เจาะลึกเกณฑ์ใหม่ การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทำและต่อใบขับขี่ แบ่งตามกลุ่มอายุและเงื่อนไข

เจาะลึกเกณฑ์ใหม่ การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทำและต่อใบขับขี่ แบ่งตามกลุ่มอายุและเงื่อนไข
กรมการขนส่งทางบกได้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยการปรับเกณฑ์ครั้งนี้อ้างอิงจากข้อแนะนำของ แพทยสภา มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ โดยมุ่งเน้นไปที่การลดภาระการเดินทางและประหยัดเวลาให้กับผู้ขับขี่ที่ยังมีสมรรถภาพร่างกายเหมาะสม แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนอย่างเข้มงวด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถจำแนกหลักเกณฑ์การทดสอบออกเป็น 4 สถานีหลัก และแบ่งกลุ่มผู้เข้ารับการทดสอบออกเป็น 4 กลุ่มผู้ขับขี่ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
รู้จัก 4 สถานีทดสอบ สมรรถภาพร่างกาย
ก่อนเข้าสู่เกณฑ์การแบ่งกลุ่ม ผู้ขับขี่ควรทำความเข้าใจก่อนว่าการทดสอบสมรรถภาพร่างกายของกรมการขนส่งทางบก ประกอบด้วยอะไรบ้าง:
- การทดสอบการมองเห็นสี: การทดสอบความสามารถในการแยกแยะสีสัญญาณไฟจราจร (แดง เหลือง เขียว)
- การทดสอบสายตาทางกว้าง: การทดสอบมุมมองสายตาด้านข้างเพื่อดูทัศนวิสัยรอบตัว
- การทดสอบสายตาทางลึก: การทดสอบการกะระยะห่างและความลึก (การกดเสาให้ขนานกัน)
- การทดสอบปฏิกิริยาทางเท้า: การทดสอบความรวดเร็วในการประสานงานระหว่างตาและเท้าเมื่อต้องเหยียบเบรกฉุกเฉิน

ขยายความหลักเกณฑ์จำแนกตาม 4 กลุ่มผู้ขับขี่
กลุ่มที่ 1 ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ครั้งแรก (ขอรับใหม่)
สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน และต้องการยื่นขอทำใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว, รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว, รถสามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว รวมถึงกลุ่มรถสาธารณะทุกประเภท
-
เกณฑ์การทดสอบ: ต้องทดสอบครบทั้ง 4 สถานี
-
เหตุผลทางกฎหมาย: เนื่องจากเป็นการคัดกรองขั้นต้นเพื่อยืนยันว่าผู้ขับขี่รายใหม่มีสมรรถภาพทางร่างกายครบถ้วนและพร้อมสำหรับการขับขี่อย่างปลอดภัย
กลุ่มที่ 2 ผู้ขอเปลี่ยนประเภทใบอนุญาต (จาก 2 ปี เป็น 5 ปี)
กลุ่มผู้ขับขี่ชั่วคราวที่ครบกำหนดและต้องการเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลอายุ 5 ปี (ทั้งกรณีใบเดิมสิ้นอายุไม่เกิน 1 ปี และเกิน 1 ปีขึ้นไป)
-
เกณฑ์การทดสอบ: ยกเว้นการทดสอบมองเห็นสี แต่ยังคงต้องทดสอบสายตาทางกว้าง, สายตาทางลึก และปฏิกิริยาทางเท้า
-
เหตุผลทางกฎหมาย: ถือว่าเคยผ่านการกรองเรื่องการมองเห็นสีจากการทำใบขับขี่ครั้งแรกมาแล้ว จึงตัดขั้นตอนนี้ออกเพื่อความรวดเร็ว
กลุ่มที่ 3 ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาต กลุ่มอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงและได้สิทธิประโยชน์สูงสุดเพื่อลดขั้นตอน โดยแบ่งตามเงื่อนไขเวลาในการขาดต่ออายุ ดังนี้:
-
กรณีที่ 1 ใบขับขี่ขาดต่ออายุ ไม่เกิน 1 ปี
-
เกณฑ์การทดสอบ: ได้รับยกเว้นการทดสอบมองเห็นสี และยกเว้นการทดสอบปฏิกิริยาทางเท้า โดยจะเข้ารับการทดสอบเฉพาะสายตาทางกว้างและทางลึกเท่านั้น
-
-
กรณีที่ 2 ใบขับขี่ขาดต่ออายุ เกิน 1 ปีขึ้นไป
-
เกณฑ์การทดสอบ: ยกเว้นการทดสอบมองเห็นสี แต่ต้องทดสอบสายตาทางกว้าง, สายตาทางลึก ควบคู่กับปฏิกิริยาทางเท้า
-
กลุ่มที่ 4 ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาต กลุ่มอายุเกิน 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
สำหรับผู้ขับขี่ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (รวมถึงผู้ขับขี่รถสาธารณะ) เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลอายุอย่างละเอียด
-
เกณฑ์การทดสอบ: ยกเว้นการทดสอบมองเห็นสี แต่ยังคงต้องเข้ารับการทดสอบสายตาทางกว้าง, สายตาทางลึก และปฏิกิริยาทางเท้าในทุกกรณี (ไม่ว่าใบขับขี่จะขาดต่ออายุเกิน 1 ปีหรือไม่ก็ตาม)
-
เหตุผลทางกฎหมาย: เป็นมาตรการเชิงป้องกันด้านความปลอดภัย เนื่องจากผู้ขับขี่ในกลุ่มอายุนี้อาจเริ่มมีความเสี่ยงในเรื่องของความฉับไวในการตอบสนอง (ปฏิกิริยาทางเท้า) จึงยังจำเป็นต้องทดสอบควบคู่กันไปเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ขับขี่เองและเพื่อนร่วมทาง
เอกสารหลักฐานที่ต้องเตรียม (Checklist)
ในการเดินทางไปดำเนินการ ไม่ว่าจะทำใหม่ เปลี่ยนประเภท หรือต่ออายุ สิ่งสำคัญที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อมเพื่อไม่ให้เสียเวลา มีดังนี้:
-
บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง (ต้องยังไม่หมดอายุ)
-
ใบรับรองแพทย์ (ตามแบบที่แพทยสภากำหนด มีอายุไม่เกิน 1 เดือนนับจากวันที่แพทย์ออกให้)
-
ใบอนุญาตขับรถเดิม (สำหรับกรณีต่ออายุ หรือเปลี่ยนประเภท)
-
ค่าธรรมเนียม (เตรียมให้พร้อมตามอัตราที่กฎหมายกำหนดของรถแต่ละประเภท)
ทิศทางในอนาคต ระบบต่อใบขับขี่ออนไลน์ (e-Service)
นอกจากการปรับเกณฑ์ที่สำนักงานขนส่งแล้ว โฆษกกรมการขนส่งทางบกยังระบุว่า ปัจจุบันกรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข และ แพทยสภา เพื่อร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงระบบการต่ออายุใบอนุญาตขับรถผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ให้มีความเสถียร มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงข้อมูลกันได้อย่างสมบูรณ์
การพัฒนานี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ กฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2568) โดยหากระบบ e-Service ดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย ทางกรมการขนส่งทางบกจะทำการประกาศและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพื่อเปิดทางเลือกในการบริการที่ทันสมัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้นต่อไป
ช่องทางการติดต่อและสอบถาม: ประชาชนที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถโทรสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ทางการที่ www.dlt.go.th

