ้าใหม่ 321 – 412 กม./ชาร์จ WLTP

MG 4 EV Urban รุ่นน้อง “ถูกลง” แต่ “ตัวใหญ่ขึ้น” จุดขายคือความคุ้มค่า และสิ่งที่ต้องแลก ในสหราชอาณาจักร
MG เคยปังกับ MG 4 EV เพราะ “คุ้มค่าเงิน” แบบหาคู่แข่งยาก แต่เมื่อคู่แข่ง EV ราคา 2 หมื่นปอนด์ต้น ๆ เริ่มไหลเข้าตลาดมากขึ้น MG เลยส่งตัวเลือกใหม่ที่ราคาดึงดูดกว่าเดิมชื่อ MG 4 EV Urban ลงมาเล่นในคลาสเดียวกับ BYD Dolphin, Citroën ë-C3, Hyundai Inster และดาวเด่นอย่าง Renault 5
คำถามสำคัญคือ Urban จะ “ตัวตึงสายคุ้ม” ได้จริงไหม? และความถูกลงนั้น MG ไปลดต้นทุนตรงไหนบ้าง?
Urban คืออะไร? ทำไมชื่อเหมือน MG 4 แต่กลับ “คนละรถ”
แม้ชื่อจะพ่วง “MG 4” แต่ MG 4 EV Urban เป็นรถคนละแนวกับ MG 4 รุ่นปกติพอสมควร เพราะถูกสร้างบนแพลตฟอร์มใหม่ของ SAIC (บริษัทแม่ MG) คือ E3 เพื่อกดต้นทุนให้ต่ำลง และให้ MG ลงมาแข่งขันในตลาด EV ราคาย่อมเยาได้ “จริงจัง” มากขึ้น
สิ่งที่ทำให้หลายคนงงคือ: Urban กลับมีมิติบางส่วนใหญ่กว่า MG 4 รุ่นเดิม ทั้ง ฐานล้อยาวกว่า และในเอกสารสเปกยังชี้ว่ามี ความจุท้ายรถมากกว่า ด้วย — นี่คือหมากการตลาดที่ฉลาด เพราะผู้ซื้อระดับราคานี้ “ให้คะแนนความคุ้ม+พื้นที่ใช้สอย” สูงมาก
ราคา จุดที่ Urban “แทงใจ” คู่แข่ง
Urban เริ่มต้นที่ £23,495 หรือ 1 ล้านบาท ซึ่งถูกกว่า MG 4 รุ่นปกติราว £6,500 (ตามข้อมูลในบทความต้นทาง) เรียกได้ว่าเป็นการ “ย้ายสนาม” ลงมาอยู่ในเรทราคาเดียวกับ EV รุ่นฮอตที่เน้นความคุ้มค่าโดยตรง
และไม่ใช่แค่ราคาหน้าป้าย MG ยังเล่นเกมโปรโมชันแรง เช่น ส่วนลดแบบ ‘grant’ £1,500 และ ดอกเบี้ย 0% แบบไม่ต้องวางเงินดาวน์ ทำให้ต้นทุนการเป็นเจ้าของน่าดึงดูดขึ้นไปอีก
แพลตฟอร์ม E3 + ขับหน้า: สูตรประหยัดต้นทุนที่ทำให้ “ถูกลงได้จริง”
หัวใจของ Urban คือการเลือกสเปก/โครงสร้างแบบ “พอเหมาะกับรถใช้งานในเมือง” เพื่อคุมต้นทุน เช่น
- ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) เท่านั้น — ไม่ได้มีเวอร์ชันขับสี่/แรงจัดแบบ XPower เหมือน MG 4
- แบตเตอรี่เล็กลง (ทำให้รถเบาและถูกลง)
- ช่วงล่างหลังแบบทอร์ชันบีม แทนช่วงล่างอิสระ (ลดต้นทุน แต่มีผลต่อความนุ่ม/การซับแรง)
- ชาร์จเร็ว (DC) เพดานต่ำกว่า เพื่อเหมาะกับระดับราคา
พูดง่าย ๆ คือ Urban ถูกออกแบบให้เป็น EV ใช้งานประจำวัน มากกว่าจะเป็น “EV ที่เน้นฟีลขับสนุก” แบบ MG 4 ขับหลัง
ขนาดตัวถัง MG 4 EV Urban
-
ความยาวรวม (Length): 4,287 มม.
-
ความกว้าง (Width): 1,836 มม.
-
ความสูง (Height): ~1,504–1,516 มม.
-
ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 2,705 มม.
MG 4 EV Urban Comfort Standard Range
- มอเตอร์หน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD)
- ให้กำลัง 148 แรงม้า
- แรงบิด 250 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ LFP 42.8 kWh (ใช้งานจริง 41.9 kWh) วิ่งได้่ 321 กม./ชาร์จ WLTP
- AC: 7 kW
- DC: สูงสุด ≈ 82–87 kW
- อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ≈ 9.5 วินาที
MG 4 EV Urban Comfort Long Range
- มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า FWD
- ให้กำลัง 158 แรงม้า
- แรงบิด 250 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ LFP 53.9 kWh (ใช้งานจริง 52.8 kWh) วิ่งได้ 412 กม./ชาร์จ WLTP
- AC: 7 kW
- DC: สูงสุด ≈ 87–92 kW
- 0–100 กม./ชม. ≈ 9.5 วินาที
MG 4 EV Urban Premium Long Range
- มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้า FWD
- ให้กำลัง 158 แรงม้า
- แรงบิด 250 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ LFP 53.9 kWh (ใช้งานจริง 52.8 kWh) วิ่งได้ 400 กม./ชาร์จ WLTP
- AC: 7 kW
- DC: สูงสุด 87–92 kW
- อัตราเร่ง 0–100 ≈ 9.5 วินาที
cell-to-body เทคนิคทำรถเบา ทั้งที่ตัวใหญ่กว่า
จุดที่น่าสนใจมากคือ Urban ใช้แนวคิด cell-to-body ทำให้โครงสร้างแบตเตอรี่เป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง/พื้นรถ แทนที่จะเป็นแพ็กแบตที่ “ยึดน็อตเข้าไป” ในโครงสร้างเหมือนรถบางรุ่น
ผลลัพธ์คือ แม้ Urban (รุ่นแบตใหญ่) จะมีขนาดตัวรถดูใหญ่ แต่กลับมีน้ำหนักราว 1,520 กก. และตามข้อมูลในบทความยังระบุว่าเบากว่า MG 4 รุ่นปกติประมาณ 245 กก. ทั้งที่ความจุแบตต่างกันราว ๆ 10kWh เท่านั้น
มุมมองผู้ใช้จริง: รถที่ “เบาลง” มักช่วยทั้งเรื่องอัตราสิ้นเปลือง, ความคล่อง, และการควบคุม แต่ต้องดูควบคู่กับช่วงล่าง/ยาง เพราะฟีลนุ่ม-แน่นไม่ได้มาจากน้ำหนักอย่างเดียว
ดีไซน์ภายนอก กลิ่นอาย Cyberster แต่ยังดู “ล้อเล็ก” ไปนิด
งานออกแบบของ Urban ได้แรงบันดาลใจจาก MG Cyberster พอสมควร แต่ภาพรวมยังหนีไม่พ้นความรู้สึกว่า “ช่วงล้อ/ขนาดล้อ” ดูเล็กไปหน่อย แม้ใช้ล้อ 17 นิ้ว ในบางรุ่น
อย่างไรก็ตาม ในตลาด EV ราคานี้ หลายคนให้ความสำคัญกับ “พื้นที่-ความคุ้ม” มากกว่าความสปอร์ตของทรงรถ ดีไซน์จึงเป็นเรื่องรสนิยมมากกว่า “ข้อดี/ข้อเสีย” แบบชี้ขาด
ภายใน: กว้าง เก็บของเก่ง ใช้งานง่าย และ “โตเกินราคา”
ห้องโดยสาร Urban ถูกชมว่าให้ความรู้สึก “รถโต” ด้วยแดชบอร์ดที่กว้างและคอนโซลกลางสูง พื้นที่โปร่งจากกระจกด้านข้างเสริม (quarter-lights) แต่เสา C หนาและกระจกหลังสั้นทำให้ ทัศนวิสัยด้านหลัง ลดลง และผู้โดยสารหลังอาจรู้สึกทึบในบางมุม
แต่ไฮไลต์คือ พื้นที่เบาะหลัง ที่ “เหลือ ๆ” ทั้งพื้นที่วางเข่าและพื้นเรียบ (flat floor) จนถูกยกเป็นหนึ่งในจุดขายหลัก เพราะคู่แข่งหลายรุ่นให้พื้นที่หลังไม่เท่ากัน
ด้านสัมภาระ ท้ายรถมีลูกเล่นคือ พื้นสองชั้น เปิดออกแล้วเจอช่องเก็บลึกเพิ่มราว เกือบ 100 ลิตร ทำให้ใช้งานจริงได้ยืดหยุ่นขึ้น
อินโฟเทนเมนต์และปุ่มจริง: ได้ใจคนไม่ชอบจิ้มจอทุกอย่าง
Urban ใช้จอกลางขนาด 12.8 นิ้ว แต่ยังมีแผงควบคุมด้านล่างที่เป็น “ปุ่ม/ลูกบิดจริง” เช่น วงแหวนปรับเสียงและการระบายอากาศ รวมถึงสวิตช์ HVAC ที่ใช้สะดวก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้จำนวนมากยังต้องการ
พอร์ต USB-C ถูกวางไว้ในช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้คอนโซล และยังมีพอร์ตสำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วย
ฟีลขับ พวงมาลัยดีเกินคาด แต่ช่วงล่างคือจุดที่ “ต้องคิด”
Urban ไม่ใช่รถแรง แต่การตอบสนองคันเร่งถูกบอกว่า “สะอาดและคาดเดาได้” ซึ่งเป็นจุดแข็งของ MG ที่จูนระบบไฟฟ้าได้เหมาะกับการใช้งานจริง
พวงมาลัยมีความ “ไวกลาง” และน้ำหนักไม่หนืดเกินไป ทำให้ขับในเมืองคล่อง และไม่อืดอาดแบบ EV บางรุ่นในคลาสเดียวกัน การเกาะถนนและแรงฉุดก็อยู่ในระดับดีตามที่รถแนวนี้ควรเป็น
แต่… จุดที่ Urban เสียคะแนนคือ ความนุ่มนวล เพราะถูกวิจารณ์ว่าช่วงล่างค่อนข้าง “กระด้าง/เปราะ” บนถนนผิวไม่ดี ซึ่งพบได้บ่อยในสหราชอาณาจักร (และหลายประเทศ) และเมื่อเทียบกัน Renault 5 ทำได้เนียนกว่าในการซับแรงจากรอยต่อถนน
อีกเรื่องคือ เสียงรบกวนบนทางด่วน ที่ค่อนข้างชัด ซึ่งอาจมาจากความคาดหวังของผู้ขับ: ตัวรถดูใหญ่เหมือน C-segment จึงอยากได้ความนิ่ง/เงียบมากขึ้น แต่ราคาจริงอยู่ในโซน £20,000 ต้น ๆ ที่ยังเป็นข้อจำกัดของวัสดุและการเก็บเสียง
ชาร์จเร็ว: เพดาน 87kW “พอใช้” ตามคลาส แต่ไม่เด่น
Urban ทำความเร็วชาร์จ DC สูงสุดราว 87kW ซึ่งต่ำกว่า MG 4 รุ่นปกติที่ทำได้มากกว่า 140kW นี่เป็นภาพสะท้อนชัดว่า Urban ถูกออกแบบเพื่อ “ราคาดี” และ “ใช้งานประจำวัน” มากกว่า “เดินทางไกลแบบชาร์จไว”
ในกลุ่ม EV ระดับราคานี้ ความเร็วชาร์จเกิน 100kW ยังไม่ใช่มาตรฐานทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้นจะมองว่าเป็นข้อเสียก็ได้ แต่ควรเทียบกับคู่แข่งที่ราคาใกล้กันก่อนตัดสินใจ
สรุป MG 4 Urban เหมาะกับใคร และควรระวังอะไร
เหมาะกับคนที่…
- อยากได้ EV ราคาคุ้ม งบประมาณราว £25,000
- ให้ความสำคัญกับ พื้นที่เบาะหลัง และการใช้งานแบบรถครอบครัว
- ขับในเมืองเป็นหลัก ต้องการแบต “พอเหมาะ” ไม่ต้องแบตใหญ่สุด
- ชอบการใช้งานที่มี ปุ่มจริง ไม่ต้องพึ่งจอทุกอย่าง
ควรพิจารณา/ลองขับก่อน ถ้าคุณ…
- ซีเรียสเรื่อง ความนุ่มนวล และต้องเจอถนนผิวไม่ดีบ่อย
- อยากได้ ความเงียบ บนทางด่วนระดับสูง
- ชอบฟีลขับสนุกแบบรถขับหลัง (ซึ่ง MG 4 รุ่นเดิมทำได้ดีกว่า)
- ต้องการชาร์จเร็วระดับสูงเป็นประจำ (Urban เพดาน 87kW)
บทสรุปภาพรวม: Urban คือการทำให้ MG มี “รถ C-segment ฟีลใช้งาน” ในราคาประมาณ B-segment ด้วยการลดความซับซ้อนของแพลตฟอร์มและช่วงล่าง แลกกับความนุ่มและความเนี้ยบบนถนน เมื่อดูจากภาพรวม มันน่าจะขึ้นลิสต์ตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนที่อยากได้ EV ใช้ทุกวันในงบประหยัด โดยมี Renault 5 เป็นคู่เทียบที่ต้องวัดกันเรื่องความนั่งสบายและฟีลขับ

