BMW 7 Series ใหม่ 2026 เปิดโฉมอย่างเป็นทางการ ยกระดับซีดานหรูด้วยเทคโนโลยี Neue Klasse พร้อม i7 วิ่งไกลสุด 728 กม. /ชาร์จ WLTP

BMW 7 Series ใหม่ 2026 เปิดโฉมอย่างเป็นทางการ ยกระดับซีดานหรูด้วยเทคโนโลยี Neue Klasse พร้อม i7 วิ่งไกลสุด 728 กม. /ชาร์จ WLTP
สรุปจุดเด่น BMW 7 Series ใหม่
- BMW 7 Series ใหม่ คือการอัปเดตครั้งใหญ่ของรถธงตระกูลซีดานหรูจาก BMW และเป็นรุ่นแรกในกลุ่มนี้ที่นำเทคโนโลยีจากแนวคิด Neue Klasse มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งด้านดีไซน์ ระบบดิจิทัล ประสบการณ์ผู้ใช้ และระบบขับเคลื่อน
- จุดเด่นด้านดีไซน์ภายนอก คือกระจังหน้า BMW kidney Iconic Glow แบบเรืองแสง ไฟหน้า crystal headlights ดีไซน์ใหม่ และภาพลักษณ์ตัวรถที่ดูหรู ทันสมัย และโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมทางเลือกล้อจากโรงงานสูงสุด 22 นิ้ว
- ภายในห้องโดยสาร ถูกยกระดับให้มีบรรยากาศแบบเลานจ์หรู ใช้วัสดุพรีเมียมทั้งหนัง ไม้ โลหะ และคริสตัล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์สำคัญอย่าง BMW Panoramic iDrive, จอกลาง 17.9 นิ้ว, BMW Passenger Screen 14.6 นิ้ว, และ BMW Theatre Screen สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง รองรับทั้งสตรีมมิง เกม และวิดีโอคอล
- ไฮไลต์สำคัญของรุ่นไฟฟ้า BMW i7 คือการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่และ eDrive รุ่นใหม่ ทำให้มีระยะทางวิ่งสูงสุด 728 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ในรุ่น i7 50 xDrive และยังรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 250 kW โดยชาร์จจาก 10-80% ในเวลาประมาณ 28 นาที
- ด้านขุมพลัง BMW 7 Series ใหม่ มีให้เลือกครบทั้งเบนซิน 48V mild hybrid, ดีเซล 48V mild hybrid, Plug-in Hybrid และ รถไฟฟ้าล้วน ทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งสายหรู สายเดินทางไกล และสาย EV เต็มตัว
- ระบบช่วยขับ ถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้นด้วยแนวคิด BMW Symbiotic Drive มีทั้ง Motorway Assistant, City Assistant, ระบบช่วยจอดด้วย AI และการแสดงผลข้อมูลการขับขี่ผ่าน BMW Maps เพื่อเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานจริง
- ช่วงล่างและความสบาย ยังคงเป็นจุดขายสำคัญ โดยมีช่วงล่างถุงลม adaptive 2 เพลา เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมออปชันอย่าง Integral Active Steering ที่ช่วยให้รถคันใหญ่ขับคล่องขึ้น แต่ยังรักษาความนุ่มนวลแบบซีดานผู้บริหารเอาไว้ได้ครบ
BMW เปิดตัว BMW 7 Series Sedan ใหม่ ในฐานะรถซีดานหรูเรือธงที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของค่าย โดยรอบนี้ไม่ได้เน้นเพียงการเปลี่ยนหน้าตาหรือเพิ่มอุปกรณ์เท่านั้น แต่เป็นการยกระดับทั้งแนวคิดของตัวรถ ประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร ระบบดิจิทัล ระบบช่วยขับ และระบบขับเคลื่อนให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้คือการนำเทคโนโลยีจากแนวคิด Neue Klasse เข้ามาใช้กับรถซีดานหรูเป็นครั้งแรก ทำให้ BMW 7 Series ใหม่ กลายเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของ BMW ในยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่ดีไซน์ การควบคุม การแสดงผล และสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ของรถ
BMW ระบุชัดว่า 7 Series ใหม่ ยังคงทำหน้าที่เป็นรถธงของแบรนด์ในกลุ่มลักชัวรีซีดาน และเป็นโมเดลที่นำเทคโนโลยีใหม่ไปสู่รถรุ่นอื่นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบแสดงผลแบบใหม่ ระบบสั่งงานอัจฉริยะ หรือการพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ทำให้ BMW i7 มีระยะทางวิ่งสูงสุดมากกว่า 720 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP
BMW 7 Series ใหม่ คือการอัปเดตครั้งใหญ่ที่สุดของรถธงแบรนด์เยอรมัน
หากมองในเชิงภาพรวม BMW 7 Series ใหม่ ไม่ใช่แค่การปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ธรรมดา เพราะ BMW วางตำแหน่งให้รถรุ่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายเทคโนโลยีใหม่ไปทั่วทั้งไลน์อัปของแบรนด์ โดยยังคงจุดยืนเดิมของ 7 Series เอาไว้ครบถ้วน นั่นคือเป็นรถที่ผสานความหรูหรา ความนุ่มนวล ความเงียบ ความทันสมัย และความสนุกในการขับขี่แบบ BMW เข้าด้วยกัน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา BMW 7 Series เป็นรุ่นที่ทำหน้าที่เป็นห้องทดลองด้านเทคโนโลยีของแบรนด์อยู่เสมอ และในรุ่นล่าสุดนี้ บทบาทดังกล่าวยิ่งเด่นชัดขึ้นอีก ทั้งในด้านงานออกแบบที่โมเดิร์นขึ้น ห้องโดยสารที่เปลี่ยนวิธีการสื่อสารระหว่างคนกับรถ และการเพิ่มทางเลือกขุมพลังที่ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาปแบบ 48V mild hybrid, ปลั๊กอินไฮบริด และไฟฟ้าล้วน
ดีไซน์ภายนอกใหม่ ภาษาการออกแบบลักชัวรียุคใหม่ของ BMW
สิ่งที่สังเกตได้ทันทีใน BMW 7 Series ใหม่ คือภาพลักษณ์ภายนอกที่ชัดเจนและทรงพลังมากขึ้น BMW เรียกแนวทางนี้ว่า monolithic exterior หรือการทำให้ตัวรถมีมวล มีพื้นผิวที่เรียบสะอาด แต่ยังคงความสง่างามและความหนักแน่นของรถหรูระดับเรือธงเอาไว้อย่างชัดเจน
ด้านหน้าถูกออกแบบให้มีความโดดเด่นขึ้นด้วยกระจังหน้า BMW kidney Iconic Glow ที่เป็นเอกลักษณ์ และไฟหน้าคริสตัลดีไซน์ใหม่ที่ให้ภาพลักษณ์หรู ล้ำ และจดจำได้ง่ายขึ้นทันทีเมื่อมองจากระยะไกล เส้นสายตัวรถด้านข้างถูกลดทอนให้สะอาดขึ้น แต่ยังคงมีรายละเอียดที่สะท้อนความประณีตแบบรถหรู ส่วนด้านท้ายได้ชุดไฟใหม่และงานออกแบบที่เน้นความเรียบแต่ทรงพลัง
นอกจากนี้ BMW ยังเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตให้กับ 7 Series ใหม่ ผ่านทางเลือก M Sport package, M Sport package Pro และรุ่น M Performance หลายรุ่น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกคาแรกเตอร์ของรถได้ตั้งแต่หรูสงบ ไปจนถึงหรูแบบเข้ม ดุดัน และเน้นสมรรถนะ
ในด้านความพิเศษ BMW ยังมีทางเลือกสีตัวถังจาก BMW Individual และสีแบบ Dual-Finish ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและงานฝีมือเข้ามาผสานกันอย่างประณีต ขณะที่ล้อจากโรงงานมีให้เลือกตั้งแต่ 20 นิ้ว ไปจนถึง 22 นิ้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ล้อขนาด 22 นิ้วถูกบรรจุเป็นตัวเลือกจากโรงงานใน 7 Series
ห้องโดยสารใหม่ หรูขึ้น ละเมียดขึ้น และล้ำขึ้นทุกมิติ
ภายในของ BMW 7 Series ใหม่ คืออีกหนึ่งจุดที่สะท้อนแนวคิดใหม่ของรถรุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะ BMW ไม่ได้ออกแบบให้ห้องโดยสารเป็นแค่พื้นที่นั่งโดยสารหรู ๆ เท่านั้น แต่ต้องเป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำงาน พื้นที่รับความบันเทิง และพื้นที่ที่ตอบสนองผู้ขับได้อย่างแม่นยำในเวลาเดียวกัน
วัสดุภายในมีความพรีเมียมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นหนัง ผ้า ไม้ โลหะ คริสตัล และรายละเอียดตกแต่งที่ทันสมัยขึ้น ทุกอย่างถูกจัดวางภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ลดทอนเส้นสายให้ดูสะอาด เรียบหรู แต่ยังคงความอบอุ่นและให้บรรยากาศแบบเลานจ์ระดับบน
องค์ประกอบที่โดดเด่นของห้องโดยสารรุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วย BMW Panoramic iDrive, BMW Passenger Screen ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน, BMW Theatre Screen รุ่นอัปเกรด, ระบบไฟ immersive light experience, ระบบเสียง Bowers & Wilkins พร้อมรองรับ Dolby Atmos, เบาะนั่งที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รวมถึงเบาะแบบ Executive Lounge สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
BMW ยังติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานที่เหมาะกับรถระดับนี้มาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นหลังคากระจกพาโนรามา ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 4 โซน ระบบ Travel & Comfort และประตูอัตโนมัติที่พัฒนาใหม่ให้ทำงานละเอียดและแม่นยำมากขึ้น
BMW Panoramic iDrive เปลี่ยนวิธีสื่อสารระหว่างคนกับรถ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่สุดของ BMW 7 Series ใหม่ คือการมาของ BMW Panoramic iDrive ซึ่งถือเป็นระบบแสดงผลและควบคุมแบบใหม่ของ BMW ที่รวมหน้าจอดิจิทัล ปุ่มควบคุมจริง และซอฟต์แวร์อัจฉริยะเอาไว้ในระบบเดียว เป้าหมายคือให้ข้อมูลทุกอย่างถูกนำเสนออย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับบริบทของการใช้งาน และไม่รบกวนสมาธิของผู้ขับ
ระบบนี้ประกอบด้วยหลายส่วนสำคัญ เริ่มจาก BMW Panoramic Vision ซึ่งเป็นการฉายข้อมูลเต็มแนวบริเวณล่างของกระจกบังลมหน้า ให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่อยู่ในแนวสายตาของผู้ขับ ส่วนข้อมูลอื่นสามารถเลือกปรับแต่งและแสดงให้ผู้โดยสารเห็นได้
เหนือขึ้นไปคือ BMW 3D Head-Up Display ที่ใช้แสดงข้อมูลนำทางและข้อมูลจากระบบช่วยขับเฉพาะในมุมมองของผู้ขับ ช่วยให้รับรู้ข้อมูลได้อย่างแม่นยำมากขึ้นโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
ตรงกลางคอนโซลเป็น Central Display ขนาด 17.9 นิ้ว ดีไซน์แบบ free-cut ความละเอียดสูง ใช้งานผ่านระบบสัมผัส รองรับ QuickSelect และหน้าจอหลักที่ปรับแต่งได้ เพื่อให้การเข้าถึงฟังก์ชันประจำวันทำได้รวดเร็วขึ้น
อีกหนึ่งจุดใหม่ที่น่าสนใจมากคือ BMW Passenger Screen ขนาด 14.6 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งถูกติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดย BMW ออกแบบมาเพื่อการรับชมความบันเทิงระหว่างเดินทางโดยเฉพาะ รองรับทั้งวิดีโอสตรีมมิง รายการทีวี เกม เพลง วิดีโอคอล และบริการดิจิทัลอื่น ๆ อีกมากมาย
ระบบนี้ยังมีฟังก์ชันช่วยลดการรบกวนผู้ขับ หากกล้องภายในตรวจจับได้ว่าผู้ขับมีความสนใจไปที่จอฝั่งผู้โดยสารมากเกินไป จอจะถูกทำให้มืดลงโดยอัตโนมัติ เพื่อคงความปลอดภัยระหว่างขับขี่ หากไม่มีผู้โดยสารด้านหน้า จอก็จะเปลี่ยนเป็นโหมดแสดงผลแบบลดทอนให้กลมกลืนกับบรรยากาศภายในรถ
BMW Theatre Screen ยกระดับผู้โดยสารตอนหลังให้เหมือนอยู่ในเลานจ์ส่วนตัว
สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง BMW 7 Series ใหม่ ยังคงมีอาวุธเด็ดอย่าง BMW Theatre Screen ที่ได้รับการอัปเกรดอีกครั้งจนกลายเป็นหนึ่งในระบบความบันเทิงภายในรถที่โดดเด่นที่สุดในตลาดรถหรูปัจจุบัน
หน้าจอขนาด 31.3 นิ้ว ความละเอียด 8K รองรับการสตรีมมิง การเล่นเกม และวิดีโอคอลได้ในระดับที่จริงจังมากขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับระบบเสียง Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound และ Dolby Atmos ห้องโดยสารตอนหลังก็จะเปลี่ยนเป็นเลานจ์ส่วนตัวหรือโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ได้ทันที
BMW ยังเสริมการใช้งานเชิงธุรกิจให้กับระบบนี้ด้วยกล้องในตัวสำหรับวิดีโอคอล และพอร์ต HDMI ที่ช่วยให้หน้าจอกลายเป็นจอเสริมสำหรับงานประชุมหรือการทำงานระหว่างเดินทางได้อีกด้วย ดังนั้นสำหรับลูกค้าที่มองหา 7 Series ในฐานะรถผู้บริหารที่ใช้ทำงานได้จริง รถรุ่นนี้ตอบโจทย์ชัดเจนมาก
ขุมพลังหลากหลาย ทั้งเบนซิน ดีเซล PHEV และไฟฟ้าล้วน
BMW ยังคงยืนยันแนวคิด technology openness อย่างเต็มที่ใน 7 Series ใหม่ โดยไม่ได้เลือกเดินเพียงทางใดทางหนึ่ง แต่เปิดให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายตามลักษณะการใช้งานจริง
ในไลน์อัปของ BMW 7 Series ใหม่ จึงมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 48V mild hybrid, ดีเซล 48V mild hybrid, ปลั๊กอินไฮบริด และไฟฟ้าล้วน โดยแต่ละระบบถูกวางให้ตอบโจทย์คนละแบบอย่างชัดเจน ตั้งแต่ผู้ที่ยังต้องการความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์สันดาป ผู้ที่ต้องการแรงบิดและความนิ่งแบบดีเซล ผู้ที่อยากได้ความสมดุลระหว่างพลังงานไฟฟ้ากับการเดินทางไกล ไปจนถึงผู้ที่พร้อมเข้าสู่โลกของรถ EV เต็มรูปแบบ
BMW i7 ใหม่ วิ่งไกลสุด 728 กม. พร้อมชาร์จเร็วขึ้น
พระเอกของไลน์อัปใหม่ครั้งนี้คือ BMW i7 ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งสำคัญในด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่และเซลล์ทรงกระบอกรุ่นที่ 6 ของ BMW eDrive ส่งผลให้ความจุพลังงานสุทธิของแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 112.5 kWh และช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งได้อย่างชัดเจน
BMW ระบุว่า i7 ใหม่ มีให้เลือก 3 รุ่นย่อยหลัก ได้แก่ i7 50 xDrive, i7 60 xDrive และ i7 M70 xDrive โดยทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้าขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้มอเตอร์หน้าและหลังทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ทั้งสมรรถนะ ความนิ่ง และการตอบสนองที่เหมาะกับซีดานหรูระดับสูง
BMW i7 50 xDrive
รุ่นเริ่มต้นของตระกูลไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 335 กิโลวัตต์ หรือ 455 แรงม้า แรงบิดรวม 660 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ใช้แบตเตอรี่ขนาดสุทธิ 112.5 kWh และวิ่งได้สูงสุด 591-728 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP
ด้านการชาร์จ รองรับ DC สูงสุด 250 kW สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาประมาณ 28 นาที และชาร์จเพียง 10 นาที สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ราว 235 กิโลเมตร ขณะที่มิติตัวถังอยู่ที่ ยาว 5,395 มม. กว้าง 1,950 มม. สูง 1,550 มม. และฐานล้อ 3,215 มม.
BMW i7 60 xDrive
ขยับขึ้นมาเป็นรุ่นกลางที่เน้นสมรรถนะเพิ่มขึ้น ให้กำลังสูงสุด 400 กิโลวัตต์ หรือ 544 แรงม้า แรงบิดรวม 745 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. ใช้แบตเตอรี่สุทธิ 112.5 kWh เช่นกัน และมีระยะทางวิ่ง 581-727 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP
ระบบชาร์จยังรองรับ DC 250 kW และเพิ่มระยะทางได้ประมาณ 235 กิโลเมตรภายใน 10 นาทีเช่นเดียวกับรุ่น i7 50 xDrive จึงถือเป็นทางเลือกที่สมดุลระหว่างความแรง ความหรู และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
BMW i7 M70 xDrive
สำหรับลูกค้าที่ต้องการพลังระดับสูงสุดในตระกูล EV ของ 7 Series รุ่นนี้คือคำตอบ เพราะให้กำลังสูงสุด 500 กิโลวัตต์ หรือ 680 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้ Launch Control หรือ M Sport Boost และแรงบิดสูงสุดในโหมด Sport อยู่ที่ 1,015 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.8 วินาที หรือ 3.5 วินาที หากวัดแบบ rollout ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ใช้แบตเตอรี่สุทธิ 112.4 kWh วิ่งได้ 566-686 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และรองรับชาร์จ 10-80% ใน 28 นาทีเช่นกัน
รุ่นนี้ยังแตกต่างจากรุ่นอื่นด้วยบุคลิกแบบ M Performance ที่ชัดเจนกว่า ทั้งด้านดีไซน์ภายนอก งานตกแต่งเฉพาะรุ่น ระบบเสียงเฉพาะตัว และอารมณ์การตอบสนองที่เข้มขึ้นในทุกจังหวะ
รุ่นเครื่องยนต์สันดาปและปลั๊กอินไฮบริดยังมีบทบาทชัดเจน
นอกจากรุ่นไฟฟ้าล้วน BMW 7 Series ใหม่ ยังมีทางเลือกที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน โดยเฉพาะตลาดที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จยังไม่ครอบคลุม หรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางระยะไกล
BMW 740 xDrive
รุ่นเบนซิน 6 สูบเรียง พร้อมระบบ 48V mild hybrid และขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ให้กำลังรวม 294 กิโลวัตต์ หรือ 400 แรงม้า แรงบิดรวม 580 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. รุ่นนี้ถูกวางให้เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ยังชื่นชอบความนุ่มลึกของเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียงแบบดั้งเดิม
BMW 740d xDrive
รุ่นดีเซล 6 สูบเรียงพร้อม 48V mild hybrid ให้กำลังรวม 230 กิโลวัตต์ หรือ 313 แรงม้า แรงบิดรวม 670 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5.7 วินาที จุดเด่นสำคัญคือแรงบิดสูง การตอบสนองในความเร็วเดินทาง และความนิ่งแบบรถผู้บริหารสำหรับการใช้งานระยะไกล
BMW 750e xDrive
รุ่นปลั๊กอินไฮบริดให้กำลังรวมทั้งระบบ 360 กิโลวัตต์ หรือ 489 แรงม้า แรงบิดรวม 700 นิวตันเมตร ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าสูงสุด 145 กิโลวัตต์ หรือ 197 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุดในโหมด EV อยู่ที่ 140 กม./ชม. และวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 70-82 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP
แบตเตอรี่ของรุ่นนี้มีความจุ 22.1 kWh แบบรวม และ 18.7 kWh แบบสุทธิ รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 kW โดยใช้เวลาชาร์จเต็มประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที ที่ 11 kW
BMW M760e xDrive
รุ่นปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง ให้กำลังรวมทั้งระบบ 450 กิโลวัตต์ หรือ 612 แรงม้า แรงบิดรวม 800 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.2 วินาที หรือ 3.9 วินาที แบบ rollout วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ 69-80 กิโลเมตร และยังรักษาพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระไว้ได้เต็มความสามารถมากขึ้น
BMW Symbiotic Drive และ AI ยกระดับการช่วยขับ
อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของ BMW 7 Series ใหม่ คือการยกระดับระบบช่วยขับด้วยแนวคิด BMW Symbiotic Drive ซึ่ง BMW อธิบายว่าเป็นการทำให้รถและคนขับทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติและลื่นไหลมากขึ้น ผ่านการใช้ระบบช่วยขับขั้นสูงและ AI เข้ามาเสริมในสถานการณ์ต่าง ๆ
ฟังก์ชันที่โดดเด่น ได้แก่ Motorway Assistant ที่ช่วยให้ปล่อยมือจากพวงมาลัยได้ที่ความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. ในหลายประเทศยุโรป, City Assistant ที่รองรับการเดินทางในเมืองแบบ Address-to-Address ตามเส้นทางนำทาง, ระบบ visualisation ใหม่ใน BMW Maps และระบบช่วยจอดที่ใช้ AI ในการตรวจจับพื้นที่และวางแผนการจอด
BMW ยังเพิ่มรายการของระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและระบบช่วยขับให้มากกว่ารุ่นก่อนหน้า เพื่อให้ 7 Series ใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงรถหรูที่สะดวกสบาย แต่เป็นรถหรูที่ช่วยลดภาระของผู้ขับได้อย่างเป็นรูปธรรมในการใช้งานจริง
ช่วงล่างและบุคลิกการขับ ยังเป็น BMW ที่ขับดี แต่หรูขึ้นกว่าเดิม
BMW 7 Series ใหม่ ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมของ 7 Series เอาไว้ได้ครบ คือเป็นรถที่ให้ทั้งความสบายระดับรถผู้บริหารนั่งหลัง และมีความแม่นยำแบบรถที่เจ้าของอยากขับเอง โดยมีระบบช่วงล่างถุงลมแบบ adaptive 2 เพลาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมโช้กควบคุมด้วยไฟฟ้า
ลูกค้ายังสามารถเลือกออปชันอย่าง Integral Active Steering, ช่วงล่าง Adaptive Chassis Control และ Adaptive Chassis Control Professional พร้อมระบบลดการโคลง เพื่อยกระดับทั้งความคล่องตัวในเมือง ความมั่นใจในความเร็วสูง และความนิ่งสบายของผู้โดยสารตอนหลัง
เมื่อประกอบกับมิติตัวถังขนาดใหญ่ ฐานล้อยาว 3,215 มม. และการเก็บเสียงที่ยอดเยี่ยม BMW 7 Series ใหม่ จึงเป็นรถที่ให้ประสบการณ์การโดยสารระดับหรูแบบเต็มขั้น ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็น BMW ในเชิงไดนามิกไว้อย่างครบถ้วน
การผลิตและแนวคิดด้านความยั่งยืน
BMW ให้ความสำคัญกับแนวคิดด้านความยั่งยืนมากขึ้นใน 7 Series ใหม่ โดยระบุว่ารถทุกรุ่นย่อยและทุกระบบขับเคลื่อนจะถูกผลิตบนสายการผลิตเดียวกันที่โรงงาน Dingolfing ซึ่งใช้ไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งมีระบบโซลาร์เซลล์และโรงความร้อนชีวมวลเข้ามาสนับสนุนการผลิต
ในกรณีของ BMW i7 ยังมีการลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ผ่านการใช้วัสดุรีไซเคิล พลังงานหมุนเวียน กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการใช้เซลล์แบตเตอรี่ยุคใหม่ รวมถึงล้ออะลูมิเนียมที่มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลสูง BMW ยังยืนยันเป้าหมายการลดการปล่อย CO2e ในระดับองค์กรอย่างจริงจังภายในปี 2035 อีกด้วย
สรุป BMW 7 Series ใหม่ นี่คือซีดานหรูที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตา แต่เปลี่ยนทั้งแนวคิดของรถ
หากสรุปให้ชัดที่สุด BMW 7 Series ใหม่ คือการยกระดับรถธงของ BMW แบบรอบด้าน ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกที่ดูหนักแน่นและหรูขึ้น ห้องโดยสารที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลยุคใหม่ ระบบความบันเทิงที่จริงจังระดับเลานจ์ส่วนตัว ระบบช่วยขับที่ฉลาดขึ้น และไลน์อัปขุมพลังที่ตอบโจทย์ได้ทุกสไตล์ผู้ใช้
จุดที่โดดเด่นที่สุดคือการที่ BMW สามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ความเป็นรถหรู” และ “ความเป็น BMW” เอาไว้ได้อย่างลงตัว รถยังคงนุ่ม เงียบ สบาย และเปี่ยมด้วยบรรยากาศระดับเฟิร์สคลาส แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีคาแรกเตอร์การขับที่เฉียบคม มีบุคลิก และพร้อมตอบสนองคนที่ต้องการขับเองอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะ BMW i7 ที่ในรุ่นล่าสุดสามารถขยายระยะทางวิ่งได้สูงสุดถึง 728 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมรองรับการชาร์จเร็วขึ้นและให้สมรรถนะที่ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นหรูนุ่มนวล ไปจนถึงรุ่น M Performance ที่แรงระดับซูเปอร์ซีดาน จึงไม่น่าแปลกใจที่ BMW จะใช้ 7 Series ใหม่ เป็นตัวแทนของทิศทางแบรนด์ในยุคถัดไป
FULL SPEC BMW 7 Series ใหม่ 2026 (ทุกรุ่นหลัก)
ขนาดตัวถัง (Dimensions)
- ความยาวตัวถัง: 5,391 – 5,395 มม.
- ความกว้าง: 1,950 มม.
- ความสูง: ประมาณ 1,544 – 1,550 มม.
- ระยะฐานล้อ: 3,215 มม.
- ความกว้างรวมกระจก: ประมาณ 2,190 มม.
- ความสูงใต้ท้องรถ: ประมาณ 136 – 140 มม.
- รัศมีวงเลี้ยว: ประมาณ 12.3 – 13.1 เมตร
- ความจุสัมภาระท้าย: 500 – 540 ลิตร
- จำนวนที่นั่ง: 5 ที่นั่ง
- จำนวนประตู: 4 ประตู
- เทียบสากล: ยาว 212.2 นิ้ว / ฐานล้อ 126.6 นิ้ว :contentReference[oaicite:0]{index=0}
โครงสร้างและตัวรถ
- ประเภทตัวถัง: Sedan (Luxury Full-size)
- ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) / ขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive
- โครงสร้างตัวถัง: อะลูมิเนียม + เหล็กแรงดึงสูง
- ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ: Cd ประมาณ 0.24
ช่วงล่าง / ระบบขับขี่
- ช่วงล่างหน้า: Double Wishbone อะลูมิเนียม
- ช่วงล่างหลัง: Multi-link (5-link)
- ระบบกันสะเทือน: Adaptive Air Suspension 2 เพลา (มาตรฐาน)
- ระบบควบคุมการทรงตัว: DSC, DTC, ABS, CBC, Brake Assist
- ระบบพวงมาลัย: EPS + Servotronic
- ออปชัน: Integral Active Steering (เลี้ยวล้อหลัง)
ล้อและยาง
- ขนาดล้อมาตรฐาน: 20 นิ้ว
- ขนาดล้อสูงสุด: 22 นิ้ว
- ยางหน้า: 255/45 R20
- ยางหลัง: 285/40 R20
FULL SPEC ขุมพลัง (Powertrain)
BMW i7 50 xDrive (EV)
- ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ AWD
- กำลังสูงสุด: 455 แรงม้า
- แรงบิด: 660 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่: 112.5 kWh
- แรงดันระบบ: 400V
- ระยะทางวิ่ง: 591 – 728 กม. (WLTP)
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.5 วินาที
- ความเร็วสูงสุด: 210 กม./ชม.
- ชาร์จ DC: สูงสุด 250 kW
- ชาร์จ 10-80%: 28 นาที
BMW i7 60 xDrive (EV)
- กำลังสูงสุด: 544 แรงม้า
- แรงบิด: 745 นิวตันเมตร
- ระยะทางวิ่ง: 581 – 727 กม.
- 0-100 กม./ชม.: 4.8 วินาที
- ความเร็วสูงสุด: 240 กม./ชม.
BMW i7 M70 xDrive (EV Performance)
- กำลังสูงสุด: 680 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด: 1,100 นิวตันเมตร
- 0-100 กม./ชม.: 3.8 วินาที
- ความเร็วสูงสุด: 250 กม./ชม.
- ระยะทางวิ่ง: 566 – 686 กม.
BMW 740 xDrive (Mild Hybrid)
- เครื่องยนต์: เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร Turbo
- กำลังสูงสุด: 400 แรงม้า
- แรงบิด: 580 นิวตันเมตร
- ระบบไฟฟ้า: 48V Mild Hybrid
- เกียร์: 8AT Steptronic
- 0-100 กม./ชม.: 5.1 วินาที
BMW 740d xDrive (Diesel Hybrid)
- เครื่องยนต์: ดีเซล 6 สูบ 3.0 ลิตร
- กำลังสูงสุด: 313 แรงม้า
- แรงบิด: 670 นิวตันเมตร
- 0-100 กม./ชม.: 5.7 วินาที
BMW 750e xDrive (Plug-in Hybrid)
- กำลังรวม: 489 แรงม้า
- แรงบิด: 700 นิวตันเมตร
- มอเตอร์ไฟฟ้า: 197 แรงม้า
- แบตเตอรี่: 22.1 kWh
- ระยะทางไฟฟ้า: 70 – 82 กม. (WLTP)
- 0-100 กม./ชม.: 4.8 วินาที
- ชาร์จ AC: สูงสุด 11 kW
BMW M760e xDrive (PHEV Performance)
- กำลังรวม: 612 แรงม้า
- แรงบิด: 800 นิวตันเมตร
- ระยะทางไฟฟ้า: 69 – 80 กม.
- 0-100 กม./ชม.: 4.2 วินาที
ระบบเทคโนโลยีและภายใน
- ระบบจอแสดงผล: BMW Panoramic iDrive
- จอกลาง: 17.9 นิ้ว
- จอผู้โดยสารหน้า: 14.6 นิ้ว
- จอหลัง: BMW Theatre Screen 31.3 นิ้ว 8K
- ระบบเสียง: Bowers & Wilkins + Dolby Atmos
- ระบบปฏิบัติการ: BMW OS X
- รองรับ: Apple CarPlay / Android Auto
- ระบบกุญแจ: Digital Key Plus
ระบบช่วยขับ (ADAS)
- Motorway Assistant (ปล่อยมือได้)
- City Assistant (ขับในเมืองอัตโนมัติบางส่วน)
- Parking Assist + AI Parking
- Adaptive Cruise Control
- Lane Keeping Assist
- Blind Spot Monitoring

