Tesla แพ้คดี Autopilot ศาลสหรัฐฯ สั่งจ่าย 7,562 ล้านบาท คดีอุบัติเหตุเสียชีวิตในฟลอริดา

Tesla แพ้คดี Autopilot ศาลสหรัฐฯ สั่งจ่าย 7,562 ล้านบาท คดีอุบัติเหตุเสียชีวิตในฟลอริดา
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

Tesla แพ้คดี Autopilot ศาลสหรัฐฯ สั่งจ่าย 7,562 ล้านบาท คดีอุบัติเหตุเสียชีวิตในฟลอริดา

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา มีคำสั่งยืนตามคำตัดสินของคณะลูกขุน ให้ Tesla ต้องชำระค่าเสียหายรวม 243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 7,562 ล้านบาท (คำนวณที่อัตรา 1 ดอลลาร์ = 31.12 บาท) จากคดีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับระบบช่วยขับขี่ Autopilot ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางกฎหมาย และมาตรฐานความรับผิดชอบของระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

ย้อนเหตุการณ์อุบัติเหตุปี 2019

อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2019 เวลาประมาณ 21.00 น. ที่เมือง Key Largo รัฐฟลอริดา ผู้ขับขี่รถ Tesla Model S ได้เปิดใช้งานระบบ Enhanced Autopilot ขณะขับรถบนถนนชนบท รายงานระบุว่า ผู้ขับขี่ก้มลงเก็บโทรศัพท์มือถือที่ตกภายในรถ ทำให้ละสายตาจากถนน ส่งผลให้รถพุ่งด้วยความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. เข้าไปชนรถ SUV ที่จอดอยู่ด้านข้างถนนอย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หญิงวัย 22 ปีเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาและฟื้นฟูระยะยาว

การพิจารณาความรับผิด: คนขับ 67% ระบบ 33%

คณะลูกขุนพิจารณาว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความบกพร่องทั้งในส่วนของผู้ขับขี่และระบบรถยนต์ โดยแบ่งความรับผิดดังนี้

Advertisement Advertisement
  • ผู้ขับขี่รับผิดชอบ 67%
  • Tesla รับผิดชอบ 33%

ประเด็นสำคัญคือ ระบบ Autopilot ไม่สามารถตรวจจับรถที่จอดนิ่งอยู่ด้านหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีการเตือนหรือสั่งเบรกอัตโนมัติอย่างทันท่วงทีเมื่อผู้ขับขี่เสียสมาธิ

รายละเอียดค่าเสียหาย 7,562 ล้านบาท

ศาลกำหนดให้ Tesla ต้องชำระค่าเสียหายรวม 243 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น

1. ค่าเสียหายเชิงชดเชย (Compensatory Damages)

43 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,338 ล้านบาท ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดงานศพ และค่าเสียหายทางจิตใจ

2. ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages)

200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,224 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลงโทษบริษัทจากการทำการตลาดที่อาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศักยภาพของระบบช่วยขับขี่

ประเด็นการตลาด “Full Self-Driving” กับความคาดหวังผู้บริโภค

ฝ่ายโจทก์ชี้ว่า การใช้คำโฆษณา เช่น “Full Self-Driving” หรือ “ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเข้าใจว่ารถสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เองโดยไม่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา ขณะที่ Tesla โต้แย้งว่า ในคู่มือรถระบุชัดเจนว่า ผู้ขับขี่ยังต้องควบคุมรถและจับพวงมาลัยตลอดเวลา แม้จะเปิดใช้งาน Autopilot ก็ตาม

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และระบบ ADAS

คดีนี้สะท้อนคำถามสำคัญต่อเทคโนโลยี Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) ว่า ขอบเขตความรับผิดชอบระหว่าง “ผู้ขับขี่” และ “ผู้ผลิตระบบ” ควรถูกกำหนดอย่างไร ในเชิงอุตสาหกรรม คำตัดสินลักษณะนี้อาจส่งผลให้

  • ผู้ผลิตรถยนต์ต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดให้ชัดเจนขึ้น
  • เพิ่มระบบตรวจจับการละสายตาหรือ Driver Monitoring System ที่เข้มงวดกว่าเดิม
  • เร่งพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุหยุดนิ่งและระบบเบรกอัตโนมัติขั้นสูง

 Tesla เตรียมอุทธรณ์

Tesla แถลงว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยระบุว่าคำตัดสินดังกล่าว “ผิดพลาดและอันตราย” และย้ำว่าผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบต่อการควบคุมรถทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในระดับศาลชั้นต้น บริษัทไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาระค่าเสียหายมูลค่ากว่า 7,562 ล้านบาทได้

บทสรุป

คดีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของยุคเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ควบคุมโดยมนุษย์ สู่ยุคเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูง แม้ระบบ ADAS จะเพิ่มความปลอดภัยโดยรวม แต่กรณีดังกล่าวตอกย้ำว่า “เทคโนโลยียังไม่ใช่การขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ” และผู้ขับขี่ยังคงมีบทบาทหลักในความปลอดภัยบนท้องถนน

cnbc

Advertisement Advertisement

คำนวณค่างวดรถ ผ่อนรถ ดาวน์ ดอกเบี้ยรถใหม่ ดอกเบี้ยรถมือสอง 2568-2569

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้