Ford เตรียมเปิดตัวกระบะไฟฟ้าราคาเริ่มราว 30,000 ดอลลาร์ หรือ 937,000 บาท ขายในปี 2027 เจาะลึก “กระบวนการผลิตใหม่-แอโรไดนามิก-ระบบไฟฟ้า” ที่ทำให้ราคาจับต้องได้
เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา Ford Motor Company ประกาศเดินหน้าพัฒนารถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าราคาเริ่มต้นไว้ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 937,000 บาท และมีกำหนดเริ่มวางจำหน่าย ช่วงปี 2027 ล่าสุด ฟอร์ดเริ่มทยอยเปิดเผยรายละเอียดเชิงเทคนิคมากขึ้น ซึ่งสะท้อนทิศทางสำคัญของโครงการนี้ชัดเจนว่า “ไม่ใช่แค่ทำรถไฟฟ้าให้วิ่งไกล” แต่คือการ ทำให้รถไฟฟ้าราคาเข้าถึงได้ ผ่านการลดความซับซ้อน ทั้งด้านโครงสร้าง การผลิต ซอฟต์แวร์ และระบบไฟฟ้าภายในรถ
ไฮไลต์สำคัญคือรถกระบะไฟฟ้ารุ่นนี้จะเป็นโมเดลแรกที่ใช้แพลตฟอร์มใหม่ของฟอร์ดที่เรียกว่า Universal Electric Vehicle Platform โดยฟอร์ดเคลมว่าให้สมรรถนะ “เร็วเท่าระดับ Mustang EcoBoost” และยังมี พื้นที่ห้องโดยสารมากกว่า Toyota RAV4 ซึ่งเป็นการชูจุดขายว่าเป็นรถกระบะไซซ์กะทัดรัด/ใช้งานจริง แต่ให้ความสบายและพื้นที่โดยสารแบบรถอเนกประสงค์
หัวใจโครงการ ลดต้นทุนแบบ “เปลี่ยนประสิทธิภาพให้เป็นเงิน” ผ่านเป้า “Bounty Targets”
ฟอร์ดใช้แนวคิดที่เรียกว่า “bounty targets” หรือชุดตัวชี้วัดที่บังคับให้ทีมพัฒนาไล่ล่าความคุ้มค่าในทุกรายละเอียด โดยเป้าหมายคือ แปลงทุกการเพิ่มประสิทธิภาพ (เช่น ลมไหลดีขึ้น แรงเสียดทานลดลง สายไฟน้อยลง ชิ้นส่วนลดลง) ให้กลายเป็น การประหยัดต้นทุนแบตเตอรี่ และ/หรือ เพิ่มระยะทางวิ่งโดยไม่ต้องเพิ่มแบต
เพราะในโลกของ EV “แบตเตอรี่” เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุด การลดภาระการใช้พลังงานแม้เพียงเล็กน้อย สามารถทำให้ใช้แบตขนาดเล็กลงได้ หรือทำให้ต้นทุนต่อคันลดลงทันที นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฟอร์ดถึงจริงจังกับรายละเอียดระดับมิลลิเมตร
ปฏิวัติงานโครงสร้าง: จาก Maverick 146 ชิ้น เหลือเพียง 2 ชิ้น ด้วย “Aluminum Unicasting”
จุดที่สะดุดตาที่สุดคือแนวทางการผลิตโครงสร้าง ฟอร์ดบอกว่าในรถอย่าง Ford Maverick ส่วนโครงสร้างด้านหน้าและด้านหลังรวมกันมี 146 ชิ้น แต่ในกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่ ฟอร์ดลดเหลือเพียง 2 ชิ้น เท่านั้น ด้วยเทคนิค aluminum unicasting production (การหล่อ/ขึ้นรูปชิ้นงานอลูมิเนียมขนาดใหญ่ให้เป็นชิ้นเดียว) ซึ่งฟอร์ดระบุว่าเป็น ครั้งแรกของบริษัท
ผลลัพธ์ของการลดชิ้นส่วนโครงสร้างจำนวนมาก คือการลด จุดเชื่อม/จุดยึด, ลด ตัวยึด (fasteners), ลด เวลาประกอบ, ลด น้ำหนักและความซับซ้อน และท้ายที่สุดคือช่วยให้ “ต้นทุนต่อคัน” ต่ำลง ซึ่งเป็นแก่นของการทำรถกระบะ EV ราคาเริ่มระดับ 30,000 ดอลลาร์ให้เป็นจริง

Small Decisions, Big EV Gains แอโรไดนามิกคือกุญแจ “ทั้งระยะทางวิ่งและต้นทุน”
ฟอร์ดให้ตัวอย่างที่ชัดมากว่า แม้เพียง เพิ่มความสูงหลังคา 1.0 มม. ก็อาจทำให้ ต้นทุนแบตเพิ่ม 1.30 ดอลลาร์ หรือ 40 บาท หรือทำให้ระยะทางวิ่งลดลงประมาณ 0.055 ไมล์ เมื่อมองเป็น “การผลิตจำนวนมาก” ตัวเลขเล็ก ๆ แบบนี้สะสมกลายเป็นต้นทุนระดับมหาศาลได้ทันที
1) เส้นหลังคาแบบ “Teardrop” ช่วยให้ลมข้ามกระบะท้าย
แทนที่จะออกแบบให้ลมปะทะแล้วปั่นป่วนเหนือพื้นที่กระบะท้าย ฟอร์ดออกแบบเส้นหลังคาให้บังคับทิศทางลมความเร็วสูง เป็นรูปทรง หยดน้ำ (teardrop shape) เหนือกระบะ เพื่อให้ลม ไหลข้ามไปอย่างต่อเนื่อง ลดแรงต้านและลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น
2) ใต้ท้องรถ: “รูน็อตตื้นลง” เพื่อการไหลของอากาศที่เนียนขึ้น
รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างความลึกของรูน็อตใต้ท้องรถมีผลต่อการเกิดแรงปั่นป่วน ฟอร์ดทำให้รูน็อต ตื้นลง ช่วยให้ลมไหลผ่านใต้ท้องรถได้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมถึงช่วยให้ลมไหลรอบยางและช่วงล่างดีขึ้น
3) จัดการ “Tire Wake”: บังคับลมจากล้อหน้าไปล้อหลัง เพิ่มได้อีก 4.5 ไมล์
ฟอร์ดออกแบบให้กระแสลมที่เกิดจากล้อหน้า (front tire wake) ถูกชี้นำให้ไปยังล้อหลัง
เสมือนเป็นการ “บัง” ล้อหลังจากลมความเร็วสูง ช่วยให้ล้อหลังถูก “ซ่อน” จากการปั่นป่วนของอากาศ
และทำให้ได้ระยะทางเพิ่มขึ้นอีก 4.5 ไมล์ ตามที่ฟอร์ดระบุ
4) ชุดขับเคลื่อนวางต่ำ ลดมุมเพลา ลดแรงเสียดทาน
ฟอร์ดพยายามวาง drive unit ให้ต่ำที่สุด พร้อมออกแบบเคสมอเตอร์เพื่อลดการเกิดกระแสลมปั่นป่วน การวางต่ำยังช่วยลดมุมของ half-shafts และลดแรงเสียดทานที่ข้อต่อ ทำให้สูญเสียพลังงานน้อยลง
5) กระจกมองข้างเล็กลง 20% เพิ่มระยะได้อีก 1.5 ไมล์
ฟอร์ดลดขนาดกระจกมองข้างลง 20% ด้วยการรวมกลไกปรับกระจกและกลไกพับกระจกให้เป็นหน่วยเดียว ทำให้ทั้งชุดกระจก “ขยับไปยังมุมมองที่เหมาะสม” ได้โดยตรง การลดพื้นที่ปะทะลมช่วยเพิ่มระยะทางได้อีก 1.5 ไมล์ หรือ 2.4 กม.
เมื่อรวมการปรับปรุงเล็ก ๆ จำนวนมาก ฟอร์ดระบุว่ารถกระบะไฟฟ้ารุ่นนี้มี ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ดีกว่ารถกระบะที่ขายอยู่ในปัจจุบันมากกว่า 15% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญมากสำหรับรถกระบะ (เพราะรูปทรงโดยธรรมชาติไม่เอื้อต่อการต้านลมต่ำเท่ารถเก๋งหรือครอสโอเวอร์)
Battery Magic: แบต LFP ปริซึม + แบต 400V + ระบบไฟ 48V และการ “รวมชิ้นส่วน” เพื่อลดสายไฟ
ก่อนหน้านี้ฟอร์ดเผยแล้วว่ารถจะใช้แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) แบบ Prismatic และแบตทำหน้าที่เป็น ส่วนโครงสร้างและพื้นรถ ไปในตัว ล่าสุดทราบเพิ่มว่า
รถจะใช้ระบบแบต 400 โวลต์ และทำงานบนระบบไฟ 48 โวลต์
แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขระยะทางวิ่ง (range) อย่างเป็นทางการ แต่ฟอร์ดบอกว่ากำลังพัฒนาระบบชาร์จและ ecosystem การชาร์จ ภายในบริษัท (in-house) พร้อมบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อ “ลดจำนวนชิ้นส่วนและสายไฟ” ซึ่งเป็นอีกจุดที่ลดต้นทุนและเพิ่มความน่าเชื่อถือในระยะยาว
แผงวงจรรุ่นใหม่: รวม Low-voltage + High-voltage + Thermal Sensing เป็นชิ้นเดียว
ฟอร์ดออกแบบแผงวงจรใหม่ที่รวมระบบไฟแรงต่ำ ระบบไฟแรงสูง และการตรวจวัดอุณหภูมิไว้ในชิ้นส่วนเดียว แปลว่าแทนที่จะมีหลายโมดูล/หลายปลั๊ก/หลายชุดสายไฟ ก็ ยุบให้เหลือชิ้นเดียว ช่วยลดต้นทุนวัสดุ ลดความซับซ้อนในการประกอบ และลดโอกาสเกิดปัญหาจุกจิกจากข้อต่อและสายไฟจำนวนมาก
Zonal Architecture ลดจำนวนกล่องควบคุม และทำให้ชุดสายไฟสั้นลง 4,000 ฟุต หรือ 1,200 เมตร
อีกประเด็นใหญ่คือการย้ายไปสู่สถาปัตยกรรมไฟฟ้าแบบ Zonal Architecture ซึ่งแนวคิดคือ “จัดระบบควบคุมเป็นโซน” แทนการกระจายกล่องควบคุม (control units/ECU) ไปทั่วรถแบบเดิม ส่งผลให้การเดินสายไฟทั้งคันถูกทำให้สั้นลงและเป็นระเบียบขึ้น
ฟอร์ดระบุว่าผลลัพธ์คือชุดสายไฟของรถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ สั้นลงถึง 4,000 ฟุต เมื่อเทียบกับชุดสายไฟของ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของฟอร์ด นี่คือการ “ลดต้นทุน + ลดน้ำหนัก + ลดจุดเสี่ยง” ไปพร้อมกัน เพราะสายไฟยิ่งยาว ยิ่งหนัก และยิ่งมีโอกาสเกิดปัญหาจากการสั่นสะเทือน ความร้อน หรือการเชื่อมต่อในระยะยาว
ทำไม “ราคาเริ่ม 30,000 ดอลลาร์” ถึงยังเป็นคำถามใหญ่ (แต่ฟอร์ดกำลังพยายามจริง)
ราคาเป้าหมายระดับ 30,000 ดอลลาร์สำหรับรถกระบะไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ฟังดู “ท้าทายมาก” แต่สิ่งที่ฟอร์ดเปิดเผยเป็นเหมือนการโชว์หลังบ้านว่า บริษัทกำลังไล่ “ความคุ้มค่า” แบบละเอียดถึงระดับ ชิ้นส่วนโครงสร้าง, รูน็อตใต้ท้องรถ, ขนาดกระจกมองข้าง, ตำแหน่งชุดขับเคลื่อน ไปจนถึง สถาปัตยกรรมไฟฟ้าทั้งระบบ
กล่าวให้ชัดคือ ฟอร์ดไม่ได้พยายามลดต้นทุนด้วยการ “ตัดออปชัน” อย่างเดียว แต่พยายามลดต้นทุนด้วยการ ลดความซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว เพราะยิ่งชิ้นส่วนน้อย การประกอบง่ายขึ้น คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น และโอกาสเกิดปัญหาจากจุดเชื่อมต่อก็น้อยลงตามไปด้วย
สรุป กระบะไฟฟ้าปี 2027 ของ Ford คือ “โจทย์ราคาจับต้องได้” ที่แก้ด้วยวิศวกรรมทั้งคัน
แม้รายละเอียดสำคัญอย่าง “ระยะทางวิ่งจริง” จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่แนวทางทั้งหมดสะท้อนว่า กระบะไฟฟ้ารุ่นนี้ถูกออกแบบเพื่อเป็น EV ที่ คุ้มค่า และ ผลิตได้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่โครงสร้างแบบ aluminum unicasting ไปจนถึงระบบไฟฟ้าแบบ zonal architecture รวมถึงการไล่เก็บรายละเอียดแอโรไดนามิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า 15%
คำถามสุดท้ายคือ “ฟอร์ดจะทำราคาเริ่มราว 30,000 ดอลลาร์ได้จริงไหม” ซึ่งต้องรอคำตอบเมื่อถึงปี 2027 แต่จากข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาในตอนนี้อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่า ฟอร์ดกำลังพยายามอย่างจริงจัง ในการทำให้รถกระบะไฟฟ้าเป็นของที่คนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น
รุปกระบะไฟฟ้า Ford ราคาเริ่มราว 30,000 ดอลลาร์ (ขายปี 2027)
-
เปิดตัวขายปี 2027 ตั้งเป้าราคาเริ่มประมาณ 30,000 ดอลลาร์
-
ใช้แพลตฟอร์มใหม่ Universal Electric Vehicle Platform
-
สมรรถนะเคลมว่าเร็วระดับ Mustang EcoBoost และพื้นที่มากกว่า RAV4
จุดเด่นด้านวิศวกรรมและต้นทุน
1) โครงสร้างแบบ Aluminum Unicasting
-
ลดชิ้นส่วนโครงสร้างจาก 146 ชิ้น (เทียบ Maverick) เหลือเพียง 2 ชิ้น
-
ลดความซับซ้อน น้ำหนัก และต้นทุนการผลิต
2) โฟกัสแอโรไดนามิกอย่างละเอียด
-
ปรับรูปทรงหลังคาให้ลมไหลแบบหยดน้ำ
-
จัดการกระแสลมล้อหน้า–หลัง เพิ่มระยะได้ 4.5 ไมล์
-
ลดขนาดกระจก 20% เพิ่มระยะอีก 1.5 ไมล์
-
ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ดีกว่ากระบะทั่วไปกว่า 15%
3) ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่
-
แบตเตอรี่ LFP แบบปริซึม ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นรถ
-
ระบบแบต 400V + ระบบไฟ 48V
-
ใช้ Zonal Architecture ลดจำนวนกล่องควบคุม
-
ชุดสายไฟสั้นลงถึง 4,000 ฟุต เทียบ EV รุ่นแรกของ Ford



