เจาะลึกปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ “ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่” สรุป 4 กรณีศึกษา บทวิเคราะห์ผลกระทบ และจุดคุ้มทุนที่ผู้ใช้ไฟต้องรู้

เจาะลึกปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ “ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่” สรุป 4 กรณีศึกษา บทวิเคราะห์ผลกระทบ และจุดคุ้มทุนที่ผู้ใช้ไฟต้องรู้
Spread the love
Advertisement Advertisement

 

เจาะลึกปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ “ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่” สรุป 4 กรณีศึกษา บทวิเคราะห์ผลกระทบ และจุดคุ้มทุนที่ผู้ใช้ไฟต้องรู้

บทสรุปผู้บริหาร  สำนักงาน กกพ. ร่วมกับ 2 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) เตรียมเปิดประชาพิจารณ์ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ใหม่ มุ่งเน้น “ลดภาระผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็กและรายกลาง-เพิ่มการจัดเก็บตามต้นทุนจริงในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่” ชู 4 กรณีศึกษาเพื่อตอบรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน เริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็น 22 พ.ค. – 5 มิ.ย. 2569 นี้ คาดบังคับใช้จริงรอบบิลกรกฎาคม 2569

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ ภายหลังมีมติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยระบุว่า สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานผู้ให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าหลักทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการจัดทำข้อเสนอ “การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า” ภายใต้กรอบแนวทางนโยบายของภาครัฐ และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 อย่างเคร่งครัด

การดำเนินการพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เหมาะสม มีความสะท้อนความเป็นธรรมต่อทั้งฝ่ายผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ สามารถเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน และต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยกระบวนการตามกฎหมายกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าเป็นผู้จัดทำและเสนออัตราค่าไฟฟ้าให้ กกพ. พิจารณา และต้องจัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) จากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนก่อนดำเนินการประกาศใช้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ผ่าแนวคิดการปรับโครงสร้าง: ตรึง 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท

สำหรับหัวใจสำคัญของข้อเสนอที่มีการนำมารับฟังความคิดเห็นในรอบนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษาขึ้นมาทั้งหมดจำนวน 4 กรณี (Scenarios) โดยทุกกรณีศึกษายังคงยึดหลักการสำคัญตามนโยบายและมติของ กพช. คือ “การดูแลและคุ้มครองค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าใน 200 หน่วยแรก ให้มีอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย”

การบริหารจัดการตามแนวทางดังกล่าว จะทำผ่านกลไกการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ในส่วนของ “ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge)” เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการพื้นฐานคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีพฤติกรรมการบริโภคไฟฟ้าในระดับที่สูงขึ้น จะต้องเสียภาษีหรือมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับขั้นของการใช้งาน ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวจะคำนวณเฉพาะค่าพลังงานไฟฟ้าฐานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เปิดรายละเอียด 4 กรณีศึกษา “ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่”

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลการปรับปรุงโครงสร้างราคาในครั้งนี้ พบว่าทิศทางของนโยบายมีความชัดเจนอย่างยิ่งในการมุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย โดยการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงในหน่วยการใช้ไฟฟ้าช่วงต้น แล้วนำต้นทุนส่วนต่างไปเรียกเก็บเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีปริมาณสูง (กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่) โดยสามารถจำแนกผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1. กลุ่มผู้ใช้ไฟต่ำ (0 – 25 หน่วยแรก) : คุ้มครองขั้นพื้นฐาน

สำหรับกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ใช้ไฟฟ้าในปริมาณต่ำมาก (ช่วง 0-25 หน่วยแรก) ในทุกกรณีศึกษาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะยังคงอัตราเดิมไว้ที่ 2.3488 บาทต่อหน่วยสำหรับ 15 หน่วยแรก และอัตรา 2.9882 บาทต่อหน่วยสำหรับ 10 หน่วยถัดไป เพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิการขั้นพื้นฐานด้านพลังงานให้แก่ประชาชน

2. กลุ่มผู้ใช้ไฟระดับกลาง (26 – 200 หน่วย) : ลดภาระอย่างมีนัยสำคัญ (ไฮไลต์)

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับปรุงโครงสร้างในครั้งนี้ เนื่องจาก กกพ. และการไฟฟ้าฯ เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยในทุกกรณีศึกษา (ทั้ง 4 กรณี) จะมีการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่:

  • ช่วงการใช้ไฟ 26 – 150 หน่วย: ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงประมาณ 0.24 – 0.71 บาทต่อหน่วย
  • ช่วงการใช้ไฟ 151 – 200 หน่วย (จุดไฮไลต์สำคัญ): จะมีการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงครั้งใหญ่ถึง 1.2218 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 4.2218 บาทต่อหน่วย เหลือเพียง 3.0 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ในทุกกรณีศึกษา

3. กลุ่มผู้ใช้ไฟสูง (เกิน 200 – 400 หน่วยขึ้นไป) : จุดต่างของแต่ละกรณีศึกษา

ในกลุ่มนี้จะเป็นจุดที่แต่ละกรณีศึกษาเริ่มมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟสูงจะต้องร่วมรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มตามเกณฑ์ Marginal Cost โดยแบ่งแยกความต่างได้ดังนี้:

Advertisement Advertisement
  • กรณีศึกษาที่ 1 และ 2: จะยังคงตรึงราคาในช่วงการใช้ไฟ 201 – 400 หน่วยไว้เท่าเดิมกับโครงสร้างปัจจุบันที่อัตรา 4.2218 บาทต่อหน่วย แต่จะไปปรับเพิ่มอัตราค่าไฟอย่างหนักหลังจากหน่วยที่ 400 เป็นต้นไป
    • กรณีที่ 1: ปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.0234 บาทต่อหน่วย สำหรับหน่วยที่ 401 ขึ้นไป (รวมเป็น 5.4451 บาทต่อหน่วย)
    • กรณีที่ 2: ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1.0357 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ที่ใช้ไฟตั้งแต่หน่วยที่ 501 ขึ้นไป
  • กรณีศึกษาที่ 3 และ 4: จะเลือกแนวทางแบบเฉลี่ยกระจัดกระจาย โดยจะเริ่มปรับเพิ่มอัตราค่าราคาให้เร็วขึ้นตั้งแต่หน่วยที่ 201 เป็นต้นไป (ปรับเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 0.49 – 0.54 บาทต่อหน่วยจากฐานเดิม) และจะมีอัตราค่าไฟสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 4.96 – 5.00 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้าที่เกินกว่า 400 หน่วยขึ้นไป (หรือคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.54 – 1.03 บาทต่อหน่วยจากโครงสร้างเดิม)
ช่วงการใช้ไฟฟ้า (หน่วย/เดือน) โครงสร้างปัจจุบัน กรณีศึกษาที่ 1 & 2 กรณีศึกษาที่ 3 & 4
0 – 25 หน่วยแรก คงเดิม
2.34 – 2.98 บาท
คงเดิม
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา
คงเดิม
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา
26 – 150 หน่วย 3.2405 บาท ปรับลดลง
ลดลงประมาณ 0.24 – 0.71 บาท
ปรับลดลง
ลดลงประมาณ 0.24 – 0.71 บาท
151 – 200 หน่วย 4.2218 บาท ลดเหลือ 3.0 บาท
(ลดลงถึง 1.2218 บาท)
ลดเหลือ 3.0 บาท
(ลดลงถึง 1.2218 บาท)
201 – 400 หน่วย 4.2218 บาท คงเดิม
ตรึงราคาที่ 4.2218 บาท
ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว
เพิ่มขึ้น 0.49 – 0.54 บาท
เกิน 400 หน่วยขึ้นไป 4.4211 บาท ปรับเพิ่มขึ้นหนัก
กรณี 1: +1.0234 บ. (รวม 5.4451)
กรณี 2: +1.0357 บ. (ที่หน่วย 501+)
ปรับเพิ่มคงที่
อัตราสูงสุดคงที่ประมาณ
4.96 – 5.00 บาท

วิเคราะห์ผลกระทบและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรายเดือน

จากการคำนวณเปรียบเทียบราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยกับโครงสร้างอัตราปัจจุบัน (สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย อัตราปกติ 1.1) พบว่ามี “จุดตัดสำคัญ (Critical Break-even Points)” ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าหรือประชาชนควรศึกษาและเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตนเอง ดังนี้

สรุปจุดตัดราคาและผลกระทบรายเดือน (คำนวณเฉพาะค่าพลังงานฐาน ไม่รวม Ft และ VAT):

  • จุดตัดที่ 457 หน่วย: หากผลสรุปเลือกใช้ “กรณีศึกษาที่ 3” ผู้ใช้ไฟฟ้าในระดับปริมาณนี้จะมีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ประมาณ 1,826 บาท
  • จุดตัดที่ 470 หน่วย: หากผลสรุปเลือกใช้ “กรณีศึกษาที่ 4” ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของครัวเรือนจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,884 บาท
  • จุดตัดที่ 536 – 540 หน่วย: จุดนี้ถือเป็นช่วงที่ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดหากภาครัฐเลือกใช้ “กรณีศึกษาที่ 1 และ 2” เนื่องจากอัตราค่าไฟจะดีดตัวก้าวกระโดดสูงขึ้นอย่างมาก ไปอยู่ที่ระดับประมาณ 2,176 – 2,193 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงกว่าโครงสร้างราคาปัจจุบันอย่างชัดเจน

เพื่อให้อธิบายและทำความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น โครงสร้างทั้ง 4 กรณีศึกษานี้ มีแนวความคิดในการแบ่งบล็อก (Block) การจัดเก็บค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถสรุปความแตกต่างในเชิงพฤติกรรมได้ว่า กรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะมุ่งเน้นไปที่การเก็บค่าไฟเพิ่มจากกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟในระดับ “สูงมาก” คือตั้งแต่ 400 หรือ 500 หน่วยต่อเดือนขึ้นไปให้สูงกว่าปัจจุบัน ขณะที่ กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะเริ่มขยับฐานราคาเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นกับกลุ่มผู้ที่ใช้ไฟระดับ “ปานกลางค่อนข้างสูง” คือตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไปให้สูงกว่าระดับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของหน่วยงานผู้ให้บริการจำหน่ายไฟฟ้านั้น “ทางภาคการไฟฟ้ามองว่า เมื่อพิจารณาจากทั้ง 4 ตัวอย่างแล้ว ควรเลือกพิจารณากรณีศึกษาที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉพาะที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยขึ้นไป” เนื่องจากโครงสร้างของกรณีที่ 4 จะส่งผลให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.54 – 1.03 บาทต่อหน่วย หรือมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4.96 – 5.00 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้เส้นกราฟการจ่ายเงินค่าไฟฟ้าของภาคประชาชนมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดจนสร้างผลกระทบรุนแรงเกินไป โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากส่วนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก

ส่อง “จุดคุ้มทุน” และแนวคิดความเป็นธรรมด้านพลังงาน

ดร.พูลพัฒน์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยอ้างอิงจากแบบจำลองกราฟเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยว่า ระดับการใช้ไฟฟ้าที่จะเริ่มส่งผลให้เห็นความแตกต่างของภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละครัวเรือนอย่างชัดเจนจะอยู่ที่ ช่วงการใช้ไฟระหว่าง 400 – 500 หน่วยต่อเดือน ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในรอบนี้ ไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มรายได้ให้การไฟฟ้า แต่ทำเพื่อให้เกิดความสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาพลังงานในแต่ละช่วงของการใช้ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal Cost) และเพื่อส่งเสริมวินัยในการประหยัดพลังงาน

นโยบายนี้จะส่งผลดีให้กลุ่มประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ได้รับประโยชน์จากอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกลงอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน ครัวเรือนที่มีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าสูง มีเครื่องอำนวยความสะดวกจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องเข้ามาร่วมรับภาระต้นทุนที่แท้จริงของระบบไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการใช้งาน

กกพ. ย้ำ! ยังเป็นเพียงกรณีศึกษา พร้อมเปิดฟังเสียงประชาชนถึง 5 มิ.ย. นี้

เลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้ายว่า ข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดรวมถึงตัวเลขค่าไฟฟ้าในทั้ง 4 กรณีศึกษานั้น ยังเป็นเพียงผลการศึกษาและแบบจำลองขั้นต้นเท่านั้น ยังไม่มีการบังคับใช้จริง โดยสำนักงาน กกพ. จะต้องจัดกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งนำปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจอื่นๆ มาพิจารณาร่วมด้วยอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อภาพรวมระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

โดยข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ได้รับจากประชาชนผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น in ครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ กกพ. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีและเหมาะสมที่สุด ก่อนจะดำเนินขั้นตอนประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหมอย่างเป็นทางการตามที่กฎหมายกำหนด

 

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้