สวนกระแสขาดทุน! CEO Ford รับค่าตอบแทนพุ่งเฉียด 900 ล้านบาท ในปี 2025 แม้บริษัทขาดทุนยับ 2.6 แสนล้านบาท

สวนกระแสขาดทุน! CEO Ford รับค่าตอบแทนพุ่งเฉียด 900 ล้านบาท ในปี 2025 แม้บริษัทขาดทุนยับ 2.6 แสนล้านบาท
LE MANS, FRANCE - JUNE 13: Ford President and CEO Jim Farley talks at a press conference at Circuit de la Sarthe announcing ORECA as their Hypercar chassis supplier and Dan Sayers into his new position as Ford WEC Hypercar programme manager, on June 13, 2025 in Le Mans, France. (Photo by Ker Robertson/Getty Images)
Spread the love
Advertisement Advertisement

LE MANS, FRANCE – JUNE 13: Ford President and CEO Jim Farley talks at a press conference at Circuit de la Sarthe announcing ORECA as their Hypercar chassis supplier and Dan Sayers into his new position as Ford WEC Hypercar programme manager, on June 13, 2025 in Le Mans, France. (Photo by Ker Robertson/Getty Images)

สวนกระแสขาดทุน! CEO Ford รับค่าตอบแทนพุ่งเฉียด 900 ล้านบาท ในปี 2025 แม้บริษัทขาดทุนยับ 2.6 แสนล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงยานยนต์ระดับโลก เมื่อเอกสารมอบฉันทะ (Proxy Filing) ปี 2026 ของ Ford Motor ถูกเปิดเผยออกมา ซึ่งระบุว่า Jim Farley ซีอีโอคนดังได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา สวนทางกับผลประกอบการของบริษัทที่เผชิญกับภาวะขาดทุนสุทธิถึง 8.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.68 แสนล้านบาท) ท่ามกลางความพยายามปรับกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ยังคงเป็นโจทย์ยาก

เจาะตัวเลขรายได้ Jim Farley: มากที่สุดตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง

ในปี 2025 รายได้รวมของ Jim Farley พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในปี 2020 โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ค่าตอบแทนรวมปี 2025: 27.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 900 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2024 ที่ได้รับ 24.9 ล้านดอลลาร์
  • เงินเดือนพื้นฐาน: คงที่อยู่ที่ 1.7 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 55.6 ล้านบาท)
  • เงินโบนัส (เงินสด): พุ่งขึ้น 2.5 เท่า เป็น 5.75 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 188 ล้านบาท)
  • หุ้นตอบแทน (Stock Awards): ประมาณ 18.9 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 618 ล้านบาท)

เหตุผลเบื้องหลังโบนัส: ตัวเลขสวนทางความรู้สึก?

สิ่งที่น่าสนใจคือโบนัสเงินสดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนั้นถูกพิจารณาจากดัชนีชี้วัดที่ Ford ระบุว่า “บรรลุเป้าหมาย” แม้ภาพรวมทางการเงินจะติดลบ:

  • คุณภาพเหนือเป้าหมาย: Ford ระบุว่าปีที่ผ่านมาทำคะแนนด้านคุณภาพได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งประเด็นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจาก Ford ยังคงติดอันดับรถยนต์ที่ถูกเรียกคืน (Recall) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • รายได้จากบริการเสริม (Integrated Services): เติบโตขึ้นถึง 200% จากเป้าหมาย
  • ยอดขายรถ EV: ยอดขายทั่วโลก (ไม่รวมจีน) แตะระดับ 121% ของแผนงานที่ตั้งไว้
  • ความย้อนแย้ง: แม้ตัวเลขเฉพาะส่วนจะดูดี แต่เป้าหมายกำไรโดยรวมของบริษัทกลับทำได้เพียง 64% ของเป้าหมายเท่านั้น

สวัสดิการสุดหรู: เครื่องบินส่วนตัวและระบบรักษาความปลอดภัย

นอกจากเงินเดือนและโบนัส Farley ยังได้รับสวัสดิการอื่นๆ (All Other Compensation) มูลค่า 1.2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 39 ล้านบาท) ซึ่งครอบคลุม:

Advertisement Advertisement
  • ค่าใช้เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว: 737,504 ดอลลาร์ (ประมาณ 24.1 ล้านบาท)
  • ค่าระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล: 384,896 ดอลลาร์ (ประมาณ 12.6 ล้านบาท)

ช่องว่างรายได้ที่กว้างขึ้น: CEO vs พนักงานทั่วไป

เอกสารฉบับนี้ยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำภายในองค์กรที่ขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด:

  • ค่าตอบแทนพนักงานระดับกลาง (Median): อยู่ที่ 93,397 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.05 ล้านบาทต่อปี)
  • อัตราส่วนรายได้: Jim Farley มีรายได้สูงกว่าพนักงานทั่วไปถึง 295 เท่า (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 253 เท่า)

รายได้ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ

ไม่ใช่แค่ซีอีโอเท่านั้นที่รับรายได้มหาศาล ผู้บริหารคนสำคัญรายอื่นๆ ก็ได้รับค่าตอบแทนสูงเช่นกัน:

  • Bill Ford (ประธานบริหาร): 20.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 664 ล้านบาท)
  • Alicia Boler Davis (หัวหน้า Ford Pro): 19 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 621 ล้านบาท)
  • Doug Field (หัวหน้าฝ่าย EV และดิจิทัล): 15.2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 497 ล้านบาท)
  • Sherry House (CFO): 8.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 274 ล้านบาท)

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น

นักลงทุนดูเหมือนจะไม่ประทับใจกับตัวเลขค่าตอบแทนที่สวนทางกับผลประกอบการนี้ ส่งผลให้หุ้นของ Ford ร่วงลงทันทีเกือบ 2.5% ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจาก Wall Street มีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายบริหารจัดการท่ามกลางแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้นของบริษัทครับ

บทสรุปจากผม: กรณีของ Ford สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนในบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่บางครั้ง “เป้าหมายเฉพาะส่วน” (KPI) อาจมีความสำคัญกว่า “กำไรสุทธิ” ในมุมมองของคณะกรรมการบริหาร แต่นี่คือความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ (Optics) ที่รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนและการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดรถไฟฟ้าครับ

Carscoop

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้