ซีอีโอ Ford เตือนอเมริกา! การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนอาจสร้างความเสียหายระดับ “ทำลายล้าง” ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ในสหรัฐฯ


ซีอีโอ Ford เตือนอเมริกา! การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนอาจสร้างความเสียหายระดับ “ทำลายล้าง” ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
Jim Farley ซีอีโอของ Ford ออกมาโรงเตือนถึงผลกระทบครั้งใหญ่ หากสหรัฐอเมริกาเปิดประตูรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีน แม้ว่าตัวเขาเองจะชื่นชอบการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเป็นการส่วนตัวก็ตาม แต่ในแง่ของธุรกิจระดับมหภาค เขามองว่ารถยนต์เหล่านี้ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้ามาวิ่งบนถนนในสหรัฐฯ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบที่ “เลวร้ายขั้นสุด” ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ในขณะเดียวกัน ตลาดใหญ่อย่างยุโรปและแคนาดากำลังเผชิญกับการหลั่งไหลเข้ามาของ EV จีนอย่างต่อเนื่อง
ภาคการผลิตคือ “หัวใจและจิตวิญญาณ” ของชาติ
ในการสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Fox News ซีอีโอของ Ford ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนและแข็งกร้าวเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์จากจีน
“เราไม่ควรปล่อยให้พวกเขาเข้ามาในประเทศของเรา ภาคการผลิตคือหัวใจและจิตวิญญาณของชาติเรา หากเราต้องสูญเสียสิ่งนี้ไปให้กับการส่งออกของพวกเขา มันจะเป็นความเสียหายระดับทำลายล้างต่อประเทศของเราเลยทีเดียว” — Jim Farley
ความกังวลของ Farley สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์และรัฐบาลสหรัฐฯ (ไม่ว่าจะเป็นภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Biden หรือ Trump) ปัญหาหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การที่รัฐบาลจีนอุดหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของตนอย่างมหาศาล จนนำไปสู่ภาวะกำลังการผลิตที่ล้นตลาด (Overcapacity)
การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และกำลังการผลิตที่ล้นตลาด
“ไม่มีทางเลยที่นี่จะเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม” Farley กล่าวเสริม
ปัจจุบัน จีนมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 100 แห่ง บริษัทยักษ์ใหญ่และหน้าใหม่ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น BYD และ Xiaomi สามารถผลิตรถยนต์ในต้นทุนที่ถูกกว่าผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันมาก และที่สำคัญคือ มักจะมาพร้อมกับฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่จัดเต็มกว่า สิ่งนี้ได้จุดชนวน “สงครามราคา” ที่ดุเดือดในจีน และผลักดันให้แบรนด์เหล่านี้ต้องเร่งขยายตลาดออกไปยังยุโรปและแคนาดา ซึ่งเป็นตลาดที่เปิดรับการนำเข้าจากจีนมากกว่า
ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ตลาดรถยนต์ภายในประเทศของจีนมีความต้องการอยู่ที่ประมาณ 29 ล้านคันต่อปี แต่ กำลังการผลิตรถยนต์รวมของจีนสูงถึงกว่า 50 ล้านคัน! ซึ่ง Farley ชี้ให้เห็นว่า “แค่กำลังการผลิตส่วนเกินของจีน ก็เพียงพอที่จะครอบคลุมยอดขายและการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาแล้ว”
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว
นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ Farley ยังเน้นย้ำถึง “ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว” โดยระบุว่ารถยนต์จากจีนมีการติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์จำนวนมากที่สามารถ “เก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างมหาศาล” ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง จนนำไปสู่การที่ฝ่ายบริหารของ Biden ออกกฎระเบียบแบนเทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถยนต์ที่มีแหล่งที่มาจากจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
เมื่อพูดถึงนโยบายใหม่ของแคนาดาที่อนุญาตให้นำเข้ารถยนต์จีนได้ในจำนวนจำกัดด้วยอัตราภาษีที่ต่ำกว่า Farley แสดงความหวังอย่างชัดเจนว่า “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาข้ามพรมแดนเข้ามา”
เสียงเตือนจากทุกภาคส่วนการเมือง
การออกมาเรียกร้องของ Farley ไม่ใช่เรื่องใหม่ และปัจจุบันมีเสียงสนับสนุนจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันที่ดังขึ้นเรื่อยๆ:
- กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์: เมื่อเดือนมีนาคม ผู้นำกลุ่มล็อบบี้ยานยนต์ 5 แห่งได้ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Scott Bessent เพื่อเรียกร้องให้สกัดกั้นบริษัทรถยนต์จีนด้วยเหตุผลด้าน “ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ”
- วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน: Bernie Moreno ถึงกับเปรียบยานยนต์จีนว่าเป็น “มะเร็งร้าย” และลั่นวาจาว่าจะสร้างกำแพงกีดกันที่สูงขึ้นไปอีก
- สมาชิกรัฐสภาเดโมแครต: ส่งจดหมายเตือนประธานาธิบดี Trump ว่า การยอมให้บริษัทจีนมาตั้งโรงงานในสหรัฐฯ จะทำให้เกิดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตอเมริกันไม่มีทางสู้ได้ และอาจก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงของชาติที่แก้ไขไม่ได้ (แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม Trump จะเคยเปิดช่องเชิญชวนให้บริษัทจีนมาสร้างโรงงาน หากมีการจ้างงานคนอเมริกันก็ตาม)
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้บริโภค: การปกป้องการค้า vs เทคโนโลยีล้ำสมัย
อย่างไรก็ตาม การปกป้องทางการค้าแบบสุดโต่งนี้กำลังทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันเสียโอกาส ในการเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ที่ดีที่สุดในโลก
ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมอย่าง การสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping), การชาร์จความเร็วสูงระดับเมกะวัตต์ (Megawatt Charging) และลูกเล่นล้ำๆ อีกมากมาย แต่ค่ายรถยนต์ในประเทศกลับต้องมานั่งคิดหาวิธีหั่นต้นทุน เช่น การตัดวิทยุออก หรือแม้แต่การกลับไปใช้กระจกมือหมุน เพียงเพื่อจะกดราคาให้ต่ำลง
การมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่หากพิจารณาในมุมของ Farley ที่ว่า การเข้ามาของ EV จีนอาจเป็น “เหตุการณ์ระดับสูญพันธุ์” (Extinction-level event) สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือ เราควรขีดเส้นแบ่งความสมดุลนี้ไว้ที่ตรงไหน?
ก้าวต่อไปของ Ford
ท่ามกลางความท้าทายนี้ Farley เลือกที่จะใช้รถยนต์จีนเป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” (Benchmark) ในการพัฒนา แม้รถจีนจะยังไม่ได้เข้ามาขายในสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้ แต่ Ford และแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ ต้องเผชิญหน้าและแข่งขันกับรถยนต์เหล่านี้ในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“Ford ต้องทำหน้าที่ในส่วนของเรา เพื่อทำให้รถยนต์ของเราสามารถแข่งขันกับรถจีนได้อย่างสมบูรณ์แบบ และผมเชื่อว่าเราได้ทำสิ่งนั้นแล้ว ผ่านรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ราคาเข้าถึงได้ที่จะผลิตในรัฐเคนทักกี” Farley กล่าวทิ้งท้าย
