TOYOTA ลงทุนอีก 65,000 ล้านบาทในบราซิล เมกะโปรเจกต์อนาคตรองรับผลิต COROLLA ใหม่

TOYOTA ลงทุนอีก 65,000 ล้านบาทในบราซิล เมกะโปรเจกต์อนาคตรองรับผลิต COROLLA ใหม่
Spread the love
Advertisement Advertisement

ปิดฉากตำนาน 3 ทศวรรษ! โตโยต้า (Toyota) ประกาศเตรียมปิดโรงงานประวัติศาสตร์ ณ เมืองอินไดอาตูบา (Indaiatuba) ประเทศบราซิล ในวันที่ 30 มิถุนายน 2026 นี้ โดยจะย้ายฐานการผลิตรถยนต์ยอดนิยมอย่าง Toyota Corolla ไปรวมไว้ที่เมืองโซโรคาบา (Sorocaba) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนครั้งใหญ่ทำลายสถิติกว่า 1.1 หมื่นล้านเรอัลบราซิล เพื่อลุยตลาดรถยนต์ไฮบริดและเตรียมเปิดตัวรถกระบะขุมพลัง Flex Hybrid รุ่นแรกที่ไม่เคยมีมาก่อน

เจาะลึกแผนลงทุน 1.1 หมื่นล้านเรอัลบราซิล เมกะโปรเจกต์สู่อนาคต

การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมของ Toyota ในประเทศบราซิลครั้งนี้ มาพร้อมกับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลถึง 11,000 ล้านเรอัลบราซิล (R$) จนถึงปี 2030 ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน เม็ดเงินจำนวนนี้คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแปลงเป็นเงินไทยได้สูงถึงราวๆ 65,120 ล้านบาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 32.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

การย้ายฐานการผลิตนี้มีกำหนดการอย่างเป็นทางการ โดยโรงงานแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นในศูนย์รวมอุตสาหกรรมโซโรคาบา บราซิล จะเปิดดำเนินการใน เดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อรองรับการผลิต Corolla ซีดานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนี่คือกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Economy of Scale) และลดต้นทุน เพื่อรับมือกับการบุกตลาดอย่างดุดันของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนในภูมิภาคอเมริกาใต้


ปิดฉากโรงงานประวัติศาสตร์ “อินไดอาตูบา” ผู้ให้กำเนิด Flex Hybrid คันแรกของโลก

โรงงานอินไดอาตูบาเปิดดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 1998 (รวมระยะเวลาเกือบ 28 ปี) และเป็นเสาหลักในการผลิตรถยนต์ตระกูล Corolla จนทำยอดสะสมทะลุ 1 ล้านคัน นอกจากนี้ยังจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ยานยนต์โลกด้วยการเป็น โรงงานแห่งแรกที่ผลิตรถยนต์ไฮบริดที่รองรับพลังงานทางเลือก (Flex Hybrid) ของโลก ซึ่งสามารถเติมได้ทั้งน้ำมันเบนซินและเอทานอล (Ethanol)

เหตุผลทางธุรกิจ: แม้จะมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์ แต่ในแง่วิศวกรรม โรงงานอายุเกือบ 30 ปีแห่งนี้จำเป็นต้องได้รับการรีโนเวทครั้งใหญ่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก Toyota จึงตัดสินใจสร้างโรงงานใหม่ที่ทันสมัยกว่าข้างโรงงานเดิมที่โซโรคาบา ซึ่งคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ทั้งนี้ ถือเป็นโรงงานแห่งที่สองที่ Toyota ประกาศปิดตัวในบราซิล ต่อจากโรงงานเซาเบอร์นาร์โด โด กัมโป (São Bernardo do Campo) ที่ปิดตัวไปเมื่อปี 2023


การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ดูแลพนักงาน ไร้การเลิกจ้างอย่างไม่สมัครใจ

หนึ่งในประเด็นที่น่าชื่นชมคือแผนการจัดการบุคลากร โดย Toyota ยืนยันว่าจะไม่มีการเลิกจ้างพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม แต่ใช้ระบบ “สมัครใจและค่อยเป็นค่อยไป” พนักงานในโรงงานอินไดอาตูบาสสามารถเลือกได้ว่าจะย้ายไปทำงานที่ศูนย์รวมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในโซโรคาบา หรือเข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออกพร้อมค่าชดเชยพิเศษ

Advertisement Advertisement
  • สร้างงานใหม่: การขยายโรงงานที่โซโรคาบาจะสร้างงานตรง (Direct Jobs) เพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ตำแหน่ง และจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานทางอ้อมอีกนับพันตำแหน่งภายในปี 2030
  • ความเท่าเทียมทางเพศ: Toyota ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ โดยกำหนดให้สัดส่วนของพนักงานใหม่นี้เป็น “ผู้หญิง” อย่างน้อย 50%

ยุทธศาสตร์การรวมศูนย์ และก้าวสำคัญในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง การย้ายฐานผลิตครั้งนี้เน้นไปที่ “กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล” เท่านั้น โดย Toyota ยังคงเดินหน้าสายการผลิตที่โรงงานผลิตเครื่องยนต์ปอร์โต เฟลิซ (Porto Feliz) ในรัฐเซาเปาโลตามปกติ ซึ่งโรงงานแห่งนี้คือหัวใจสำคัญในการผลิตเครื่องยนต์ของแบรนด์

การรวมศูนย์ที่โซโรคาบาจะทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็น “ฮับ (Hub)” ยานยนต์ไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ โดยจะผลิตตั้งแต่ Corolla (ซีดาน), Corolla Cross, Yaris และ Yaris Cross ซึ่งทางสหภาพแรงงานโลหะแห่งโซโรคาบาคาดการณ์ว่า กำลังการผลิตของโรงงานจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 200,000 คันต่อปี เป็น 400,000 คันต่อปี ภายในช่วงสิ้นสุดแผนการลงทุน

ผลิตแบตเตอรี่และเครื่องยนต์ไฮบริดเองในประเทศ

เงินลงทุนส่วนหนึ่งจากแผน 1.1 หมื่นล้านเรอัล จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการ Nationalization หรือการเริ่มผลิตชิ้นส่วนสำคัญในประเทศบราซิลเอง จากเดิมที่ต้องนำเข้าเครื่องยนต์ระบบ Flex Hybrid จากประเทศญี่ปุ่น ต่อไปนี้จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานปอร์โต เฟลิซ รวมถึงการประกอบแพ็กแบตเตอรี่ (Battery Assembly) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในโซโรคาบา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและภาษีนำเข้าได้อย่างมหาศาล


ไฮไลต์เด็ด: เตรียมเปิดตัว “รถกระบะ Flex Hybrid” รุ่นแรก ท้าชนคู่แข่ง

สิ่งที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดในแผนงานนี้คือ การพัฒนารถกระบะขนาดกลางค่อนเล็ก (Intermediate Pickup) ขับเคลื่อน 4 ล้อ ขุมพลัง Flex Hybrid รุ่นแรกของแบรนด์ ซึ่งพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมยานยนต์ร่วมกับ Toyota Corolla Cross

รถกระบะรุ่นใหม่นี้ตั้งเป้าหมายที่จะเข้ามาท้าชนกับเจ้าตลาดเดิมในบราซิลอย่าง Fiat Toro, Chevrolet Montana และ Ford Maverick โดยชูจุดเด่นเรื่องความอเนกประสงค์แบบที่คนอเมริกาใต้ชื่นชอบ ผสานกับความประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากพลังงานทางเลือกเอทานอล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่แข็งแกร่งของบราซิล


บทสรุป อุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคเปลี่ยนผ่าน

การเคลื่อนไหวของ Toyota ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนบังคับให้แบรนด์ระดับตำนานต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การลดต้นทุน และการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาค เช่น เทคโนโลยีไฮบริดที่ใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ในประเทศบราซิล

clickpetroleoegas

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้