Wei Jianjun ประธาน GWM เผยเขาไม่มีวันเดินบนเส้นทาง EREV ย้ำว่า “ยอมตายดีกว่าทำรถยนต์ประเภทนี้”


สงครามเทคโนโลยียานยนต์ ทำไม Great Wall Motors ถึงประกาศ “ยอมตายดีกว่าผลิตรถ EREV”?
- สำหรับ WEY V9X คือรถ SUV ระดับเรือธง (Flagship) รุ่นล่าสุดจาก Great Wall Motor (GWM) ที่เพิ่งเปิดตัวและสร้างกระแสอย่างมากในงาน Auto China 2026 ที่ผ่านมาครับ รถรุ่นนี้ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการตอกย้ำกลยุทธ์ “PHEV เหนือกว่า EREV” ตามที่ประธาน Wei Jianjun ได้ประกาศไว้
สรุปประเด็นสำคัญของสงครามเทคโนโลยีระหว่าง GWM (PHEV/BEV) และ EREV โดยมี WEY V9X เป็นตัวแปรสำคัญ ดังนี้ครับ
จุดยืน “ยอมตายดีกว่าทำ EREV” ของ GWM
- นิยาม “Pseudo-Electric” GWM มองว่า EREV (Extended-Range) เป็นเทคโนโลยีไฟฟ้าจอมปลอม และล้าหลังในเชิงวิศวกรรม
- GWM (โดยเฉพาะ Mu Feng) โจมตีว่า EREV มีการสูญเสียพลังงานซ้ำซ้อน เพราะต้องเปลี่ยน พลังงานกล (เครื่องยนต์) → พลังงานไฟฟ้า (ปั่นไฟ) → พลังงานกล (มอเตอร์หมุนล้อ) ซึ่งในขั้นตอนการแปลงไปมานี้จะมีการสูญเสียพลังงานอย่างน้อย 13-15%
- GWM มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และระบบไฮบริดประสิทธิภาพสูง (PHEV) ที่ซับซ้อนกว่า เพื่อผลลัพธ์ระยะยาว
- PHEV (ระบบ Hi4 ของ GWM) มีโหมด Direct Drive ที่เครื่องยนต์ส่งกำลังลงล้อโดยตรงผ่านเกียร์ 4-Speed DHT ในช่วงความเร็วสูง ซึ่ง GWM เคลมว่าประหยัดน้ำมันกว่า EREV ที่ต้องปั่นไฟไปเลี้ยงมอเตอร์ตลอดเวลา
ทำไม PHEV (WEY V9X) ถึงเหนือกว่า EREV?
ความแตกต่างอยู่ที่ “การส่งกำลัง” และ “ประสิทธิภาพ” ในการใช้งานจริง:
- การขับเคลื่อน: EREV ใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟอย่างเดียว (มอเตอร์หมุนล้อ) แต่ V9X (PHEV) เครื่องยนต์สามารถช่วยขับล้อได้โดยตรงผ่านเกียร์ 4-Speed DHT
- ย่านความเร็วสูง: EREV จะกินน้ำมันมากและสมรรถนะดรอปเมื่อวิ่งเร็ว แต่ V9X ยังคงประหยัดและแรงต่อเนื่องเพราะเครื่องยนต์ทำงานในรอบที่เหมาะสมที่สุด
- ความเร็วการชาร์จ: V9X ใช้ระบบ 800V ชาร์จ 30-80% ใน 9 นาที ซึ่งเร็วกว่ารถ EREV ทั่วไปในตลาดมาก
WEY V9X หัวหอกใหม่ของ GWM (ปี 2026)
นี่คือรถ SUV ที่ GWM ส่งมาเพื่อพิสูจน์ว่า PHEV คือคำตอบที่ถูกต้อง:
- สมรรถนะ 748 แรงม้า / แรงบิด 930 นิวตันเมตร / 0-100 กม./ชม. ใน 4.4 วินาที
- แบตเตอรี่ ขนาดใหญ่สะใจถึง 80 kWh วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 363 กม. (WLTC) ซึ่งลบจุดอ่อนเดิมของ PHEV ที่วิ่งไฟฟ้าได้สั้น
- เทคโนโลยี ระบบ Native AI (GWM One S) และช่วงล่างถุงลมพร้อมระบบเลี้ยวล้อหลัง
มุมมองตลาดในอนาคต
- ความขัดแย้ง แม้ GWM จะปฏิเสธ EREV แต่สถิติทั่วโลกชี้ว่า EREV กำลังเติบโตสูงมาก (จาก 4 รุ่นในปี 2021 เป็น 50+ รุ่นในปี 2024)
- การคาดการณ์ปี 2030 ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ารถกลุ่ม EREV & PHEV จะครองส่วนแบ่งตลาดจีนสูงถึง 55% ในขณะที่รถน้ำมัน (ICE) จะเหลือเพียง 15%
จุดยืนที่แข็งกร้าว “EREV คือเทคโนโลยีชั่วคราว”
Wei Jianjun และ Mu Feng รองประธานอาวุโสของ GWM มีมุมมองที่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง โดยมองว่า EREV เป็นเพียงทางผ่านที่ไม่ยั่งยืน และขัดแย้งกับกลยุทธ์การพัฒนาระยะยาวของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) และ ระบบไฮบริด (Hybrid) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
คำนิยาม “Pseudo-Electric” (ไฟฟ้าปลอม)
Mu Feng ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในการนิยามเทคโนโลยี EREV ว่าเป็น “เทคโนโลยีไฟฟ้าจอมปลอม” โดยเขาได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเสียเปรียบ 4 ประการที่ทำให้ GWM ปฏิเสธเทคโนโลยีนี้:
- พึ่งพาฟอสซิลเป็นหลัก: แม้จะเรียกว่ารถไฟฟ้า แต่หัวใจหลักในการสร้างพลังงานยังคงมาจากน้ำมันเชื้อเพลิง
- ข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่: EREV มักมีขนาดแบตเตอรี่ที่เล็ก ทำให้ระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure Electric Range) ค่อนข้างจำกัด
- ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ด้อยกว่า: เมื่อเทียบกับระบบ Hybrid แท้ๆ EREV มักมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่สูงกว่าในสภาวะการขับขี่บางประเภท
- สมรรถนะโดยรวม: เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) แล้ว EREV ไม่สามารถมอบสมรรถนะและการตอบสนองที่บริสุทธิ์ได้เท่าที่ควร
ความขัดแย้งในเชิงกลยุทธ์ GWM vs Li Auto
ท่าทีของ GWM นั้นตรงข้ามกับคู่แข่งอย่าง Li Auto อย่างสิ้นเชิง Li Auto คือค่ายรถที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการผลักดันรถยนต์ EREV จนกลายเป็นผู้นำตลาด โดยมองว่า EREV คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความรู้สึกแบบรถไฟฟ้าแต่ยังมีความกังวลเรื่องสถานีชาร์จ (Range Anxiety)
อีกด้านของเหรียญ มุมมองจากนักวิชาการ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับ GWM Yang Yusheng นักวิชาการจาก Chinese Academy of Engineering ได้ออกมาโต้แย้งว่า EREV ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางผ่าน แต่จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของอนาคต
ข้อมูลเชิงสถิติสนับสนุนมุมมองของ Yang อย่างน่าสนใจ:
- ในปี 2021 มีรถยนต์เพียง 4 รุ่นในตลาดที่ใช้ระบบ EREV
- ในปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นกว่า 50 รุ่น ที่เปิดตัวภายในปีเดียว
การคาดการณ์ตลาดรถยนต์ในจีน (2027 – 2030)
Yang Yusheng ได้พยากรณ์ส่วนแบ่งการตลาดในจีนไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีขยายระยะทางและไฮบริดจะครองสัดส่วนใหญ่ของประเทศ:
| ประเภทรถยนต์ | ส่วนแบ่งปี 2027 | ส่วนแบ่งปี 2030 |
|---|---|---|
| EREV & PHEV (ไฮบริด) | 33.3% | 55% |
| BEV (ไฟฟ้า 100%) | 33.3% | 30% |
| ICE (รถน้ำมัน) | 33.3% | 15% |
หัวใจสำคัญ การส่งกำลังสู่ล้อ (Transmission & Drive)
นี่คือจุดตัดที่สำคัญที่สุดระหว่างระบบ Hi4 ของ GWM (PHEV) กับระบบ EREV
| หัวข้อเปรียบเทียบ | EREV (Extended-Range) | WEY V9X (Hi4-PHEV) |
| หน้าที่ของเครื่องยนต์ | เป็น “ปั่นไฟ” เท่านั้น ไม่มี การเชื่อมต่อกับล้อโดยตรง | เป็นทั้ง “ปั่นไฟ” และ “ช่วยขับเคลื่อน” ล้อโดยตรง |
| การทำงาน | เครื่องยนต์ป้อนไฟให้แบตเตอรี่/มอเตอร์ เพื่อให้มอเตอร์หมุนล้อ | เครื่องยนต์สามารถส่งกำลังผ่านเกียร์ (DHT) ลงสู่ล้อร่วมกับมอเตอร์ได้ |
| ระบบส่งกำลัง | ไม่มีเกียร์ (Single Speed / Direct Drive จากมอเตอร์) | เกียร์ 4-Speed DHT (ใน V9X) ช่วยปรับอัตราทด |
ประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง (Efficiency)
-
EREV (จุดอ่อนที่ความเร็วสูง): เมื่อคุณขับรถ EREV ด้วยความเร็วสูง (เช่น 120 กม./ชม. ขึ้นไป) เครื่องยนต์ต้องเร่งรอบสูงมากเพื่อปั่นไฟให้ทันมอเตอร์ ซึ่งจะเกิดการสูญเสียพลังงานในขั้นตอนการแปลง (น้ำมัน -> กลไก -> ไฟฟ้า -> กลไก) ทำให้กินน้ำมันดุพอๆ กับรถน้ำมันปกติ
Advertisement Advertisement -
WEY V9X (จุดแข็งของ PHEV): ด้วยเกียร์ 4-Speed DHT เมื่อรถวิ่งความเร็วสูง เครื่องยนต์จะสามารถ “Direct Drive” หรือส่งกำลังตรงสู่ล้อได้ในรอบเครื่องที่เหมาะสมที่สุด (Sweet Spot) ทำให้ประหยัดน้ำมันกว่า EREV อย่างเห็นได้ชัดในการเดินทางไกล
สมรรถนะและการตอบสนอง (Performance)
-
EREV: ความเร็วสูงสุดมักจะถูกจำกัดด้วยรอบของมอเตอร์ไฟฟ้า และหากแบตเตอรี่อ่อน (Low SOC) พละกำลังจะดรอปลงอย่างมาก เพราะเครื่องยนต์ปั่นไฟไม่ทันความต้องการของมอเตอร์
-
WEY V9X: มีพละกำลังรวมสูงถึง 748 แรงม้า เพราะในจังหวะเร่งแซง ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์สามารถ “ช่วยกันรุม” ปั่นล้อได้พร้อมกัน (Parallel Mode) ทำให้แรงบิดพุ่งไปถึง 930 นิวตันเมตร แม้แบตเตอรี่จะเหลือไม่มาก เครื่องยนต์ก็ยังช่วยขับเคลื่อนล้อได้โดยตรง
ทำไม GWM ถึงบอกว่า EREV คือ “Pseudo-Electric”?
GWM มองว่า EREV คือเทคโนโลยีที่ “ง่ายเกินไป” เพราะไม่ต้องพัฒนาเกียร์ส่งกำลังที่ซับซ้อน แต่ผลเสียตกอยู่ที่ผู้บริโภคเมื่อต้องใช้งานในย่านความเร็วสูงหรือเดินทางไกล
ในขณะที่ WEY V9X พยายามลบ “จุดบอด” ของ PHEV เดิมๆ ด้วยการ
- ใส่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (80 kWh) เพื่อให้วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกลเท่า EREV (363 กม.)
- ใช้ระบบ 800V เพื่อให้ชาร์จไวเท่า EV (9 นาที 30-80%)
- เกียร์ 4-Speed DHT เพื่อให้ประหยัดน้ำมันและแรงกว่าในทุกย่านความเร็ว
“EREV คือรถไฟฟ้าที่พกปั่นไฟไปด้วย แต่ WEY V9X คือรถที่เอาข้อดีของรถไฟฟ้าและรถน้ำมันมาฉีดสเตียรอยด์รวมกัน เพื่อให้ไม่มีจุดอ่อนไม่ว่าจะวิ่งในเมืองหรือทางไกลครับ”
สรุป การเดิมพันที่ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
การที่ Great Wall Motors ประกาศจุดยืนอย่างรุนแรงต่อ EREV ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในเชิงวิศวกรรมและภาพลักษณ์แบรนด์ ในขณะที่ตลาดกำลังเดินหน้าไปสู่ความหลากหลายของขุมพลัง GWM เลือกที่จะยึดมั่นในความ “บริสุทธิ์” ของเทคโนโลยีไฟฟ้าและไฮบริดดั้งเดิม
สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินว่า EREV คือ “ทางผ่านที่ล้าหลัง” ตามคำกล่าวของ Wei Jianjun หรือจะเป็น “กระแสหลักของอนาคต” ตามที่นักวิชาการคาดการณ์

“แพลตฟอร์มรถไฟฟ้าล้วนคือเรื่องลวงโลก!” ประธาน GWM เขย่าวงการ พร้อมเปิดตัว “Guiyuan S” แพลตฟอร์มครอบจักรวาล
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกพยายามแย่งชิงความเป็นเจ้าแห่ง “Exclusive EV Platform” หรือแพลตฟอร์มที่สร้างมาเพื่อรถไฟฟ้า 100% เท่านั้น แต่ เว่ย เจี้ยนจุน (Wei Jianjun) แม่ทัพใหญ่ของ Great Wall Motor (GWM) กลับออกมาสาดน้ำเย็นใส่เทรนด์นี้อย่างแรงกลางงานเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ โดยระบุว่ามันเป็นเพียง “นิยายหลอกเด็ก” (Pseudo-proposition) และยังท้าทายว่าคู่แข่งเตรียมจะเข้ามาลอกการบ้านเทคโนโลยีใหม่ของเขาอย่างแน่นอน
ทำไมถึงบอกว่า “Exclusive EV Platform” คือเรื่องลวง?
ประธานเว่ยได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจและดุเดือดไว้ดังนี้:
-
ต้นทุนสูงและเสี่ยงเกินไป: การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่รองรับแค่ไฟฟ้าล้วน (BEV) คือการเอาไข่ไปใส่ในตะกร้าใบเดียว ในสภาวะที่โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกยังแตกต่างกันมาก
-
ความปลอดภัยที่ไม่สมบูรณ์: เขาชี้ว่าแพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วนส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่อง “Safety Redundancy” หรือระบบความปลอดภัยสำรองที่ไม่เพียงพอ และบางครั้งก็เป็นการเอาโครงสร้างเดิมมาดัดแปลง (Oil-to-Electric) แบบเนียนๆ ซึ่งทำให้เสียพื้นที่โดยเปล่าประโยชน์
-
มูลค่าขายต่อต่ำ: รถที่ยึดติดกับเทคโนโลยีทางเดียวมักได้รับผลกระทบเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน ทำให้ราคาขายต่อตกฮวบ
รู้จัก “Guiyuan S” แพลตฟอร์มที่ฆ่าไม่ตาย
หัวใจสำคัญของงานนี้คือการเปิดตัว Guiyuan S (归元S) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ GWM เรียกว่า “Full Power Platform” โดยมีแนวคิดสำคัญ 3 ประการคือ:
“Hardware Detachable, Software Configurable, AI Native”
ความเทพของแพลตฟอร์มนี้คือการ “ตัวเดียวจบ ครบทุกขุมพลัง” รองรับ 5 ระบบขับเคลื่อนในโครงสร้างเดียว:
-
ICE: เครื่องยนต์สันดาปภายใน (น้ำมัน)
-
PHEV: ปลั๊กอินไฮบริด
-
HEV: ไฮบริด
-
BEV: ไฟฟ้า 100%
-
Hydrogen: พลังงานไฮโดรเจน
การทำแบบนี้ช่วยให้ GWM สามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตได้ทันทีตามความต้องการของตลาดโลกที่ผันผวน โดยไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่หรือพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ทุกครั้งที่เทคโนโลยีเปลี่ยน
กล้าสวนกระแส: สับแหลก “เทคโนโลยีขยะ” ที่ค่ายอื่นชอบทำ
นอกจากเรื่องแพลตฟอร์มแล้ว ประธานเว่ยยังใช้โอกาสนี้ “เปิดศึก” กับเทรนด์เทคโนโลยีที่รถรุ่นใหม่ๆ นิยมใช้ แต่เขาคิดว่ามันไม่เวิร์กในชีวิตจริง:
-
Integrated High-Pressure Die-Casting (การหล่อโครงสร้างชิ้นเดียว): เทคโนโลยีที่ Tesla และหลายค่ายนิยมใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ประธานเว่ยตั้งคำถามเรื่อง “ความยากในการซ่อม” และความคุ้มค่าในระยะยาว
-
Hidden Door Handles (มือจับประตูซ่อน): เขาเบื่อระบบนี้ที่เปิดยากในที่หนาวจัดหรือตอนฉุกเฉิน โดยมองว่ามันเป็นแค่ของโชว์ที่ลดความสะดวกสะบาย
-
Touch-sensitive Buttons & Yoke Steering (ปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัยและพวงมาลัยทรงประหลาด): เขาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยและการใช้งานที่ผิดสรีระของมนุษย์
สรุป “Guiyuan” คือการกลับสู่สามัญ
คำว่า “Guiyuan” (归元) ในภาษาจีนหมายถึงการ “กลับคืนสู่รากเหง้า” หรือการกลับสู่จุดเริ่มต้น
ปรัชญาของ GWM ในปี 2026 นี้คือการหยุดวิ่งตาม “ศัพท์การตลาด” (Marketing Buzzwords) แล้วกลับมาทำรถที่ “เน้นความต้องการของผู้ใช้งานจริง” (User-centric) โดยเน้นไปที่ประสิทธิภาพของต้นทุน ความปลอดภัย และความหลากหลายของพลังงาน
การออกมาฟาด “Exclusive EV Platform” ครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญมากครับ เพราะในขณะที่โลกกำลังพยายามบีบให้ทุกคนไป EV แต่ GWM กลับเลือกที่จะทำ “เป็ด” ที่เก่งทุกอย่าง (Generalist) เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ GWM อยู่รอดได้ดีที่สุดในตลาดโลกที่ความนิยมไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลงครับ
เปิดขายจีน 1.74 – 1.92 ล้านบาท GWM WEY V9X SUV PHEV ใหม่ วิ่งไฟฟ้า 310 – 470 กม.


