BYD เพิ่งเปิดตัว Formula S สปอร์ตไฟฟ้าในจีน ราคา 945,000 บาท 730 กม./ชาร์จ CLTC

BYD เพิ่งเปิดตัว Formula S สปอร์ตไฟฟ้าในจีน ราคา 945,000 บาท 730 กม./ชาร์จ CLTC
Spread the love
Advertisement Advertisement

BYD Fangcheng/Formula S / S GT เปิดราคาในจีน เริ่ม 9.46 แสนบาท วิ่งไกลสุด 900 กม. CLTC

BYD เปิดตัว Fangcheng/Formula S และ Formula S GT อย่างเป็นทางการในประเทศจีน โดยวางตำแหน่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงขนาดกลาง-ใหญ่ พร้อมชูจุดเด่นทั้งด้านพละกำลัง ระยะทางวิ่ง ระบบช่วงล่าง และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

Formula S มาในตัวถังแนวสปอร์ต Fastback ขณะที่ Fangcheng S GT ใช้ตัวถังสไตล์ Shooting Brake โดยราคาจำหน่ายจริงเริ่มต้นเพียง 189,900 หยวน หรือประมาณ 945,700 บาท เมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 หยวน = 4.98 บาท

ราคา Formula S ในประเทศจีน

  • RWD ระยะทาง 730 กม. CLTC พร้อมช่วงล่าง YunNian-C ราคา 189,900 หยวน ประมาณ 945,700 บาท
  • RWD ระยะทาง 900 กม. CLTC พร้อม YunNian-A หรือ YunNian-M ราคา 209,900 หยวน ประมาณ 1,045,300 บาท
  • AWD ระยะทาง 750 กม. CLTC พร้อม YunNian-A หรือ YunNian-M ราคา 229,900 หยวน ประมาณ 1,144,900 บาท

ราคา Formula S GT ในประเทศจีน

  • GT RWD ระยะทาง 850 กม. CLTC พร้อม YunNian-A หรือ YunNian-M ราคา 219,900 หยวน ประมาณ 1,095,100 บาท
  • S GT AWD ระยะทาง 730 กม. CLTC พร้อม YunNian-A หรือ YunNian-M ราคา 239,900 หยวน ประมาณ 1,194,700 บาท

ราคาขายจริงถือว่าต่ำกว่าช่วงราคาพรีเซลก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยประกาศไว้ประมาณ 230,000–280,000 หยวน

ตัวถัง Fangcheng S

  • ประเภท: รถยนต์ไฟฟ้าล้วน BEV
  • Segment: รถขนาดกลาง-ใหญ่
  • ตัวถัง 5 ประตู Fastback / Liftback
  • 5 ที่นั่ง
  • ยาว 5,060 มม.
  • กว้าง 1,967 มม.
  • สูงประมาณ 1,458–1,483 มม. ขึ้นอยู่กับระบบช่วงล่าง/การรับรอง
  • ฐานล้อ 2,960 มม.
  • ระยะล้อหน้า 1,685 มม.
  • ระยะล้อหลัง 1,690 มม.
  • มุมปะทะประมาณ 13°
  • มุมจากประมาณ 15°
  • ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ Cd 0.22

ตัวถัง Fangcheng S GT

  • รูปแบบ Shooting Brake / Estate
  • 5 ประตู 5 ที่นั่ง
  • ยาวปกติ 5,025 มม.
  • ตัวเลขรับรองบาง configuration สูงสุด 5,095 มม.
  • กว้าง 1,967 มม.
  • สูงประมาณ 1,458–1,483 มม.
  • ฐานล้อ 2,960 มม.
  • ระยะล้อหน้า 1,685 มม.
  • ระยะล้อหลัง 1,690 มม.
  • มุมปะทะประมาณ 13°
  • มุมจากประมาณ 16°
  • Cd 0.25

น้ำหนักตัวรถ

  • Fangcheng S 730 กม. แบต 76.744 kWh — ประมาณ 1,999 กก.
  • Fangcheng S RWD แบต 92.093 kWh — ประมาณ 2,140 กก.
  • Fangcheng S AWD แบต 92.093 kWh — ประมาณ 2,250 กก.
  • Fangcheng S GT RWD — ประมาณ 2,170 กก.
  • Fangcheng S GT AWD — ประมาณ 2,280 กก.
  • แบตเตอรี่ 76.744 kWh มีน้ำหนักประมาณ 539 กก.
  • แบตเตอรี่ 92.093 kWh มีน้ำหนักประมาณ 633 กก.

ขุมพลัง Fangcheng S RWD รุ่นเริ่มต้น

  • มอเตอร์เดี่ยว
  • ติดตั้งด้านหลัง
  • ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD
  • Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด 245 kW
  • ประมาณ 333 PS
  • แบตเตอรี่ 76.744 kWh
  • CLTC 730 กม.

Fangcheng S RWD Long Range

  • มอเตอร์เดี่ยวด้านหลัง
  • RWD
  • กำลังสูงสุด 300 kW
  • ประมาณ 408 PS
  • แบตเตอรี่ 92.093 kWh
  • CLTC 900 กม.
  • 0–100 กม./ชม. ประมาณ 5.8 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

Fangcheng S AWD

  • มอเตอร์คู่
  • AWD
  • มอเตอร์หน้า 190 kW
  • มอเตอร์หลัง 300 kW
  • กำลังรวม 490 kW
  • ประมาณ 666 PS
  • แบตเตอรี่ 92.093 kWh
  • CLTC รุ่นจำหน่ายจริง 750 กม.
  • 0–100 กม./ชม. 3.6 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

Fangcheng S GT RWD

  • มอเตอร์เดี่ยวด้านหลัง
  • RWD
  • 300 kW
  • ประมาณ 408 PS
  • แบตเตอรี่ 92.093 kWh
  • CLTC 850 กม.
  • ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

Fangcheng S GT AWD

  • มอเตอร์คู่ AWD
  • หน้า 190 kW
  • หลัง 300 kW
  • รวม 490 kW
  • ประมาณ 666 PS
  • แบตเตอรี่ 92.093 kWh
  • CLTC 730 กม.
  • 0–100 กม./ชม. 3.6 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

แบตเตอรี่ / ระบบไฟฟ้า

  • แบตเตอรี่ Blade Battery เจเนอเรชัน 2
  • เคมี LFP
  • ขนาด 76.744 kWh
  • ขนาดใหญ่ 92.093 kWh
  • CTB Battery-Body Integration
  • สถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูงระดับ 800V
  • ใช้ระบบขับเคลื่อน SiC ในรุ่นสมรรถนะสูง

การชาร์จ

  • Flash Charging
  • SOC 10–70% ประมาณ 5 นาที
  • SOC 10–97% ประมาณ 9 นาที
  • ที่อุณหภูมิประมาณ -30°C BYD ระบุว่าใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณ 3 นาที
  • ขณะนี้แหล่งข้อมูลเปิดตัวที่ตรวจสอบได้ ยังไม่ระบุตัวเลขกำลัง DC Peak และ AC สูงสุดอย่างชัดเจน จึงไม่ควรใส่ตัวเลข kW โดยประมาณเอง

ช่วงล่าง

  • ด้านหน้า Double Wishbone
  • ด้านหลัง Five-link independent
  • มีระบบให้เลือก 3 รูปแบบ คือ YunNian-C, YunNian-A และ YunNian-M

YunNian-C

  • Intelligent Damping Body Control
  • ใช้กับ S 730KM RWD รุ่นเริ่มต้น

YunNian-A

  • Dual-Chamber Air Suspension
  • ถุงลมแบบสองห้อง
  • CDC Variable Damping
  • สามารถปรับระดับความสูงตัวรถได้
  • มีระบบอ่านสภาพถนนล่วงหน้า

YunNian-M

  • Intelligent Magnetorheological Suspension
  • ใช้น้ำมัน Magnetorheological Fluid
  • ปรับแรงหน่วงได้ภายในระดับประมาณ 1 มิลลิวินาที
  • ความถี่การปรับสูงสุดระดับ 1,000 ครั้ง/วินาที
  • ช่วงการปรับแรงหน่วงที่มีการระบุประมาณ 100–10,000 N
  • รองรับ Road Preview
  • OTA อัปเดต Algorithm ของช่วงล่างได้

ระบบควบคุมการขับ

  • iTAC Intelligent Torque Control 2.0
  • Custom Driving Mode
  • สามารถปรับการตอบสนองระบบขับเคลื่อนและเบรกหลายระดับ
  • Drift Mode
  • Assisted Drift / One-Touch Drift

ล้อและยาง

  • ล้อขนาด 19 นิ้ว และ 20 นิ้ว
  • ยางที่มีข้อมูลการรับรอง ได้แก่ 245/45 R19
  • 245/40 R20
  • 255/40 R20
  • มีลายล้อและสีคาลิเปอร์หลายรูปแบบ

พื้นที่เก็บสัมภาระ

  • Frunk ด้านหน้า 151 ลิตร
  • เปิดแบบไฟฟ้า และรองรับฟังก์ชันเคาะเพื่อเปิด
  • Fangcheng S ห้องเก็บสัมภาระท้าย 600 ลิตร
  • Fangcheng S GT ห้องเก็บสัมภาระท้าย 537 ลิตร
  • จุดเก็บของภายในรถประมาณ 40 จุด

พื้นที่โดยสาร

  • ความสูงพื้นที่ศีรษะด้านหน้า 1,018 มม.
  • Fangcheng S ด้านหลัง 928 มม.
  • Fangcheng S GT ด้านหลัง 932 มม.

การออกแบบภายนอก

Fangchengbao Fangcheng S Series ใช้แนวคิดการออกแบบ Life Metal Aesthetics เน้นตัวถังที่เตี้ย ลู่ลม และมีบุคลิกสปอร์ตชัดเจน

  • ด้านหน้าใช้กระจังหน้าแบบปิดตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า
  • ชุดไฟหน้าแบบ Fengbao Eye
  • ไฟ Daytime Running Light รูปทรง Double-U
  • ไฟหน้า LED
  • กันชนหน้าทรงสปอร์ต
  • มีช่องทางลมด้านหน้ารวม 4 จุด เพื่อช่วยจัดการอากาศและลดแรงต้าน
  • แนวตัวถังด้านข้างออกแบบให้ยาวและเตี้ย
  • ใช้มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน
  • มีล้ออัลลอยขนาดใหญ่
  • บางรุ่นติดตั้งคาลิเปอร์เบรกสีแดง

ภายในห้องโดยสาร

  • ใช้แนวคิดการออกแบบ Life Metal Aesthetics เน้นตัวถังเตี้ย ลู่ลม และมีบุคลิกสปอร์ต
  • ด้านหน้าใช้กระจังหน้าแบบปิดตามสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า
  • ชุดไฟหน้าออกแบบทรง Fengbao Eye
  • ไฟ Daytime Running Light ใช้กราฟิกแบบ Double-U
  • ชุดไฟหน้าเป็นแบบ LED
  • กันชนหน้าทรงสปอร์ต พร้อม Front Lip ด้านล่าง
  • มีช่องทางลมด้านหน้ารวม 4 จุด ช่วยจัดการอากาศและลดแรงต้าน
  • เส้นตัวถังด้านข้างออกแบบให้ยาวและเตี้ย เน้นสัดส่วนแบบรถสปอร์ต
  • ใช้มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน
  • ติดตั้งล้ออัลลอยขนาดใหญ่ โดยมีทั้งขนาด 19 และ 20 นิ้ว ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย
  • บางรุ่นมาพร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง เพิ่มภาพลักษณ์สปอร์ต
  • Fangcheng S ใช้ตัวถังแบบ Sport Fastback / Liftback หลังคาลาดต่อเนื่องไปยังฝากระโปรงท้าย
    • ติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายแบบ Ducktail
    • ด้านท้ายของ Fangcheng S ใช้ Diffuser ทรงสปอร์ต
    • มีขนาดตัวถังยาว 5,060 มม. กว้าง 1,967 มม. สูง 1,483 มม. และฐานล้อ 2,960 มม.
    • Fangcheng S มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ Cd 0.22
  • Fangcheng S GT ใช้ตัวถังแบบ Shooting Brake
    • แนวหลังคาของ Fangcheng S GT ยาวกว่ารุ่น S เพื่อเพิ่มพื้นที่ด้านหลังและพื้นที่เก็บสัมภาระ
    • Fangcheng S GT ติดตั้ง Rear Roof Spoiler เหนือกระจกหลัง
    • ด้านท้ายของ Fangcheng S GT ใช้ Diffuser ทรงสปอร์ตเช่นเดียวกัน
    • Fangcheng S GT มีขนาดตัวถังยาว 5,025 มม. กว้าง 1,967 มม. สูง 1,483 มม. และฐานล้อ 2,960 มม.
    • Fangcheng S GT มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ Cd 0.25
    • ไฟท้ายใช้ดีไซน์แบบ Infinite Ring
    • กราฟิกไฟท้ายออกแบบเป็นรูปทรงคล้าย Diamond หลายจุด แบ่งฝั่งซ้ายและขวา
    • ตรงกลางชุดไฟท้ายติดตั้งโลโก้ Fangchengbao
    • ตัวรถเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ผ่านรูปทรงตัวถังที่เตี้ย แนวหลังคาลาด ช่องทางลมด้านหน้า มือจับประตูกึ่งซ่อน และชุด Diffuser ด้านท้าย
    • รุ่นที่ติดตั้งระบบช่วยขับขี่ God’s Eye B จะมี LiDAR บริเวณด้านบนของกระจกหน้าใกล้แนวหลังคา
    • LiDAR ทำงานร่วมกับกล้องและเซนเซอร์รอบคันสำหรับระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง
    • สีตัวถังมีหลายโทน ได้แก่ แดง เหลือง เขียว เงิน ดำ และชมพู

ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีการขับขี่

  • Fangcheng S และ Fangcheng S GT ติดตั้งระบบช่วยขับขี่ God’s Eye B แบบ LiDAR เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นจำหน่ายจริง รองรับการช่วยขับทั้งในเมือง ทางด่วน และระบบช่วยจอดรถ
  • ติดตั้ง LiDAR บนหลังคา ทำงานร่วมกับกล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์รอบตัวรถสำหรับตรวจจับสภาพแวดล้อม
  • ระบบตรวจจับรอบรถมี 27 จุด ประกอบด้วยชุดกล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ต่างๆ รวม LiDAR
  • ข้อมูลฮาร์ดแวร์ที่มีการเปิดเผยระบุว่าใช้
  • กล้องรอบคัน 11 ตัว
  • Ultrasonic Sensor 12 ตัว
  • Millimeter-wave Radar 3 ตัว
  • LiDAR 1 ตัว
  • รองรับ Highway NOA ระบบช่วยขับตามเส้นทางบนทางด่วนและถนนความเร็วสูง
  • รองรับ City NOA ระบบช่วยขับตามเส้นทางในเขตเมือง
  • รองรับ Automatic Parking ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติแบบหลายสถานการณ์
  • มีระบบ Automatic Emergency Braking หรือ AEB ช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อระบบตรวจพบความเสี่ยงต่อการชน
  • มีระบบ Lane Centering Assist ช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางช่องทางเดินรถ
  • มีระบบ Blind Spot Monitoring ตรวจจับรถในจุดอับสายตา พร้อมไฟแจ้งเตือนบริเวณกระจกมองข้าง
  • ระบบช่วยขับอยู่ในกลุ่ม L2+ Driving Assistance ผู้ขับยังต้องควบคุมรถและรับผิดชอบการขับขี่ตลอดเวลา
  • ตัวรถติดตั้ง High-Speed Tire Blowout Stability Control ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อเกิดยางระเบิดขณะใช้ความเร็วสูง
  • ระบบสามารถตรวจจับสถานะยางระเบิดและปรับแรงบิดของล้อเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของตัวรถ
  • รองรับการช่วยควบคุมเมื่อยางระเบิดขณะวิ่งทางตรงที่ความเร็วสูงสุดประมาณ 190 กม./ชม.
  • รองรับการช่วยควบคุมเมื่อยางระเบิดขณะเข้าโค้งที่ความเร็วสูงสุดประมาณ 156 กม./ชม.
  • โครงสร้างตัวถังใช้วัสดุ เหล็กกำลังสูง อะลูมิเนียมกำลังสูง และวัสดุคอมโพสิตรวมประมาณ 84.8% ของโครงสร้าง
  • จุดสำคัญของโครงสร้างใช้เหล็กขึ้นรูปร้อนความแข็งแรงสูงสุดประมาณ 2,000 MPa
  • โครงสร้างพื้นฐานของตัวถังใช้แนวทาง 7 คานตามยาว และ 13 คานขวาง เพื่อช่วยกระจายแรงกระแทกจากการชนและรักษาพื้นที่ห้องโดยสาร
  • ติดตั้งถุงลมนิรภัยรวม 11 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารด้านหน้ามีความจุประมาณ 110 ลิตร เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับร่างกายขณะเกิดการชน
  • ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างสามารถรักษาแรงดันได้นานประมาณ 6 วินาที เพื่อช่วยปกป้องผู้โดยสารในกรณีเกิดการชนซ้ำหรือรถพลิกคว่ำ
  • ใช้แบตเตอรี่ Blade Battery เจเนอเรชัน 2 แบบ LFP พร้อมระบบควบคุมและตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่
  • ใช้เทคโนโลยี CTB หรือ Cell-to-Body รวมแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างตัวถัง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างและลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ

เทคโนโลยีการควบคุมตัวรถ

  • ใช้ระบบ iTAC 2.0 Intelligent Torque Control สำหรับควบคุมและกระจายแรงบิดของระบบขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว
  • iTAC 2.0 ช่วยลดอาการล้อหมุนฟรีและรักษาการยึดเกาะ โดยเฉพาะเมื่อต้องเร่งบนพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานแตกต่างกัน
  • ระบบขับเคลื่อนสามารถปรับลักษณะการตอบสนองได้หลายระดับ โดยผู้ขับสามารถสร้าง Custom Driving Mode ได้เอง
  • การตอบสนองของคันเร่ง ระบบขับเคลื่อน และระบบ Energy Regeneration สามารถปรับได้มากกว่า 10 ระดับในบางรายการ
  • มี Drift Mode สำหรับการขับขี่ในพื้นที่ปิดหรือสนามที่เหมาะสม
  • มีระบบ One-Touch Drift ช่วยควบคุมการดริฟต์โดยระบบจัดการกำลังและเสถียรภาพของรถ
  • ระบบการขับแบบสมรรถนะมีการแบ่งระดับเพื่อให้ผู้ขับค่อยๆ ปลดล็อกฟังก์ชัน เช่น โหมดขับแบบแข่งขันและระบบช่วยดริฟต์
  • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อใช้มอเตอร์หน้าและหลังแยกกัน ทำให้สามารถจัดการแรงบิดระหว่างเพลาได้รวดเร็ว
  • รุ่น AWD ให้กำลังรวมสูงสุด 490 kW หรือประมาณ 666 แรงม้า และเร่ง 0–100 กม./ชม. ได้ประมาณ 3.6 วินาที

ระบบช่วงล่างอัจฉริยะ

  • มีระบบช่วงล่างให้เลือกทั้ง YunNian-C, YunNian-A และ YunNian-M ตามรุ่นย่อย
  • YunNian-M ใช้เทคโนโลยี Magnetorheological Suspension ปรับแรงหน่วงของโช้คได้ในระดับมิลลิวินาที
  • ระบบสามารถปรับช่วงล่างให้แข็งขึ้นเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกหนัก และปรับให้นุ่มลงเมื่อขับผ่านพื้นผิวขรุขระ
  • YunNian-M รองรับ Road Preview ใช้ข้อมูลจากกล้องตรวจสภาพพื้นผิวถนนล่วงหน้า ก่อนปรับการทำงานของช่วงล่างให้เหมาะสม
  • ระบบช่วงล่างสามารถปรับปรุงอัลกอริทึมผ่าน OTA Update ได้
  • YunNian-A ใช้ช่วงล่างถุงลมแบบ Dual-Chamber ร่วมกับ CDC Variable Damping
  • YunNian-A สามารถปรับความสูงตัวรถได้ประมาณ ±45 มม. ช่วยปรับสมดุลระหว่างความสปอร์ต ความสบาย และการผ่านพื้นที่ต่างระดับ
  • โครงสร้างช่วงล่างพื้นฐานใช้ด้านหน้าแบบ Double Wishbone และด้านหลังแบบ Five-Link Independent Suspension เพื่อเน้นทั้งการควบคุมและความสบาย

Autohome

Advertisement Advertisement

คุณไม่สามารถคัดลอกเนื้อหาของหน้านี้ได้