All-new Toyota RAV4 (Gen 6) การกลับมาของ SUV ไอคอนิก พร้อมเทคโนโลยี Arene OS และขุมพลัง PHEV วิ่งไกล 137 กม. WTLP ในยุโรป

All-new Toyota RAV4 (Gen 6) การกลับมาของ SUV ไอคอนิก พร้อมเทคโนโลยี Arene OS และขุมพลัง PHEV วิ่งไกล 137 กม. WTLP ในยุโรป
Spread the love
Advertisement Advertisement

All-new Toyota RAV4 (Gen 6):การกลับมาของ SUV ไอคอนิก พร้อมเทคโนโลยี Arene OS และขุมพลัง PHEV วิ่งไกล 137 กม.

Toyota ประกาศเปิดตัว All-new Toyota RAV4 เจเนอเรชันที่ 6 อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Compact SUV ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1994 โดยการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉมภายนอก แต่เป็นการปฏิวัติ “สมองกล” ของรถด้วยแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุด และยกระดับขุมพลัง Plug-in Hybrid ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในคลาส

สรุปการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ: All-new Toyota RAV4 MY2026 เจเนอเรชันที่ 6 มีอะไรใหม่บ้าง?

  • แพลตฟอร์ม Arene: เป็นครั้งแรกที่ Toyota นำระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นเองมาใช้ ทำให้ระบบมัลติมีเดียทำงานได้ลื่นไหลกว่าเดิม 4 เท่า และมีพื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่าเดิมถึง 8 เท่า
  • Smart Digital Key+: กุญแจดิจิทัลเวอร์ชันใหม่ที่ทำงานผ่าน Wallet ในสมาร์ทโฟนได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดแอปพลิเคชัน และสามารถแชร์ให้ผู้อื่นใช้งานได้สูงสุด 6 คน
  • ระบบนำทางอัจฉริยะ: เปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud Navigation จาก TomTom และ Google Points of Interest ที่ให้ข้อมูลแม่นยำและแสดงผลแผนที่แบบ 3 มิติบนมาตรวัดผู้ขับขี่
  • ระยะทางวิ่งไฟฟ้า (EV Range): เพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 137 กิโลเมตร (WLTP) ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดรุ่นหนึ่งในเซกเมนต์
  • การชาร์จไฟ: เป็นครั้งแรกที่รองรับการชาร์จเร็ว DC Fast Charge 50 kW (ชาร์จ 10-80% ใน 30 นาที) และอัปเกรดการชาร์จ AC เป็น 11 kW (เร็วขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า)
  • แบตเตอรี่ใหม่: มีความจุเพิ่มขึ้น 30% และให้กำลังไฟสูงขึ้น 8% โดยถูกจัดวางไว้ใต้พื้นรถเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง
  • เพิ่มรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD): เป็นครั้งแรกที่รุ่น PHEV มีตัวเลือกขับเคลื่อนล้อหน้าเพื่อความประหยัดและราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
  • Hammerhead Design: หน้าตาใหม่ในสไตล์ “ฉลามหัวค้อน” พร้อมไฟ LED ดีไซน์เรียบบางแต่ส่องสว่างได้ไกลขึ้น
  • Shift-by-wire: เปลี่ยนจากคันเกียร์แบบกลไกเป็นสวิตช์เกียร์ไฟฟ้าที่ดูทันสมัยและใช้งานง่าย
  • Digital Cockpit: มาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้วแบบลอยตัว และหน้าจอกลางขนาด 12.9 นิ้วที่ตอบสนองต่อการสัมผัสได้รวดเร็วขึ้น
  • วัสดุและการเก็บเสียง: มีการเพิ่มวัสดุซับเสียงรอบคัน รวมถึงการออกแบบกระจกมองข้างและเสา A ใหม่เพื่อลดเสียงลมปะทะ
  • Toyota Safety Sense รุ่นใหม่: ประมวลผลได้รวดเร็วและครอบคลุมเหตุการณ์บนท้องถนนมากขึ้น เช่น ระบบช่วยเบรกเมื่อเสี่ยงต่อการชนซ้ำ (Secondary Collision Brake)
  • Rear Vehicle Approach Indicator: ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถที่ขับมาด้วยความเร็วสูงจากด้านหลังเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกชนท้าย
  • Advanced Park: ระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่สามารถสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนขณะยืนอยู่นอกตัวรถได้
  • Drive Recorder: กล้องบันทึกเหตุการณ์ในตัวที่บันทึกภาพอัตโนมัติเมื่อเกิดการชนและเก็บไฟล์ไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
  • ตัวถังแข็งแกร่งขึ้น: โครงสร้าง TNGA-K ถูกปรับปรุงให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น 9.7% และจุดยึดช่วงล่างแข็งแรงขึ้นกว่า 30%
  • ระบบเบรกใหม่: ใช้ระบบเบรกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronically Controlled Braking) พร้อมระบบ VBPC ที่ช่วยควบคุมอาการหน้าทิ่มหรือท้ายยกขณะเบรก ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและมั่นคงกว่าเดิม
  • ช่วงล่าง GR SPORT: มีการปรับจูนโช้คอัพพิเศษเพื่อการขับขี่ที่สปอร์ตและแม่นยำขึ้นสำหรับเกรด GR

การออกแบบภายนอก: Rugged Style x Urban Sophistication

RAV4 ใหม่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดความสมบุกสมบันที่ผสมผสานกับความทันสมัย เพื่อให้ใช้งานได้ดีทั้งในเมืองและเส้นทางออฟโรด

  • ดีไซน์ Hammerhead: ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ 3 มิติ (Hammerhead) พร้อมฝากระโปรงหน้าที่ดูมีมิติและทรงพลัง
  • ไฟส่องสว่างล้ำสมัย: ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยวขึ้น พร้อมไฟท้ายแบบ LED Signature ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ในชุดเดียว และโลโก้ Toyota แบบใหม่ที่เป็นสีดำเงา (สำหรับบางรุ่น)
  • มิติตัวถัง: ยังคงรักษาสัดส่วนที่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง แต่เสริมความดุดันด้วยซุ้มล้อที่กว้างขึ้นและล้ออัลลอยขนาด 18-20 นิ้ว
  • สีตัวถังใหม่: แนะนำสี Warm Stone, Forest Green, Urban Shade และ Avantgarde Bronze พร้อมทางเลือกสีทูโทนหลังคาดำ

ห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอย: ความสะดวกสบายที่เชื่อมต่อถึงกัน

ภายในได้รับการออกแบบใหม่หมดจด เน้นความกว้างขวางและการใช้งานแบบ Digital-friendly

  • Digital Cockpit: หน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ปรับแต่งกราฟิกได้ตามความต้องการ และหน้าจอกลางขนาด 12.9 นิ้ว ความละเอียดสูง
  • Shift-by-wire: ระบบเกียร์ไฟฟ้าใหม่ที่ช่วยให้การสลับเกียร์นุ่มนวลและเพิ่มพื้นที่บริเวณคอนโซลกลาง
  • การชาร์จไฟที่ทรงพลัง: ติดตั้งพอร์ต USB-C ถึง 5 จุด และแท่นชาร์จไร้สายที่จ่ายไฟได้สูงถึง 45W (เร็วกว่ามาตรฐานเดิม 3 เท่า) สามารถชาร์จโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ตได้
  • ความสบาย: พวงมาลัยดีไซน์ใหม่พร้อมระบบอุ่นเต็มวง และการเก็บเสียง (NVH) ที่ดีขึ้นอย่างมากด้วยวัสดุซับเสียงใหม่รอบคัน

แพลตฟอร์ม Arene ยุคใหม่ของ Software-Defined Vehicle

RAV4 Gen 6 เป็นรถรุ่นแรกของ Toyota ที่ใช้แพลตฟอร์ม Arene OS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเอง

  • ประมวลผลเร็วขึ้น: ระบบมัลติมีเดียใหม่ทำงานเร็วขึ้น 4 เท่า และมีหน่วยความจำมากกว่าเดิม 8 เท่า
  • การเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ: รองรับระบบนำทางจาก TomTom, ข้อมูลจาก Google และการสตรีมเพลงผ่าน Spotify ในตัว
  • Smart Digital Key+: สามารถใช้สมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์เป็นกุญแจรถได้ผ่าน Wallet โดยไม่ต้องเปิดแอปพลิเคชัน และแชร์กุญแจดิจิทัลได้สูงสุด 7 คน
  • OTA Updates: รถสามารถอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ผ่านทางอากาศ (Over-the-air) ได้ตลอดเวลา ทำให้รถ “สดใหม่” อยู่เสมอ

ขุมพลัง PHEV และ Hybrid เจเนอเรชันล่าสุด

Toyota ยังคงยึดถือแนวทาง Multi-pathway เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมีขุมพลังให้เลือกดังนี้:

Plug-in Hybrid (PHEV) – เจเนอเรชันใหม่

  • ระยะทางวิ่งไฟฟ้าล้วน (EV Range) วิ่งได้ไกลถึง 137 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) หากแปลง NEDC จะสูงถึง 171 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองได้หลายวันโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน
  • แบตเตอรี่ใหม่: ขนาด 22.68 kWh (ความจุเพิ่มขึ้น 30% และกำลังส่งออกเพิ่มขึ้น 8%)
  • การชาร์จที่เร็วขึ้น: รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 50 kW (ชาร์จ 10-80% ใน 30 นาที) ซึ่งหาได้ยากในรถกลุ่มนี้ และชาร์จ AC 11 kW (เต็มใน 3 ชม.)
  • สมรรถนะ: รุ่น AWD ให้กำลังรวมสูงสุด 309 แรงม้า (DIN hp) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.8 วินาที

Self-Charging Hybrid (HEV)

  • เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร: ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อัปเกรดใหม่ ให้กำลังรวม 194 แรงม้า (AWD) และ 185 แรงม้า (FWD)
  • ประหยัดน้ำมัน: อัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.8 ลิตร / 100 กม. หรือ 17.2 กม./ลิตร WLTP

ระบบความปลอดภัย Toyota T-Mate และ TSS รุ่นใหม่

ความปลอดภัยถูกยกระดับขึ้นด้วยระบบ Toyota T-Mate ที่ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

  • Secondary Collision Brake: ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ระบบจะช่วยเบรกให้รถหยุดสนิทโดยอัตโนมัติหากผู้ขับขี่ไม่สามารถทำได้ เพื่อป้องกันการชนซ้ำซ้อน
  • Lane Change Assist: ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติเมื่อเปิดไฟเลี้ยว โดยระบบจะตรวจสอบจุดอับสายตาก่อนเริ่มกระบวนการ
  • Advanced Park: สามารถควบคุมการจอดรถผ่านสมาร์ทโฟนขณะอยู่นอกตัวรถได้ (Remote Control Parking)
  • Blind Spot Monitor: เพิ่มระบบ Rear Vehicle Approach Indicator แจ้งเตือนเมื่อมีรถขับมาด้วยความเร็วสูงจากด้านหลัง

GR SPORT: สำหรับผู้ที่รักความสปอร์ต

เกรด GR SPORT ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ แต่มีการอัปเกรดเชิงวิศวกรรมเพื่อการขับขี่ที่สนุกยิ่งขึ้น

  • ช่วงล่างเฉพาะรุ่น: ปรับจูนช็อคอัพและสปริงใหม่เพื่อลดการโคลงและเพิ่มความมั่นคงขณะใช้ความเร็วสูง
  • ดีไซน์ดุดัน: กระจังหน้าลาย G-mesh, ล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 20 นิ้ว และซุ้มล้อที่กว้างขึ้น 12.5 มม.
  • ภายในเฉพาะตัว: เบาะนั่งหุ้มหนัง Suede สลับหนังเทียม พร้อมโลโก้ GR และการตกแต่งด้วยด้ายสีแดง

Toyota RAV4 เจเนอเรชันที่ 6 คือการยกระดับ SUV ให้กลายเป็นสมาร์ทโฟนเคลื่อนที่ด้วยแพลตฟอร์ม Arene OS พร้อมกับลบข้อจำกัดของรถ PHEV ด้วยระยะทางวิ่งไฟฟ้าที่ไกลเกือบ 140 กม. และการชาร์จ DC ที่รวดเร็ว นี่คือหนึ่งในรถ SUV ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ Toyota เคยสร้างมาครับ

FULL SPEC RAV4 MY2026 ในยุโรป

มิติตัวถัง All-new Toyota RAV4 (Gen 6)

  • ความยาวโดยรวม (Overall Length)
    • รุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD): 4,600 มม.
    • รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD): 4,645 มม.
  • ความกว้างโดยรวม (Overall Width)
    • รุ่นมาตรฐาน: 1,855 มม.
    • รุ่น GR SPORT: 1,880 มม.
  • ความสูงโดยรวม (Overall Height):
    • รุ่น Hybrid (HEV): 1,695 มม.(รุ่น GR SPORT: 1,680 มม.)
    • รุ่น Plug-in Hybrid (PHEV): 1,700 มม.(รุ่น GR SPORT: 1,685 มม.)
  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 2,690 มิลลิเมตร
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance):
    • รุ่นมาตรฐาน: 186 – 201 มม.
    • รุ่น GR SPORT: 186 – 187 มม.
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด: 5.63 – 5.69 เมตร (ขึ้นอยู่กับขนาดล้อและระบบขับเคลื่อน)

หมายเหตุ: รุ่น GR SPORT จะมีการปรับดีไซน์ชุดกันชนหน้า-หลังใหม่ ทำให้มีระยะโอเวอร์แฮงค์ (Overhang) และความกว้างช่วงล้อที่แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่

สรุปข้อมูลระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่

เครื่องยนต์สันดาป (Internal Combustion Engine)

ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันในทุกรุ่นย่อยเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในระบบไฮบริด:

  • รูปแบบ: เบนซิน 2.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC (Chain Drive)
  • ระบบวาล์ว: VVT-iE (ฝั่งไอดีควบคุมด้วยไฟฟ้า) และ VVT-i (ฝั่งไอเสีย)
  • กำลังสูงสุด (เฉพาะเครื่องยนต์): 143 แรงม้า (DIN HP) ที่ 4,800 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด (เฉพาะเครื่องยนต์):
    • รุ่น Hybrid (HEV): 221 นิวตันเมตร ที่ 3,200 – 3,600 รอบ/นาที
    • รุ่น Plug-in Hybrid (PHEV): 227 นิวตันเมตร ที่ 3,200 – 3,300 รอบ/นาที

มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ (ตามรุ่นย่อย)

1. รุ่น Hybrid (HEV)

  • กำลังรวมทั้งระบบ: 185 แรงม้า (FWD) / 194 แรงม้า (AWD)
  • แบตเตอรี่: ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) รุ่นใหม่ น้ำหนักเบาลง
  • ความจุแบตเตอรี่: 1.09 kWh
  • พละกำลังมอเตอร์หน้า: 136 แรงม้า (100 kW)

2. รุ่น Plug-in Hybrid (PHEV)

  • กำลังรวมทั้งระบบ: 272 แรงม้า (FWD) / 309 แรงม้า (AWD)
  • แบตเตอรี่: ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
  • ความจุแบตเตอรี่: 22.7 kWh (เพิ่มขึ้น 30% จากรุ่นก่อน)
  • พละกำลังมอเตอร์หน้า: 206 แรงม้า (151.4 kW)

ระบบการชาร์จและระยะทาง (เฉพาะรุ่น Plug-in Hybrid)

  • ระยะทางวิ่งไฟฟ้าล้วน (EV Range): 119 – 137 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
  • การชาร์จกระแสสลับ (AC): รองรับสูงสุด 11 kW (ชาร์จเต็มภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง)
  • การชาร์จกระแสตรง (DC Fast Charge): รองรับสูงสุด 50 kW
  • ความเร็วในการชาร์จ DC: จาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 30 นาที
  • ระบบจัดการความร้อน: ใช้ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่แบบสลับวงจรตามสภาวะการใช้งาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุดแม้ชาร์จในสภาพอากาศหนาวจัด

สมรรถนะ (Performance)

  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:
    • PHEV AWD: 5.8 วินาที (เร็วที่สุดในรุ่น)
    • PHEV FWD: 7.5 วินาที
    • HEV AWD: 7.7 วินาที
    • HEV FWD: 8.0 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด: 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ล็อกความเร็วตามระบบไฟฟ้า)

ระบบช่วงล่างและแชสซี

Toyota RAV4 เจเนอเรชันที่ 6 พัฒนาบนแพลตฟอร์ม TNGA-K ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อเน้นความแข็งแกร่งและการขับขี่ที่นุ่มนวลแม่นยำยิ่งขึ้น:

  • โครงสร้างตัวถัง (Body Rigidity):
    • ตัวถังมีความแข็งแรง (Rigidity) เพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
    • จุดยึดระบบช่วงล่างได้รับการเสริมความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 31% ในด้านหน้า และ 27% ในด้านหลัง ช่วยให้การเข้าโค้งมั่นคงและลดอาการบิดตัวของตัวถัง
  • ระบบช่วงล่าง (Suspension System):
    • ด้านหน้า: แมคเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) พร้อมการปรับจูนจุดยึดใหม่เพื่อลดแรงสั่นสะเทือน
    • ด้านหลัง: เทรลลิ่งวิชโบน (Trailing Wishbone) ซึ่งช่วยในการซับแรงกระแทกและรักษาหน้ายางให้สัมผัสพื้นถนนได้ดีที่สุด
    • โช้คอัพ: ใช้ชิ้นส่วนภายในโช้คอัพแบบใหม่ที่ช่วยให้การขับขี่ที่ความเร็วต่ำนุ่มนวลขึ้น และใช้บูชช่วงล่างที่ซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนได้ดีกว่าเดิม
  • ระบบเบรกและการควบคุม (Braking & Control):
    • ระบบเบรกอิเล็กทรอนิกส์: ติดตั้งระบบเบรกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ที่ให้การตอบสนองที่เป็นธรรมชาติและระยะเบรกที่สั้นลง
    • Vehicle Braking Posture Control (VBPC): ระบบควบคุมสมดุลขณะเบรก โดยการกระจายแรงเบรกอิสระแต่ละล้อเพื่อลดอาการหน้าทิ่ม (Pitch) และการโคลง (Yaw) เพิ่มเสถียรภาพขณะหยุดรถ
    • Cooperative Steering Driving Force Control (CSDFC): ระบบช่วยควบคุมแรงขับเคลื่อนและพวงมาลัยให้ทำงานประสานกัน เพื่อเพิ่มความมั่นคงขณะเข้าโค้ง
  • ระบบช่วยขับขี่ออฟโรด (Off-road Capability):
    • Downhill Assist Control: ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้งในรุ่น Hybrid และ Plug-in Hybrid ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) เพื่อช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน
    • AWD Management: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานร่วมกับระบบเบรกอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Limited Slip Differential (LSD) เมื่อล้อใดล้อหนึ่งเกิดอาการหมุนฟรีบนทางลื่น
  • รุ่น GR SPORT (Special Tuning):
    • มีการปรับจูนช่วงล่างเฉพาะรุ่น โดยใช้ช็อคอัพประสิทธิภาพสูงที่มีแรงต้าน (Damping Force) มากขึ้น เพื่อการขับขี่ที่สปอร์ตและแม่นยำ
    • เสริมคานค้ำช่วงล่างด้านหลัง (Rear Suspension Brace) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างและการทรงตัว
    • ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ปรับจูนใหม่ให้มีน้ำหนักและฟีลลิ่งที่กระชับสไตล์สปอร์ต

การออกแบบภายนอก

Toyota RAV4 เจเนอเรชันที่ 6 มาพร้อมกับการพลิกโฉมดีไซน์ใหม่ที่เน้นความแข็งแกร่ง ทรงพลัง แต่ยังคงความทันสมัยในแบบฉบับ SUV ระดับโลก:

Advertisement Advertisement
  • แนวคิดการออกแบบ (Design Concept):
    • ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Hammerhead 3 มิติ พร้อมฝากระโปรงหน้าที่ดูมีมิติและเน้นความบึกบึน
    • รักษาขนาดตัวถังภายนอกให้มีความคล่องตัวสูง เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในเมืองและการหาที่จอดรถ
    • โลโก้ Toyota ด้านหลังดีไซน์ใหม่ โดยในบางรุ่นจะใช้ตราสัญลักษณ์สีดำเงา (Glossy Black) เป็นครั้งแรกในยุโรป
  • ระบบส่องสว่าง (Lighting System):
    • ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ ทรงเรียวบาง พร้อมไฟเลี้ยวในตัว (Integrated Turn Signal)
    • ระบบไฟสูงอัจฉริยะ (Adaptive High Beam System) ติดตั้งมาให้ในรุ่นระดับบน
    • ไฟท้าย LED Signature ใหม่ ที่รวมทุกฟังก์ชันการส่องสว่างไว้ในโคมเดียว พร้อมเส้นสายแนวนอนที่เน้นความกว้างของตัวรถ
  • ล้อและอากาศพลศาสตร์ (Wheels & Aerodynamics):
    • ตัวเลือกล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18 นิ้ว และ 20 นิ้ว สีเทาเมทัลลิก ดำ และสีปัดเงา
    • การออกแบบเน้นประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ รวมถึงช่องดักลมไฟตัดหมอกและกระจกมองข้างที่ช่วยลดเสียงลมปะทะ
  • ความสะดวกสบายภายนอก (Exterior Convenience):
    • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบ Kick Sensor ที่ขยายขอบเขตการตรวจจับให้กว้างขึ้นและทำงานได้รวดเร็วขึ้น
  • สีตัวถัง (Color Palette):
    • แนะนำสีใหม่ที่สะท้อนถึงธรรมชาติและความทันสมัย เช่น Warm Stone, Forest Green, Urban Shade และ Avantgarde Bronze
    • มีทางเลือกสีทูโทน (Bi-tone) โดยการตกแต่งหลังคาและเสา A เป็นสีดำ

การออกแบบภายในและความสะดวกสบาย

  • การออกแบบและทัศนวิสัย (Interior Design & Visibility):
    • แผงแดชบอร์ดดีไซน์แนวนอนที่ดูโปร่งสบาย โดยมีการลดระดับพื้นผิวด้านบนลงประมาณ 40 มม. เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
    • ห้องโดยสารมีการเก็บเสียงและลดแรงสั่นสะเทือน (NVH) ที่ดีขึ้น เพื่อความเงียบสงบตลอดการเดินทาง
    • ปุ่มกดภายในห้องโดยสารใช้ไฟส่องสว่างสีขาวเพื่อให้อ่านง่าย พร้อมไฟส่องสว่างทางอ้อม (Indirect Lighting) สีขาวช่วยสร้างบรรยากาศพรีเมียม
  • เบาะนั่งและการตกแต่ง (Seats & Materials):
    • เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่เน้นความสวยงามและรองรับสรีระได้ดีขึ้น โดยใช้หนังเทียมพร้อมลวดลายเจาะรูที่ดูโดดเด่น
    • มีสีภายในให้เลือก 2 โทน ได้แก่ สีดำ (Refined Black) และสีเทาอ่อน (Light Grey) พร้อมเดินด้ายสีแดงหรือน้ำเงินตามแต่ละรุ่นย่อย
    • พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ที่ขยายพื้นที่ระบบอุ่นพวงมาลัย (Heating Area) ให้ครอบคลุมทั่วทั้งวง
    • พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังได้รับการออกแบบให้เรียบเสมอกันเมื่อพับเบาะ ช่วยให้บรรทุกของยาวๆ เช่น ถุงกอล์ฟหรือเซิร์ฟบอร์ดได้ง่าย
  • ระบบบันเทิงและหน้าจออัจฉริยะ (Infotainment & Digital Cockpit):
    • หน้าจอมัลติมีเดีย: หน้าจอสัมผัสขนาด 12.9 นิ้ว ความละเอียดสูง พร้อมระบบปฏิบัติการ Arene ที่ทำงานเร็วขึ้น 4 เท่า
    • มาตรวัดดิจิทัล: หน้าจอ TFT ขนาด 12.3 นิ้ว แบบลอยตัว (Free-floating) แสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบความปลอดภัย และสถานะพลังงานได้อย่างชัดเจน
    • ระบบเสียงและสตรีมมิ่ง: รองรับการใช้งาน Spotify ในตัว พร้อมระบบนำทาง TomTom และข้อมูลสถานที่จาก Google
    • Head-up Display (HUD): หน้าจอสะท้อนกระจกเวอร์ชันใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า และโปรเจกต์ภาพไปข้างหน้า 4-6 เมตรเพื่อความสบายตา
  • ความสะดวกสบายและนวัตกรรมดิจิทัล (Convenience & Digital Connectivity):
    • การชาร์จไฟ: ติดตั้งพอร์ต USB ถึง 5 จุดรอบคัน และแท่นชาร์จไร้สายกำลังสูง 45W จำนวน 2 จุดในรุ่นระดับบน ซึ่งชาร์จเร็วขึ้นกว่าปกติ 3 เท่า
    • Smart Digital Key+: รองรับการใช้สมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์แทนกุญแจรถได้ทันทีผ่าน Wallet โดยไม่ต้องเปิดแอปฯ และสามารถแชร์กุญแจให้เพื่อนหรือครอบครัวได้สูงสุด 6 คน
    • ระบบสั่งการด้วยเสียง: Voice Assistant รุ่นใหม่ที่เข้าใจคำสั่งภาษาธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น ผ่านไมโครโฟนที่ติดตั้งเหนือเบาะคู่หน้า
    • ระบบเกียร์ไฟฟ้า: ระบบ Shift-by-wire ใหม่ที่ใช้สวิตช์ควบคุมแบบทิศทางเดียว ช่วยให้การสลับโหมดขับขี่ทำได้รวดเร็วและดูทันสมัย

ระบบความปลอดภัย โครงสร้าง และเทคโนโลยีการขับขี่

  • โครงสร้างตัวถัง (Body Structure):
    • พัฒนาบนแพลตฟอร์ม TNGA-K ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยตัวถังมีความแข็งแรง (Rigidity) เพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
    • จุดยึดระบบช่วงล่างแข็งแรงขึ้น 31% ในด้านหน้า และ 27% ในด้านหลัง ช่วยให้การตอบสนองต่อการควบคุมมั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • ระบบถุงลมนิรภัย (Airbag System):
    • ติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคันเป็นมาตรฐานเพื่อปกป้องผู้โดยสารในทุกตำแหน่งเมื่อเกิดการชน
    • มาพร้อมระบบ Secondary Collision Brake ซึ่งจะทำงานอัตโนมัติเมื่อถุงลมนิรภัยกางออก โดยระบบจะช่วยเบรกให้รถหยุดสนิทเพื่อป้องกันการชนซ้ำซ้อนในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้
  • ระบบกล้องและเซนเซอร์ (Cameras & Sensors):
    • Panoramic View Monitor: กล้องมองภาพรอบทิศทางเวอร์ชันอัปเกรดที่แสดงผลแบบ 3 มิติ ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นพื้นที่รอบรถได้อย่างชัดเจนและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
    • Drive Recorder: กล้องบันทึกเหตุการณ์ในตัวรถที่จะบันทึกภาพอัตโนมัติก่อนเกิดการชน 10 วินาที และหลังชน 30 วินาที เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ
    • 360° Recording: ในรุ่นระดับบน ระบบกล้องนิรภัยสามารถบันทึกภาพได้รอบคัน 360 องศา และสามารถบันทึกแบบแมนนวลได้นานสูงสุด 90 นาที
  • เทคโนโลยีการขับขี่และความปลอดภัย (Toyota T-Mate & TSS):
    • Arene Platform: ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ช่วยให้ระบบความปลอดภัยประมวลผลได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม
    • Blind Spot Monitor (BSM): มาพร้อมฟังก์ชันใหม่ Rear Vehicle Approach Indicator แจ้งเตือนด้วยเสียงและภาพเมื่อมีรถขับมาด้วยความเร็วสูงจากด้านหลัง
    • Lane Change Assist: ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติบนทางหลวง โดยระบบจะตรวจสอบจุดอับสายตาและช่วยบังคับเลี้ยวให้เมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว
    • Front Cross Traffic Alert: ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถตัดหน้าขณะขับผ่านสี่แยกหรือทางแยกที่ทัศนวิสัยจำกัด
    • Advanced Park: ระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่สามารถสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนขณะยืนอยู่นอกตัวรถได้ เพื่อความสะดวกในพื้นที่จอดรถที่แคบ

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้